‘พีดีเฮ้าส์’คาดน้ำท่วมดันดีมานด์สร้างบ้านQ4พุ่ง

น.ส.จิราภา สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีดีเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้บริหารแบรนด์และมาตรฐานและศูนย์รับสร้างบ้าน “พีดีเฮ้าส์”และ“เอคิวโฮม” เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจในไตรมาส 4 ปี 2569 บริษัทประเมินว่าความต้องการสร้างบ้านยังคงมีแรงส่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสถานการณ์น้ำท่วมที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งอาจกลายมาเป็นตัวเร่งให้ผู้ประสบภัยหันมาพิจารณาเลือกทำเลใหม่ที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมและตัดสินใจปลูกสร้างบ้านหลังใหม่ทดแทน นอกจากนี้บริษัทเตรียมเปิดตัวแบบบ้านใหม่ 6 แบบ ภายใต้แบรนด์พีดีเฮ้าส์ เป็นรูปแบบบ้านชั้นเดียว ที่มีฟังก์ชันครบ รองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ รวมถึงผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ได้มาตรฐานและปลอดภัยในระยะยาว
อย่างไรก็ตามความท้าทายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี สิ่งที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ ทิศทางราคาพลังงานและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาบ้านจำเป็นต้องปรับตัวตามสถานการณ์ต้นทุนจริงในอนาคต ที่จะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ประกอบการและภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค ทั้งนี้บริษัทยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษามาตรฐานการส่งมอบบ้านที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าทุกหลัง
น.ส.จิราภา กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัทสามารถสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่น มียอดจองสร้างบ้านรวมแบรนด์ “พีดีเฮ้าส์”และ“เอคิวโฮม” เติบโตถึง 38% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2569 และขยายตัวถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568
นอกจากนี้ยังพบการเปลี่ยนแปลงสำคัญในเชิงโครงสร้างกลุ่มลูกค้า โดยสัดส่วนลูกค้ากลุ่มชาวต่างชาติที่มีคู่สมรสเป็นคนไทย ขยับขึ้นมาครองสัดส่วนสูงถึง 35% ของยอดจองสร้างบ้านรวมในปี 2569 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการก่อสร้าง และความไว้วางใจในการเลือกใช้บริการเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยระยะยาวในไทย
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกสร้างบ้านกับพีดีเฮ้าส์และเอคิวโฮม มาจาก 3 จุดแข็งหลัก ได้แก่ 1.มีศูนย์รับสร้างบ้านบริการครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการให้บริการและการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างได้อย่างใกล้ชิดและมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ 2.ตอบโจทย์กลุ่มตลาดระดับบน โดยกลุ่มลูกค้านิยมเลือกสร้างบ้านในระดับราคาสูงและคุ้มค่า เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่งและมีความพร้อมในการลงทุนเพื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพ และ 3.นวัตกรรมการออกแบบบ้านเพื่อสุขภาวะและทุกวัย ผสานเข้ากับการสื่อสารการตลาดดิจิทัลผ่านสื่อโซเชียลที่สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

