ทบ.โต้กัมพูชา ใช้เวทีโลกกล่าวหาไทย บิดเบือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย้ำไทยยึดหลักมนุษยธรรม เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

จากกรณีที่ นายเค โสวันน์ เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ กล่าวต่อที่ประชุม ณ นครเจนีวา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เรียกร้องให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่การเจรจา และอนุญาตให้ประชาชนกัมพูชาที่พลัดถิ่นเดินทางกลับสู่ชุมชนเดิม พร้อมกล่าวอ้างว่าการสู้รบเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ส่งผลให้มีประชาชนกัมพูชาพลัดถิ่นกว่า 650,000 คน และยังมีประชาชนกว่า 20,000 คน ไม่สามารถกลับบ้านได้ รวมถึงกล่าวหาไทยว่ายึดครองพื้นที่ ขัดขวางการเข้าถึงชุมชน และทำลายบ้านเรือนกับโครงสร้างพื้นฐานนั้น
วันนี้ (15 ตุลาคม 2569) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงต่อกรณีดังกล่าวว่า ตัวเลขที่มีการนำเสนอนั้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะจำนวน 650,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนประชาชนกัมพูชาที่เคยอพยพเข้าสู่พื้นที่พักพิงชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการสู้รบ มิใช่จำนวนผู้ที่ยังไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้ในปัจจุบัน เช่นเดียวกับฝ่ายไทยที่เคยมีประชาชนอพยพเกือบ 500,000 คน โดยประชาชนส่วนใหญ่ได้เดินทางกลับภูมิลำเนาหลังข้อตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568
สำหรับข้อกล่าวอ้างว่ามีประชาชนกัมพูชากว่า 20,000 คนไม่สามารถกลับเข้าที่พักอาศัยเดิมได้นั้น จากข้อมูลที่ฝ่ายไทยตรวจสอบในพื้นที่ 3 แห่งของจังหวัดสระแก้ว ได้แก่ บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง พบว่ามีประชาชนที่เกี่ยวข้องประมาณ 4,600 คนเศษ หรือกว่า 900 ครัวเรือน ซึ่งแตกต่างจากตัวเลขที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย และมีปัญหาการเข้ามาตั้งบ้านเรือนและขยายชุมชนของประชาชนกัมพูชาต่อเนื่องมานานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่ช่วงที่ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาจากสงครามภายในประเทศ
โฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ทักท้วงและพยายามแก้ไขปัญหาผ่านกลไกตามบันทึกความเข้าใจปี 2543 (MOU 43) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาเท่าที่ควร จึงเห็นว่าควรแยกประเด็นการเข้ามาตั้งชุมชนในพื้นที่ดังกล่าวออกจากสถานการณ์ผู้พลัดถิ่นที่เกิดจากการสู้รบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาผ่านกลไกที่มีอยู่
สำหรับข้อกล่าวหาว่าไทยยึดครองพื้นที่ของกัมพูชานั้น โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า พื้นที่หลายแห่งที่ถูกกล่าวอ้างอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามาเป็นเวลานาน อีกทั้งบางพื้นที่เคยถูกใช้เป็นฐานโจมตีทหารและพลเรือนไทยในช่วงการสู้รบที่ผ่านมา ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องควบคุมและเฝ้าระวังพื้นที่ เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและรักษาความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน มิใช่การยึดครองพื้นที่ของกัมพูชาตามที่กล่าวอ้าง โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ควบคู่กับการคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม
ส่วนการเรียกร้องให้ไทยปฏิบัติตามข้อตกลงวันที่ 26 ตุลาคม 2568 และ 27 ธันวาคม 2568 รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศนั้น กองทัพยืนยันจุดยืนในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีและกรอบข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงจัง เคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และยึดข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหา
โฆษกกองทัพบกกล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายกัมพูชาพยายามสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงผ่านเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการบั่นทอนบรรยากาศการแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศ ไม่สร้างสรรค์และไม่เป็นผลดีต่อสถานการณ์ในภาพรวม จึงเห็นว่าฝ่ายกัมพูชาควรให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนเองตามหลักมนุษยธรรม และใช้กลไกการเจรจาที่มีอยู่แก้ไขปัญหาอย่างจริงใจ มากกว่าการกล่าวหาประเทศไทยผ่านเวทีระหว่างประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

