นอนคุกต่อ! ศาลไม่ให้ประกันตัว อานนท์-เก็ท โสภณ คดี ม.112 ชี้โทษสูง-กลัวหลบหนี

14 ตุลาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน" โพสต์ข้อความระบุว่า ขังต่อปีที่ 3! ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันตัวคดี ม.112 “อานนท์ - เก็ท โสภณ” ชี้โทษสูง-กลัวหลบหนี แม้จำเลยอ้างถึงนโยบายประธานศาลฎีกาคนใหม่
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว 2 ผู้ต้องขังทางการเมือง ได้แก่ “อานนท์ นำภา” ในคดีมาตรา 112 รวมทั้งสิ้น 10 คดี พร้อมด้วย “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ในคดีมาตรา 112 จำนวน 2 คดีที่ยังไม่ได้ประกันตัว ได้แก่ คดีปราศรัยในวันแรงงานสากล #แจกน้ำยาให้หมามันกิน และคดีอ่านแถลงการณ์ระหว่างเดินขบวนไปงาน APEC2022 ซึ่งคดีทั้งหมดอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์
การยื่นคำร้องขอประกันตัวในครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องในโอกาสที่ “วีระพงศ์ สุดาวงศ์” เข้าดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่ ซึ่งได้ออกนโยบายประธานศาลฎีกา ประจำปี พ.ศ. 2569 - 2570 ที่เน้นสร้างหลักประกันความสงบสุขของสังคมโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม เพื่ออำนวยความยุติธรรม และส่งเสริมการใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ประจวบกับเป็นวาระที่อานนท์ถูกคุมขังครบรอบ 3 ปี และเก็ทได้รับโทษจนครบกำหนดและได้หมายปล่อยตัวรวม 2 คดี จากทั้งหมด 4 คดีที่ถูกคุมขังอยู่
ต่อมาภายหลังติดตามคำสั่ง พบว่าศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอประกันตัวในทุกคดี พร้อมระบุเหตุผลในทำนองเดียวกันว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์ในคดี ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์”
3 ปีแห่งการคุมขัง “อานนท์ นำภา” ศาลยังยกคำร้องประกันตัว 10 คดีข้อหา ม.112
เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 ที่ “อานนท์ นำภา” ถูกคุมขัง แม้บริบทจะเปลี่ยนจากการต่อสู้บนท้องถนนไปอยู่ในห้องพิจารณาคดี และยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ทนายความเพื่อพิทักษ์สิทธิให้แก่ผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรื่อยมา เนื่องในวาระการถูกคุมขังครบ 3 ปี ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวอานนท์ในคดีมาตรา 112 รวมทั้งสิ้น 10 ได้แก่
1. คดีปราศรัยในการชุมนุม #เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย หรือ “ม็อบแฮร์รี่ พอตเตอร์” บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2563
2. คดีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563
3. คดีปราศรัยในชุมนุม #กูสั่งให้มึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563
4. คดี ม.112 กรณีเขียนและโพสต์จดหมาย #ราษฎรสาส์น ถึงกษัตริย์รัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2563
5. คดีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หรือการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2563
6. คดีปราศรัยในการชุมนุม #2ธันวาไปห้าแยกลาดพร้าว บริเวณห้าแยกลาดพร้าว เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2563
7. คดีปราศรัยหน้าสน.บางเขน ขณะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดี ม.112 จากกรณีปราศรัยใน #ม็อบ29พฤศจิกาไปราบ11 เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563
8. คดีโพสต์ 3 ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อปี 2564 ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้มาตรา 112 กับผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
9. คดีปราศรัยในการชุมนุม #เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาชน หรือ “ม็อบแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ 2” ที่ลานหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2564
10. คดีโพสต์ 2 ข้อความบนเฟซบุ๊กในช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ. 2564 ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัชกาลที่ 10
เนื้อหาในคำร้องขอประกันตัวระบุใจความสำคัญว่า จำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้คดีมาโดยตลอด ทั้งยังเป็นบุคคลธรรมดาที่ประกอบอาชีพทนายความ มิใช่ผู้มีอิทธิพลที่จะเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ นอกจากนี้คำร้องยังย้ำถึง “สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว” ซึ่งได้รับการรับรองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
ทั้งนี้ เมื่อไม่ปรากฏเหตุและพฤติการณ์ใดที่เข้าเงื่อนไขอันเป็นเหตุให้ศาลอาจไม่อนุญาตให้ประกันตัว ประกอบกับคดีของจำเลยยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ การประกันตัวจึงเป็นการคุ้มครองสิทธิของจำเลยที่กฎหมายรับรอง ทั้งยังสอดคล้องกับแนวนโยบายของประธานศาลฎีกาที่มุ่งสร้างหลักประกันความสงบสุขของสังคมโดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม เพื่ออำนวยความยุติธรรม ส่งเสริมการใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค และสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลกับความปลอดภัยของสังคม
อนึ่ง ในช่วงท้ายคำร้องยังระบุอีกว่า จำเลยยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) เพื่อเป็นหลักประกันว่าไม่มีเจตนาหลบหนี และยินดีปฏิบัติตามคำสั่งศาล หากเห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขใด ๆ
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งส่งคำร้องทั้งหมดให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ซึ่งต่อมาภายหลังจากติดตามคำสั่ง พบว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 9 ต.ค. 2569 ให้ยกคำร้องขอประกันตัวในทุกคดี โดยระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์”
การถูกคุมขังครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 7) ของอานนท์ ถือเป็นการคุมขังที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญมา แม้จะมีการยื่นคำร้องขอประกันตัวมาแล้วหลายครั้ง และทุกคดีที่ถูกคุมขังจะยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็ตาม แต่ศาลก็ไม่เคยอนุญาตให้ประกันตัว
ปัจจุบัน อานนท์ถูกพิพากษาคดีมาตรา 112 มาแล้วรวม 11 คดี โดยในวันที่ 30 ต.ค. 2569 ที่จะถึงนี้ ศาลอาญามีนัดฟังคำพิพากษาของอานนท์พร้อมด้วยจำเลยร่วมอีกหลายคนในคดีมาตรา 112 จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB ซึ่งนับเป็นคดีที่ 12 จากทั้งหมด 14 คดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหานี้
ยกคำร้องประกันตัว “เก็ท” โสภณ 2 คดีมาตรา 112 แม้ถูกขังครบโทษ-ได้หมายปล่อยแล้ว 2 คดี
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ซึ่งถูกคุมขังมาเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วนับตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2566 โดยคดีที่เก็ทถูกคุมขังเป็นคดีตามมาตรา 112 รวมทั้งสิ้น 4 คดี มีโทษจำคุกรวม 10 ปี ได้แก่ คดีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565, คดีปราศรัยในกิจกรรม “ฟื้นฝอยหาตะเข็บ 240 ปี ใครฆ่าพระเจ้าตาก” เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2565, คดีปราศรัยในวันแรงงานสากล #แจกน้ำยาให้หมามันกิน เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2565 และคดีอ่านแถลงการณ์ระหว่างเดินขบวนไปงาน APEC2022 เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565
การยื่นคำร้องขอประกันตัวในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเก็ทได้รับโทษจำคุกในคดีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว จนครบกำหนดแล้ว ทั้งยังได้รับหมายปล่อยตัวในคดีปราศรัยกิจกรรม “ใครฆ่าพระเจ้าตาก” เนื่องจากได้รับอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 ส่งผลให้ปัจจุบันคงเหลือคดีที่ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์อีกสองคดี ซึ่งเก็ทยังคงไม่ได้รับการประกันตัวในทั้งสองคดีดังกล่าว
สำหรับเนื้อหาในคำร้องประกันตัว ได้ระบุเนื้อหาไว้ทำนองเดียวกันกับคำร้องของอานนท์ และระบุว่ายินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและเป็นหลักประกันว่าไม่มีเจตนาหลบหนี
ภายหลังติดตามคำสั่งพบว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 9 ต.ค. 2569 ให้ยกคำร้องประกันตัวทั้งสองคดี โดยคดีอ่านแถลงการณ์ระหว่างเดินขบวนไปงาน APEC2022 ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำความผิดของจำเลยกับพวกนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสร้างความแตกแยกในสังคม ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี”
ส่วนคดีปราศรัยในวันแรงงานสากล คำสั่งระบุว่า “ข้อหามีอัตราโทษสูง พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี และนับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี ประกอบกับศาลอุทธรณ์เคยไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง และเหตุตามคำร้องไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

