วาระแห่งชาติเรื่อง ‘กะเพรา’

วิตกวิจารณ์กันจนอึกทึกครึกโครมไปทั้งแผ่นดิน โดยเฉพาะโลกออนไลน์ที่ปั่นข่าวว่า “เอกชนจดทะเบียนใบกะเพราแล้ว”
หนึ่งในตัวอย่างของ “คนกังวล” ก็เช่น นางอำนวย โคตรนั้วะ อายุ 66 ปี เกษตรกรผู้ปลูกกะเพราขาย ชาวตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการนำสายพันธุ์กะเพราไปจดทะเบียนคุ้มครองเป็นสิทธิของเอกชน เนื่องจากมองว่า แม้พืชดังกล่าวจะผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา แต่ “สายพันธุ์ตั้งต้น” ทั้งหมดก็ล้วนมาจากพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ในธรรมชาติ และเป็นพืชที่พ่อแม่บรรพบุรุษปลูกสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จึงเกิดคำถามว่า หากชาวบ้านจะขอหวงแหนสายพันธุ์ดั้งเดิมของตนเองบ้างจะได้หรือไม่
นางอำนวย กล่าวอีกว่า หากบริษัทพัฒนาสายพันธุ์จนดีแล้วนำมาวางขาย ชาวบ้านก็พร้อมที่จะอุดหนุน แต่ปัญหาสำคัญคือ เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าสายพันธุ์ใดเป็นของบริษัท หรือกะเพราที่พวกตนปลูกกันอยู่นั้นมีความเกี่ยวโยงกับสายพันธุ์ที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ เนื่องจากจุดเริ่มต้นของการปลูกคือการซื้อเมล็ดพันธุ์ตามร้านค้าทั่วไป แล้วคัดเลือกเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อเพื่อลดต้นทุน
“พอมีข่าวเรื่องการจดทะเบียนคุ้มครอง ชาวบ้านกังวลกันมาก หากต่อไปในอนาคตถูกจำกัดสิทธิไม่ให้ปลูก หรือห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ชาวบ้านจะเอาอะไรกิน แล้วจะหารายได้จากไหนมาทดแทน” นางอำนวย กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล
1) นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ชี้แจงว่า การจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ไม่ได้หมายความว่า บริษัทเป็นเจ้าของกะเพราทุกสายพันธุ์ในประเทศไทย แต่เป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนา โดยกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่ประชาชนปลูกและซื้อขายกันอยู่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ
สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ได้รับการจดทะเบียน ได้แก่ แก้วจุรี 01 แก้วจุรี 02 แก้วจุรี 03 และแก้วจุรี 04 เป็นผลงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เมื่อปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานของบริษัท ไม่ใช่การนำกะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่ประชาชนปลูกและบริโภคอยู่แล้วมาอยู่ภายใต้สิทธิของบริษัท
นายวิเศษระบุว่า ประเทศไทยมีกะเพราหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกะเพราเขียว กะเพราแดง และกะเพราพื้นเมืองในแต่ละท้องถิ่น รวมมากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งประชาชนและเกษตรกรยังสามารถปลูกเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายได้ตามปกติ รวมถึงผู้ค้าผักสดและร้านอาหารก็ยังสามารถนำกะเพราไปประกอบอาหารและจำหน่ายได้เช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม การใช้กะเพราพันธุ์ทั่วไปต้องแยกออกจากการนำเมล็ดหรือส่วนขยายพันธุ์ของกะเพราที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์หรือใช้ประโยชน์เชิงการค้า ซึ่งกรณีหลังอาจเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ถือสิทธิและเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยต้องพิจารณาเป็นกรณีไป
นายวิเศษกล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการวิจัยกะเพรามาจากการผลิตข้าวกะเพราของบริษัท ซึ่งพบว่ากะเพราแต่ละพันธุ์มีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งกลิ่น รสชาติ และขนาดใบ โดยเฉพาะกะเพราที่มีใบขนาดเล็ก เมื่อผ่านความร้อนอาจหดตัวหรือม้วน ทำให้มองเห็นใบกะเพราในอาหารได้น้อยลง บริษัทจึงเริ่มศึกษาวิจัยและพัฒนาพันธุ์กะเพรามานานกว่า 10 ปี เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับกระบวนการผลิตอาหาร
นอกจากนี้ การพัฒนาพันธุ์ยังคำนึงถึงผลผลิตของเกษตรกร ทั้งขนาดใบ น้ำหนักผลผลิต และจำนวนครั้งที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยบริษัทระบุว่า จากประสบการณ์ในระบบการผลิตของเครือข่ายเกษตรกร สามารถตัดเก็บกะเพราพันธุ์ที่พัฒนาได้ประมาณ 20 ครั้งก่อนรื้อแปลง ขณะที่กะเพราพันธุ์เดิมบางกรณีเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 8-9 ครั้ง ทั้งนี้ ผลผลิตจริงยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การให้น้ำ การดูแลรักษา และวิธีเพาะปลูกด้วย
สำหรับการนำกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 สายพันธุ์ไปใช้ บริษัทระบุว่า ไม่ได้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือกะเพราสายพันธุ์ดังกล่าวในตลาดทั่วไป แต่ดำเนินการเพาะปลูกผ่านแปลงต้นแบบและเครือข่ายเกษตรกรภายใต้แนวทาง ‘เกษตรกรคู่ชีวิต’ โดยมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ วิธีเพาะปลูก และการจัดการแปลง ก่อนนำผลผลิตส่งเข้าสู่โรงงานผลิตอาหารของบริษัท
นายวิเศษอธิบายว่า แนวคิดเกษตรกรคู่ชีวิตเป็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายต้องพึ่งพากัน โดยบริษัทต้องการวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีปริมาณต่อเนื่อง ขณะที่เกษตรกรต้องมีช่องทางจำหน่ายผลผลิตและได้รับองค์ความรู้เพื่อพัฒนาการเพาะปลูก ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรทั่วประเทศจะต้องเข้าร่วมเครือข่ายหรือเปลี่ยนมาปลูกกะเพราพันธุ์ของบริษัท
ส่วนข้อกังวลเกี่ยวกับ “การแพร่กระจายของเกสรจากกะเพราพันธุ์ใหม่ไปผสมกับกะเพราของเกษตรกรรายอื่น” และอาจนำไปสู่ปัญหาการละเมิดสิทธินั้น นายวิเศษชี้แจงว่า การแพร่กระจายของเกสรไม่ใช่เรื่องเดียวกับการนำเมล็ดพันธุ์ไปปลูก และหากเกิดการผสมเกสรกับกะเพราพันธุ์อื่น ลูกที่ได้อาจมีลักษณะแตกต่างจากต้นเดิม
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงทางชีววิทยาและเงื่อนไขทางกฎหมาย โดยไม่สามารถสรุปได้ว่าการผสมเกสรหรือการนำเมล็ดที่เกิดจากการผสมไปปลูกและจำหน่ายจะเข้าข่ายละเมิดสิทธิหรือไม่ในทุกกรณี
นายวิเศษกล่าวอีกว่า การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเป็นแนวทางที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และจีน เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันทางการเกษตร โดยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นกลไกสนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัย แต่ต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมและคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรและสังคม
ทั้งนี้ นอกจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการวิจัยกะเพราแล้ว บริษัทซีพีแรมยังมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอื่นๆ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของไทย
2) นายกฤตย์ กันเหตุ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ปี 2565 โพสต์เฟซบุ๊กว่า จากการโพสต์เรื่องกะเพรา ทำให้เสียงแตกแยกออกเป็นหลายประเด็น ในฐานะแอดเป็นทนาย เป็นเกษตร และเป็นคนที่เคยจดทะเบียนแบบกะเพรามา 3 ชนิดพืช จะเชื่อแอดหรือเกลียดแอดได้เลย แอดมาพูดความจริง
ประเด็นที่1. การจดทะเบียนพืชพันธุ์ใหม่ คือ จดที่กระทรวงเกษตรฯ ไม่ใช่จดสิทธิบัตรที่ต้องจดกับกระทรวงพาณิชย์ การจดทะเบียนพืชพันธุ์ใหม่ จดกันตั้งแต่ปี 2542-2569 รวม 27 ปี มีพืชที่จดในไทยแล้วกว่าพันชนิด เหลือที่ยังมีระยะเวลาคุ้มครองอีก 769 ชนิด สรุปคือจดได้ไม่ผิดกฎหมายใดๆ เป็นการจดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542
ประเด็นที่2. กลัวเรื่องเกสรปนเปื้อนจนเกิดการฟ้องร้อง การฟ้องร้องเรื่องเกสรเป็นเรื่องการจดสิทธิบัตรของต่างประเทศ ส่วนในไทยเน้นเจตนาเป็นหลัก ถ้าไม่มีเจตนาจะฟ้องใครไม่ได้ ตามก.ม.ไทย ลม แมลง เป็นเรื่องเหตุสุดวิสัยไปเที่ยวฟ้องใครไม่ได้
ประเด็นที่ 3. กลัวทำให้พืชพื้นเมืองกลายพันธุ์ หมดเผ่าพันธุ์ อันนี้กลัวเกินเหตุ เพราะพืชมีวิวัฒนาการมานับล้านปี มันพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้เอง แม้จะไม่มีมนุษย์ผสมมัน ดังนั้น ถ้าเรื่องกะเพราทำให้พืชพื้นเมืองเพี้ยน การจดทะเบียนพืชทั้ง 1,000 กว่าชนิด ตลอด 27 ปี ที่ผ่านมา ต้องทำให้พืชพื้นเมืองแต่ละชนิดในไทยผิดเพี้ยนสูญหายไปหมดประเทศแล้ว
ประเด็นที่ 4. โยงใยกล่าวความร่ำรวย ความกินรวบ การครองโลกของนายทุน ซึ่งเป็นมุมมองส่วนบุคคล เขารวยด้วยความสามารถ เขารวยเพราะเขารู้จักธุรกิจ ตราบใดยังมีระบบนายทุน ระบบคนรวยจน เรายังเป็นระบบเสรีชนไม่ใช่คอมมิวนิสต์ที่โค่นคนรวยแล้วกลับมาจนเท่ากัน กฎหมายไม่ได้ห้ามคนจนทำตนให้รวย ถ้าตัวเองรวยไม่ได้ก็อย่าไปว่าเขาเลย เพราะเราไม่เข้าใจธุรกิจ
ประเด็นที่ 5. เรื่องพืชทุกชนิดเป็นของไทยไม่มีใครสามารถเอามาเป็นเจ้าของได้ เป็นตรรกะของ NGOในเรื่องความมั่นคงทางทรัพยากร แต่ในความเป็นจริงพืช คือ ทรัพยากรโลกมีการแลกเปลี่ยนกันมาตั้งแต่มนุษย์ปลูกพืชเป็น พืชไทยอยู่ต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ และพืชต่างประเทศมาอยู่ในไทยก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีกันมาเป็นหลักร้อยปีแล้ว และพืชไทยที่กินที่ใช้อยู่ไม่น้อย ไม่เคยมีถิ่นกำเนิดในไทยมาก่อน อย่าเพียงหวงพืชเรา แต่จงส่งเสริมเอาพืชเขามาใช้
ประเด็นที่ 6. ประเด็นสุดท้าย มีการเลยเถิดถึงกฎหมายไทย ว่าเป็นกฎหมายที่สร้างขึ้นเพื่อคนรวย เอื้อประโยชน์ให้คนรวย พากันประนามกฎหมายไทย ซึ่งกฎหมาย คือ สิ่งที่ใช้กำจัดคนผิด ถ้าเราไม่ผิดอย่าไปกลัว และกฎหมายใช้ป้องกันคนถูก ถ้าเราโดนละเมิดโดนกระทำ ก็ยังมีกฎหมายเป็นที่พึ่ง กฎหมายกว่าจะออกได้สักฉบับผ่านการเห็นชอบหลายๆ ฝ่าย หลายๆ วาระ ท้ายสุด พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยเพื่อประกาศใช้
สรุปคือ...เราคนเสพข่าวซึ่งมีทั้งจริงและเท็จ เราอ่านแล้ววิเคราะห์ อย่าตกเป็นเครื่องมือใครให้ใครเอาเราไปใช้ส่งต่อ จนเกิดความหวาดกลัว และส่งผลร้ายในอนาคตต่อคนอื่นและประเทศชาติ
3) ในประเทศไทย ตัวพืชหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพืชที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และสารสกัดจากพืช ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ เนื่องจากถูกยกเว้นไว้ตาม พระราชบัญญัติสิทธิบัตร (มาตรา 9) อย่างไรก็ตาม หากเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีหรือสร้างสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา กฎหมายไทยจะแยกการคุ้มครองออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ดังนี้ครับ
1. สิ่งที่สามารถจด “สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร” ได้ (ภายใต้ พ.ร.บ. สิทธิบัตร)
แม้จะจดทะเบียนที่ตัวพืชโดยตรงไม่ได้ แต่สามารถจดสิทธิบัตรในส่วนของ “กรรมวิธี” หรือ “นวัตกรรม” ที่มนุษย์คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาได้ เช่น:
• กรรมวิธีการปรับปรุงพันธุ์: ขั้นตอนหรือเทคโนโลยีในการผสมพันธุ์พืชที่มีความซับซ้อนและมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น
• กรรมวิธีการแปรรูปหรือสกัด: เทคนิคเฉพาะที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเพื่อสกัดสารสำคัญจากพืช (ไม่ใช่ตัวสารสกัดดั้งเดิมตามธรรมชาติ)
• การประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์: ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง หรือยารักษาโรคที่มีส่วนผสมจากสารสกัดพืช เช่น สูตรครีมบำรุงผิวจากสารสกัดข้าวไทย หรือยารักษาโรคจากสมุนไพร
2. สิ่งที่ต้องจด “คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่” (ภายใต้ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542)
สำหรับ “ตัวต้นพืช” หรือ “เมล็ดพันธุ์/ส่วนขยายพันธุ์” ที่ถูกวิจัยและพัฒนาขึ้นมาใหม่จนมีลักษณะนิ่งและแตกต่างจากพืชทั่วไปในธรรมชาติ จะไม่เรียกว่าการจดสิทธิบัตร แต่จะต้องนำไปจดทะเบียน คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (PVP) กับ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งการจดแต่ละอย่างจะมี ก.ม.คนละเรื่องเข้าไปกำกับดูแล
4) ในขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข้อกังวลกรณีบริษัทเอกชนจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา ว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ สามารถยื่นจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นได้ คล้ายกับการคุ้มครองสิทธิในผลงานวิจัยด้านยา โดยยืนยันว่า การจดทะเบียนดังกล่าวไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไป แม้จะนำพันธุ์กะเพราที่ได้รับความคุ้มครองมาปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนก็สามารถทำได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ครับ, เรื่องควรจะจบแค่นี้ ได้แต่หวังว่าโลกโซเชียลมีเดีย จะยุติการปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิดในเรื่องนี้เสียที
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

