เขาว่า ‘พรรคน้ำเงิน’ รวบอำนาจ?

เกิดคำถามจากพรรคฝ่ายค้าน นั่นรวมถึง “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้วย ที่แสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อกรณีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกหนังสือเวียนจัดระเบียบและแนวปฏิบัติใหม่แก่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญทั้ง 35 คณะ
โดยเขาระบุว่า การกำหนดให้การทำงานทุกอย่างของ กมธ. เช่น การบรรจุวาระการประชุม หรือการเชิญหน่วยงานภายนอกมาให้ข้อมูล จะต้องผ่าน “มติที่ประชุม” เสมอ ถือเป็นสัญญาณของความพยายามรวบอำนาจและอาจส่อขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
โดยข้อกังวลและทัศนะของนายอภิสิทธิ์ในประเด็นนี้
มีดังนี้:
1. เปิดช่องเสียงข้างมากสกัดกั้นการตรวจสอบ
นายอภิสิทธิ์ชี้ว่า โครงสร้างของคณะกรรมาธิการแทบทุกคณะในสภาฯ มี สส. ฝ่ายรัฐบาลเป็น “เสียงข้างมาก” อยู่แล้ว การวางเกณฑ์ว่าทุกเรื่อง “ต้องใช้มติที่ประชุมอย่างเด็ดขาด” จะกลายเป็นปัญหาทันที หากฝ่ายรัฐบาลต้องการหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ เพราะ สส. ฝ่ายรัฐบาลสามารถร่วมมือกันลงมติขัดขวางไม่ให้บรรจุวาระหรือเชิญบุคคลมาชี้แจงได้ ส่งผลให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายค้านเป็นง่อยและเดินหน้าต่อไม่ได้
2. วัฒนธรรมรัฐสภาโลก-เน้นยอมรับบทบาทกัน ไม่ใช่ใช้กฎหมู่กินรวบ
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตามมาตรฐานและประเพณีวัฒนธรรมทางการเมืองของระบบรัฐสภาทั่วโลก แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่หลักสำคัญคือ ต้องเปิดโอกาสให้ “เสียงข้างน้อย” ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นอิสระภายใต้กรอบกฎหมาย การใช้ข้อบังคับมาบีบจนตัดอำนาจฝ่ายค้าน ถือเป็นการทำลายความสมดุลทางประชาธิปไตย และกล่าวด้วยว่า “อย่าได้กลัวการตรวจสอบ ถ้าสิ่งที่ทำอยู่ ถูกต้อง โปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว” เนื่องจากถ้าตรวจสอบ
แล้วถูกต้อง รัฐบาลก็จะได้ประโยชน์ในการชี้แจงความจริงแก่ประชาชน
3. กังวลการแก้ข้อบังคับใหญ่ที่จะเปลี่ยนสภาเป็นฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด
สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ระบุว่า น่ากังวลใจยิ่งกว่าระเบียบแนวปฏิบัติที่ประธานสภาฯ ออกมาในตอนนี้ คือ กระแสความพยายามที่จะแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ซึ่งเสนอโดย สส.พรรคภูมิใจไทย) ที่ส่อแววจะจำกัดและตีกรอบอำนาจฝ่ายค้านหนักขึ้น จนเกรงว่าในอนาคตกลไกสภาฯ ทั้งหมด แม้กระทั่งโควตาประธานกรรมาธิการฝ่ายค้าน อาจถูกแทรกแซงและรวบไปเป็นของฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด ซึ่งตรงกับข้อวิจารณ์ของพรรคฝ่ายค้านร่วมอย่างพรรคประชาชนที่ขนานนามสถานการณ์นี้ว่า เป็นความพยายามของ “ระบอบสีน้ำเงินกินรวบสภา”
ข้อเสนอแนะของนายอภิสิทธิ์ :
นายอภิสิทธิ์ ได้แนะนำให้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ผ่อนปรนเกณฑ์ดังกล่าวลง และเรียกประชุมประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะอีกครั้ง เพื่อทบทวนแนวทางร่วมกัน โดยเสนอทางออกว่า ควรใช้แนวทาง “การหารือและแจ้งให้ที่ประชุมทราบ” หากมีการทักท้วงค่อยมาพูดคุยกัน แทนที่จะบังคับให้ทุกกระบวนการต้องขอมติเสียงข้างมาก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร
1) นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำจดหมายเปิดผนึก ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่า แนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญ เป็นการจำกัดอำนาจการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเข้าข่ายใช้อำนาจเผด็จการ 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.ไม่ใช่การตั้งกฎหรือออกระเบียบใหม่ แต่เป็นแนวทางที่คณะกรรมาธิการสามัญส่วนใหญ่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว จึงไม่ใช่การขัดขวางการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญ และไม่ใช่การสั่งการของประธานสภาฯ เพียงฝ่ายเดียว
แนวทางการทำงานที่แจ้งเวียนไปนั้น ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ผมกำหนดขึ้นใหม่ตามดุลพินิจส่วนตัว แต่เป็นแนวทางตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2562 ที่คณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ปฏิบัติกันตามปกติอยู่แล้ว จุดเริ่มต้นเกิดจากมีกรรมาธิการยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการ ผมจึงได้เชิญประธานคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ มาประชุมหารือร่วมกันเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าต้องยึดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 มิใช่การกำหนดแนวทางขึ้นใหม่ตามดุลพินิจของประธานสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด จึงได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรสรุปแนวทางกลางเพื่อให้ทุกคณะปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน
2.อำนาจของคณะกรรมาธิการคืออำนาจของ “คณะบุคคล” ไม่ใช่อำนาจส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง
รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้อำนาจในการสอบหาข้อเท็จจริง การศึกษาเรื่องต่างๆ รวมถึงการเรียกบุคคลหรือเอกสาร เป็น “อำนาจของคณะกรรมาธิการ” ในรูปแบบ “คณะบุคคล” ไม่ใช่ “อำนาจเฉพาะตัวของประธานคณะกรรมาธิการ” การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการในอดีตที่ผ่านมา ประธานคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ต่างปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักการปรึกษาหารือ การให้เกียรติและเคารพความคิดเห็นของกรรมาธิการทุกฝ่าย ตลอดจนการดำเนินงานตามมติของที่ประชุม ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยดีมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้เกิดข้อขัดแย้งในคณะกรรมาธิการบางคณะ แต่ข้อขัดแย้งดังกล่าวมิได้เกิดจากข้อบังคับฯ แต่อย่างใด หากแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและข้อบังคับฯ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยการพิจารณาและปรึกษาหารือร่วมกันของทุกฝ่าย
สำหรับกรณีข้อโต้แย้งในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน จำเป็นต้องแยก “อำนาจบริหารจัดการประชุม” ออกจาก “อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสาร” ให้ชัดเจน ประธานคณะกรรมาธิการยังคงมีอำนาจบริหารจัดการประชุมได้ตามเดิม แต่การจะใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารมาชี้แจง จะต้องผ่านมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายเท่านั้น
3.การทำตามกฎหมายและข้อบังคับ ไม่ใช่การปกป้องฝ่ายบริหาร
คณะกรรมาธิการทุกคณะประกอบด้วยสมาชิกจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งมีหน้าที่ร่วมกันในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ในฐานะประธานสภาฯ ผมมีหน้าที่กำกับดูแลให้คณะกรรมาธิการทุกคณะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ การวางแนวทางให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับฯ จึงไม่ใช่การจำกัดอำนาจหรือปกป้องฝ่ายบริหาร แต่เป็นการทำให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารมีความชอบด้วยกฎหมาย มีความชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
4.การประสานงานเมื่อมีเรื่องซ้ำซ้อน มีไว้เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพและลดภาระของหน่วยงานรัฐ การกำหนดแนวทางกรณีที่คณะกรรมาธิการหลายคณะพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เป็นการดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมฯ ข้อ 90 วรรคสี่ และระเบียบสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้องซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2562 ในทางปฏิบัติ หากกรรมาธิการหลายคณะเชิญหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนเดียวกันมาชี้แจงในเรื่องที่ซ้ำซ้อนกันโดยไม่ประสานงาน ย่อมสร้างภาระและกระทบต่อการทำงานรับใช้ประชาชนตามปกติของหน่วยงานนั้น การประสานงานร่วมกันจึงไม่ได้ลดทอนอำนาจตรวจสอบ แต่ช่วยให้การแสวงหาข้อเท็จจริงมีประสิทธิภาพสูงสุดตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 129
5.การเคารพมติที่ประชุมและยึดถือกฎหมาย คือหัวใจของประชาธิปไตย ไม่ใช่เผด็จการประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติรัฐ ไม่ใช่การที่บุคคลใดจะใช้อำนาจตามความต้องการของตนเองได้ตามอำเภอใจ แต่คือการใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมาย ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต่อสภาและประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็งและถูกต้องตามกฎหมาย
“ที่ผมตัดสินใจชี้แจงผ่านจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ก็ด้วยความมุ่งหวังให้พี่น้องประชาชนและวิญญูชนทุกท่านได้ร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยเหตุและผล เพราะตลอดการทำงานที่ผ่านมา ผมพูดอยู่เสมอว่า หัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือ “การปรึกษาหารือ” และการเปิดใจรับฟังกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องลงมติ แต่หากเรื่องใดที่พูดคุยกันจนถึงที่สุดแล้วยังไม่อาจหาข้อสรุปร่วมกันได้ ก็จำเป็นต้องตัดสินตกลงใจด้วยการลงมติโดยอาศัยหลักเสียงข้างมากและเคารพเสียงข้างน้อย ซึ่งไม่ว่าประเทศใดที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต่างก็ใช้เสียงข้างมากในการบริหารประเทศหรือแม้แต่การทำงานในสภาด้วยกันทั้งสิ้น ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการชี้แจงในครั้งนี้ จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม” นายโสภณ ระบุ
นอกจากนี้ นายโสภณยังได้ โพสต์ถึงระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการหลายคณะ พ.ศ.2562 ว่า “ข้อบังคับก็คือกฎหมายออกเมื่อปี 2562 ขณะนี้ก็ยังไม่ได้แก้ไขจึงมีผลบังคับใช้อยู่”
2) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบให้ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) 35 คณะ ต้องมีมติก่อนเชิญบุคคลเข้าชี้แจง จนมีการตีความว่า เหมือนมีการกินรวบจากฝ่ายบริหารไปจนถึงสภาผู้แทนราษฎร ว่า เข้าใจว่าน่าจะเป็นแนวทางหลักการสำหรับกรรมาธิการต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีอะไรใหม่ เพราะเป็นไปตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ซึ่งปกติการทำหน้าที่ของ กมธ.เวลาจะหยิบยกประเด็นใดขึ้นมาพิจารณาในชั้น กมธ. ตามข้อบังคับเขียนชัดเจนว่า ให้ กมธ.มีอำนาจในการเชิญ แต่ไม่ได้เขียนว่าให้ประธาน กมธ.มีอำนาจเรียกหรือเชิญ ตนคิดว่าตรงนี้เป็นความชัดเจนอย่างหนึ่ง
เมื่อถามถึงกรณีหลายคนคิดว่า ประธานมีอำนาจหน้าที่ในการบรรจุวาระ นายภราดร กล่าวว่า ถูกต้อง แต่การบรรจุระเบียบวาระของประธาน กมธ. จะต้องเป็นความเห็นชอบจากที่ประชุมเสียก่อน บางคนอ้างถึงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ทำไมประธานสภาฯ จึงสามารถบรรจุระเบียบวาระใดๆ ได้ ซึ่งก่อนที่ประธานสภาฯจะบรรจุระเบียบวาระจะต้องมีการหารือกับวิปสองฝ่าย เพื่อตกลงกันให้ชัดเจนว่าในแต่ละสัปดาห์ควรหยิบยกระเบียบวาระใดขึ้นมาพิจารณา หมายความว่า ประธานมีอำนาจบรรจุจริง แต่การพิจารณาต่างๆ เป็นอำนาจของสภาฯ จะเห็นว่า ระเบียบวาระของสภาที่จะพิจารณาเรื่องใดจะต้องมีความเห็นร่วมกัน เช่น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จะต้องมีการเสนอต่อที่ประชุมสภาเพื่อให้มีมติว่าจะเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงระเบียบวาระหรือไม่ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นอำนาจของสภาโดยที่ประธานไม่มีอำนาจจะไปชี้ให้สภานำเรื่องที่อยู่ด้านท้ายของระเบียบวาระขึ้นมาพิจารณาก่อน
นายภราดร กล่าวว่า ในประเด็นของ กมธ.ก็เช่นเดียวกัน เพราะในธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา จะมีการหารือใน กมธ.ก่อนที่จะมีการบรรจุระเบียบวาระใดๆ เพื่อที่จะพิจารณาในสัปดาห์ถัดไป ตรงนี้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เพราะถึงแม้ว่าอำนาจจะเป็นของประธาน กมธ.แต่จะต้องถามความเห็นชอบจาก กมธ.ด้วย หากมีความเห็นแตกต่างหรือไม่เห็นด้วยก็ต้องมีการลงมติเหมือนกับที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งข้อบังคับของ กมธ. ล้อกับข้อบังคับของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันและตกลงกันได้ ก็เป็นเรื่องของประธานที่จะบรรจุวาระได้ หลักการมีเพียงเท่านี้ ฉะนั้น หนังสือที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกมาก็เป็นแนวทางปฏิบัติแบบนี้ คือเป็นไปตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ดูแล้วก็ไม่ได้มีอำนาจใดๆ ที่จะไปให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรออกเงื่อนไขใดที่เกินจากข้อบังคับ
เมื่อถามว่า เรื่องนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ระบอบน้ำเงินกินรวบฝ่ายนิติบัญญัติไปแล้ว นายภราดร กล่าวว่า ระบอบน้ำเงินจริงๆ มันไม่มี มีแต่พรรคสีน้ำเงิน และตนได้พูดมาโดยตลอดว่า ระบอบสีน้ำเงินเป็นเพียงวาทกรรม วันนี้ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบ่อยๆ เพราะเป็นการโหมโรงก่อนที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เรียกว่าบันเทิงธิปไตย จึงคิดว่าช่วงนี้เป็นการโหมโรงของเขา ก่อนที่จะไปถึงละครที่เขาจะไปทำการแสดงในวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้ ย้ำว่า ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน
เมื่อถามถึงกรณีประชุม กมธ.กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีมติ 7:0 เสียง ให้เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงกรณีต่อ กมธ. ตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียก แบบนี้ปฏิเสธไม่ได้ใช่หรือไม่ที่จะเข้าไปชี้แจง นายภราดร กล่าวว่า กมธ.จะเชิญบุคคลใดถือเป็นสิทธิของ กมธ. ซึ่งการจะเชิญบุคคลใดไปชี้แจงจะต้องเป็นมติร่วมกันของ กมธ. ตรงนี้เป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่ต้องเป็นการเชิญไปชี้แจงในห้อง กมธ. ส่วนหากจะเชิญไปชี้แจงในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตนไม่แน่ใจว่าใช้อำนาจแบบไหนหรือใช้ข้อบังคับข้อไหน ที่ผ่านมาไม่มีแบบนี้ และตนเชื่อว่าข้อบังคับก็ไม่มี “จึงขอถามว่าเวลากล่าวหาคนอื่น ว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา เผด็จการประเทศ แต่ว่าเวลาตัวเองอยู่ในชั้น กมธ.หรือเป็นประธาน ไม่เห็นถามความเห็นคนอื่นสักคำแบบนี้ไม่เรียกเผด็จการหรือ คนจะเป็นเผด็จการหรือไม่ วิธีทดสอบง่ายนิดเดียว ลองโยนอำนาจให้ไปอยู่ในมือของเขา แล้วเขาจะทำแบบไหน เพราะคนเป็นเผด็จการจะไม่รับฟังคนอื่นเมื่อมีอำนาจ และพร้อมที่จะใช้อำนาจทำแบบไหนก็ได้ตามอำเภอใจ ซึ่งตนคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่พวกตัวและรัฐบาลดำเนินการ ใครดำเนินการก็เห็นอยู่” นายภราดร ระบุ
บทสรุป : ความกังวลมีได้ ข้อเสนอแนะก็มีได้ และดีด้วยที่มี คนมีหน้าที่รับฟังก็ต้องรับฟัง สำคัญที่สุด คือ ต้องไม่เอาแต่ใจหรือลุแก่อำนาจ หากมีการชี้แจงที่สมเหตุสมผลตอบมา คนที่ตั้งคำถามอันนำสังคมไปสู่ความหวาดระแวง ก็ต้องช่วยทำความเข้าใจกับสังคม ให้กลับเข้าสู่ความสงบ ไม่สับสนหรือขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

