น้ำท่วมซ้ำซากทุกรัฐบาล แต่การรับมือไม่พร้อม

การรับมือกับภัยพิบัติบางประเภทอาจเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยและสังคมไทยอาจยังไม่มีประสบการณ์มากพอ เช่น แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน แต่กรณีน้ำท่วมนี่ไม่ใช่ภัยพิบัติหน้าใหม่ที่ประเทศไทยไม่เคยพบเจอ ตรงกันข้าม น้ำท่วมเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลาง ไปจนถึงภาคใต้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีทั้งประสบการณ์และบทเรียนมากมายให้ศึกษา
คำถามสำคัญคือ... ทำไปประเทศชาติและประชาชนยังต้องเผชิญกับความเสียหายและความไม่พร้อมในการรับมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า
น้ำท่วมในปีนี้ยิ่งสะท้อนปัญหาดังกล่าว เริ่มจากพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญน้ำหลากและน้ำท่วมเป็นวงกว้าง ต่อมาสถานการณ์ขยายลงสู่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องรับมือกับฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ก่อนที่ภาคใต้ก็เกิดฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่เช่นเดียวกัน
แม้ความรุนแรงของสถานการณ์จะแตกต่างกัน ทว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกัน คือบ้านเรือนและทรัพย์สินเสียหาย การเดินทางหยุดชะงัก ประชาชนขาดรายได้ และบางครอบครัวต้องเสี่ยงอันตรายเพราะไม่สามารถอพยพได้ทัน
ปัญหาน้ำท่วมไม่ใช่เพียงเรื่องของปริมาณฝนที่มากผิดปกติ หรือสภาพอากาศที่คาดการณ์ได้ยากเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้ดีเพียงใด
แน่นอนว่า ไม่มีรัฐบาลใดควบคุมสภาพฝนฟ้าอากาศได้แต่การเตรียมพร้อม การจัดการน้ำ และการเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพย่อมช่วยลดความเสียหายได้
ปัญหาน้ำท่วมถูกหยิบขึ้นมาเป็น “วาระแห่งชาติ” แทบทุกรัฐบาล มีทั้งนโยบาย แผนแม่บท คณะกรรมการและงบประมาณก้อนโต แต่สุดท้ายประชาชนก็ยังต้องลุยน้ำ บ้านเรือนเสียหาย ธุรกิจหยุดชะงัก และประเทศจ่ายค่าความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
น่าเสียดายแทนประเทศไทยที่เราขาดรัฐบาลที่ตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประชาชน เรามีแต่นักการเมืองที่เก่งเหลือเกินตอนประกาศนโยบาย แต่พอถึงเวลาลงมือกลับเงียบหาย เพราะเพียงเข้ามาบริหารประเทศเพื่อบริหารผลประโยชน์และอำนาจ โดยไม่แก้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญทุกปี
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เคยกล่าวว่า “รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลงาน” และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มองประโยชน์ส่วนตนเหนือประโยชน์ของประเทศและประชาชน เมื่อเป็นเช่นนั้นก็คงต้องพิสูจน์คำพูดของตัวเองด้วยผลงานที่จับต้องได้ ต้องทำให้เห็นว่าบทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง
สุดท้ายแล้ว อยากให้รัฐบาลและนักการเมืองตระหนักว่า “คำสัญญากับชาติและประชาชนมีความหมายมากกว่าถ้อยคำทางการเมือง” และสามารถเปลี่ยนเป็นการลงมือทำเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญความสูญเสียแบบเดิมอีกในปีต่อๆ ไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

