คืบหน้า! ไรเดอร์คุกคามผู้โดยสารสาวส่งตรวจศรีธัญญา หลังแม่อ้างป่วยจิต - เหยื่อแจ้งความแล้ว

นาทีระทึก! วินมอเตอร์ไซค์รุมสกัด ‘ไรเดอร์’ คุกคามผู้โดยสารสาว เหยื่อดิ่งลงจากรถขอความช่วยเหลือ ล่าสุดส่งตรวจศรีธัญญา
จากรณีคลิปที่กำลังถูกเผยแพร่ในโซเชียล เผยให้เห็นวินจักรยานยนต์เข้าช่วยเหลือหญิงสาวรายหนึ่งที่กระโดดลงจากรถจักรยานยนต์ของไรเดอร์กลางทางด้วยความหวาดกลัว หลังถูกพฤติกรรมคุกคามและพูดจาไม่เหมาะสม ก่อนที่ไรเดอร์คนดังกล่าวยังพยายามฝ่าวงล้อมเข้าหาผู้เสียหายอย่างไม่ลดละ

รายงานระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่หญิงสาวผู้เสียหายกำลังเดินทางด้วยบริการไรเดอร์เสื้อแขนยาวสีขาว ทว่าในระหว่างทาง ไรเดอร์ได้พูดจาบางอย่างที่ทำให้ผู้โดยสารเกิดความกลัวอย่างรุนแรง เธอจึงตัดสินใจกระโดดลงจากรถแล้ววิ่งเข้าหากลุ่มวินจักรยานยนต์ที่อยู่ใกล้อย่างรวดเร็วทั้งน้ำตาเพื่อขอความช่วยเหลือ
แม้ทางกลุ่มพี่วินจักรยานยนต์จะพยายามเข้าเกลี้ยกล่อมและพยายามระงับสติอารมณ์ของไรเดอร์คนดังกล่าว แต่ผู้ก่อเหตุยังคงพยายามฝ่าวงล้อมเข้ามาเพื่อจะทำร้ายและเข้าหาหญิงสาวอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีภาพคลิปเหตุการณ์สกัดจับส่งต่อกันบนโลกออนไลน์

ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก "Gu Rider Bangkok" ได้อัปเดตความคืบหน้าของคดีความและสภาพจิตใจของผู้เสียหาย โดยระบุว่า
"เคสไรเดอร์ลวนลามผู้โดยสาร ตอนนี้น้องผู้เสียหายได้ลงบันทึกประจำวันไว้แล้วที่ สน.พหลโยธิน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่าทำได้เพียงลงบันทึกประจำวันไว้ก่อน เนื่องจากมารดาของผู้ก่อเหตุแจ้งว่าลูกชายมีอาการป่วยทางจิตเวช"
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวไรเดอร์ผู้ก่อเหตุส่งต่อไปยัง โรงพยาบาลศรีธัญญา เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยทางสุขภาพจิตอย่างละเอียดว่ามีอาการป่วยจริงตามที่ครอบครัวกล่าวอ้างหรือไม่ โดยในเวลาต่อมามีทีมงานสื่อมวลชนและช่องข่าวหลักเข้าร่วมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ทางกลุ่มเครือข่ายไรเดอร์ "G เคลื่อนที่เร็ว" ได้ร่วมมือกันประสานงานเร่งด่วน โดยนำข้อมูลรหัสและไอดี ของไรเดอร์ผู้ก่อเหตุส่งเรื่องไปยังต้นสังกัดอย่าง Grab เพื่อดำเนินการระงับสัญญาณการให้บริการแล้ว
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้สร้างคำถามใหญ่ในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับมาตรการคัดกรองบุคลากรและความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ โดยทางเพจได้ทิ้งท้ายตั้งข้อสังเกตถึงการรับผิดชอบของแพลตฟอร์มว่า หากผู้ก่อเหตุเป็นผู้ป่วยจิตเวชจริง สภาพจิตใจที่หวาดกลัวของผู้โดยสารใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และการแบนไอดีผู้ขับเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอต่อความปลอดภัยของประชาชนในอนาคตหรือไม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

