บัตรทองยกระดับ! บอร์ดคุณภาพฯ กางผลงานปี 69 ป้องกันสิทธิประชาชน

บอร์ดควบคุมคุณภาพฯ สปสช. เปิดผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2569 มุ่งติดตามคุณภาพบริการเชิงรุก โดยเฉพาะบริการไตและหัวใจ ลงพื้นที่รับฟังปัญหา นำข้อมูลร้องเรียนไปปรับปรุงบริการ พร้อมพิจารณาอุทธรณ์เงินช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล และขยายเครือข่ายคุ้มครองสิทธิครอบคลุม 641 อำเภอ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลตามมาตรฐานและมีช่องทางช่วยเหลือเมื่อประสบปัญหา
ศ.คลินิก นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา ประธานกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มุ่งติดตามคุณภาพบริการเชิงรุกในกลุ่มบริการที่มีความเสี่ยงสูง มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก หรือมีผลกระทบสำคัญต่อประชาชน ควบคู่กับการรับฟังและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ รวมถึงพัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยทำงานเชื่อมโยงกับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เพื่อนำข้อมูลการให้บริการในพื้นที่มาจัดทำข้อเสนอปรับปรุงนโยบายและหลักเกณฑ์ ให้มาตรฐานที่กำหนดไว้เกิดผลในการดูแลประชาชนได้จริง
ในปีงบประมาณ 2569 คณะกรรมการฯ ได้พัฒนากรอบติดตามบริการรายโรคสำคัญ หรือ “10 Plus” โดยมีผลลัพธ์การดำเนินงานในกลุ่มโรคสำคัญ ดังนี้ 1.บริการบำบัดทดแทนไต: อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยในระยะ 90 วันแรกลดลงจาก 13.30% ในปี 2565 เหลือประมาณ 9.65% ในปี 2569 ขณะที่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่เข้ารับการบำบัดทดแทนไตมีแนวโน้มลดลงประมาณ 50% หลังเดือนเมษายน 2568 การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเริ่มชะลอตัว และสัดส่วนผู้ป่วยรายใหม่ที่ล้างไตทางช่องท้องเพิ่มขึ้นตามนโยบาย PD First และ 2.บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหัวใจผ่านสายสวน (PCI): มีหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นจาก 92 แห่ง ในปีงบประมาณ 2568 เป็น 102 แห่ง ในปี 2569 (เพิ่มขึ้น 10 แห่ง) พร้อมพัฒนาระบบอนุมัติก่อนให้บริการสำหรับผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน และคืนข้อมูลให้หน่วยบริการ เขตสุขภาพ สปสช.เขต และคณะอนุกรรมการในพื้นที่ร่วมติดตามคุณภาพอย่างใกล้ชิด
คณะกรรมการฯ ได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก และ จ.บุรีรัมย์ เพื่อรับฟังข้อจำกัดการทำงานจริง ทั้งการดูแลประชากรชายแดน กลุ่มเปราะบาง บริการฟื้นฟูสมรรถภาพระยะกลาง การใช้เทคโนโลยีคัดกรองวัณโรคเชิงรุก และการคุ้มครองสิทธิ โดยข้อมูลจากจังหวัดบุรีรัมย์พบว่า กลไกไกล่เกลี่ยสามารถยุติเรื่องร้องเรียนได้สำเร็จตามเกณฑ์สูงถึง 99.39%
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้ร่วมติดตามและตรวจเยี่ยมหน่วยบริการ พร้อมเสนอให้มีผู้ประสานงานหลักดูแลแต่ละหน่วยบริการ เพื่อช่วยสื่อสารและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว รวมทั้งเสนอให้ประสานหน่วยบริการคืนเงินแก่ผู้รับบริการที่ถูกเรียกเก็บโดยไม่มีสิทธิหรือเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดซึ่งยังค้างอยู่ในระบบให้ครบถ้วน พร้อมแจ้งแนวปฏิบัติแก่หน่วยบริการเพื่อป้องกันปัญหาซ้ำ
ศ.คลินิก นพ.สุพรรณ กล่าวต่อว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569 มีเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน สปสช. 1330 และศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง ตามมาตรา 50 (5) รวม 29,080 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการไม่ได้รับบริการตามสิทธิและความไม่สะดวกในการรับบริการ คณะกรรมการสอบสวนได้ออกคำสั่งตามมาตรา 57–59 ทั้งคำสั่งเตือน คำสั่งคืนเงิน และคำสั่งปรับทางปกครอง ควบคู่กับการมอบคณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานระดับเขตพื้นที่ (อคม.) วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเพื่อปรับปรุงระบบส่งต่อ การสื่อสาร และการตรวจวินิจฉัย
สำหรับการช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ตามมาตรา 41 ได้พิจารณาคำร้องอุทธรณ์จำนวน 145 เรื่อง ใช้ระยะเวลาพิจารณาเฉลี่ยไม่เกิน 30 วันหลังได้รับเอกสารครบถ้วน พร้อมนำข้อมูลความเสียหายไปวิเคราะห์เพื่อสื่อสารแนวทางป้องกันแก่หน่วยบริการ
ในปีที่ผ่านมา สปสช. ได้ขยายเครือข่ายคุ้มครองสิทธิระดับอำเภอครอบคลุม 641 อำเภอ และจัดตั้งกลไกคุ้มครองสิทธิระดับจังหวัดนำร่อง 24 จังหวัด เพื่อให้ประชาชนมีช่องทางแจ้งปัญหาและขอความช่วยเหลือได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
“การกำกับคุณภาพและการคุ้มครองสิทธิ ต้องเดินหน้าควบคู่กันทั้งการติดตามมาตรฐานบริการ การรับฟังปัญหา และการประสานแก้ไข โดยนำบทเรียนจากประชาชนและหน่วยบริการกลับมาพัฒนางาน เพื่อให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองได้รับการดูแลที่มีคุณภาพ และมีที่พึ่งเมื่อประสบปัญหาการใช้สิทธิอย่างแท้จริง” ศ.คลินิก นพ.สุพรรณ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

