สุขุม ชมรัฐบาล กล้ารื้อโครงสร้างน้ำมัน ชี้กล้าแตะผลประโยชน์ กลุ่มทุนพลังงาน สะท้อนภาวะผู้นำ

29 ตุลาคม 2569 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยปรับหลักเกณฑ์การคำนวณราคา ณ โรงกลั่น ยกเลิกการอ้างอิงต้นทุนขนส่งบางรายการจากสิงคโปร์ รวมถึงตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกจากสูตรคำนวณ ซึ่งรัฐบาลประเมินว่าจะช่วยลดภาระประชาชนได้ประมาณ 10,839 ล้านบาทต่อปี ว่า ถือเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีความสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงมาตรการบรรเทาค่าครองชีพระยะสั้น แต่เป็นการเข้าไปแก้ไขกลไกที่มีผลต่อต้นทุนพลังงานของประเทศโดยตรง
การที่รัฐบาลประกาศปรับโครงสร้างแล้วเกิดผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลงทันที ถือเป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถรับรู้และประเมินผลได้ด้วยตนเอง แตกต่างจากนโยบายหลายประเภทที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล
“ผมเห็นว่ารัฐบาลทำเรื่องนี้ได้ดี ประกาศแล้วน้ำมันลดลงทันที จะลดมากหรือลดน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงคือน้ำมันลดลง และลดลงเพราะรัฐบาลเข้าไปดำเนินการจริง ประชาชนก็เห็นว่ารัฐบาลทำอะไรให้เขาได้บ้าง เท่านี้ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ชัดเจนแล้ว”
ถือเป็นการใช้อำนาจรัฐแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อประชาชนด้วย โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวและส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนอย่างมาก หากรัฐบาลสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้จริง ย่อมมีส่วนช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพการบริหารประเทศ
รศ.ดร.สุขุม เพิ่มเติมว่า แม้ผลสำรวจความคิดเห็นในช่วงหลังสะท้อนว่าคะแนนนิยมรัฐบาลปรับตัวลดลง แต่คะแนนนิยมทางการเมืองไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะความนิยมของรัฐบาลสัมพันธ์กับทั้งสถานการณ์ทางการเมือง ภาวะเศรษฐกิจ และการรับรู้ผลงานของประชาชน
ดังนั้น หากรัฐบาลสามารถแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่จริง ก็ย่อมมีโอกาสได้รับความเชื่อมั่นกลับคืนมา
“คะแนนนิยมรัฐบาลลดลงก็เพิ่มขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าลดแล้วจะลดตลอดไป ถ้ารัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนจริง ประชาชนก็เห็นเอง อย่างเรื่องน้ำมันนี่เห็นผลทันที ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะราคามันลดลงจริง”
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความกล้าหาญในการตัดสินใจของรัฐบาล เพราะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายในทางการเมือง เนื่องจากอาจกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและกลุ่มอำนาจทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีหน้าที่บริหารผลประโยชน์ของประเทศโดยรวม ไม่ใช่รักษาผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ หากพบว่ากลไกหรือหลักเกณฑ์บางอย่างสร้างภาระที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชน รัฐบาลก็มีความชอบธรรมที่จะเข้าไปทบทวนและปรับปรุงให้เหมาะสม
ส่วนคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลก่อนหน้านี้จึงไม่ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนั้น รศ.ดร.สุขุม เห็นว่า แต่ละรัฐบาลอาจมีข้อจำกัดและเงื่อนไขแตกต่างกัน รวมถึงความสัมพันธ์กับกลุ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้บางรัฐบาลไม่ต้องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเดิม
“รัฐบาลก่อนหน้านี้ทำไมไม่ทำ ก็เป็นเรื่องของเขา เขาอาจไม่กล้าแตะกลุ่มอำนาจ หรือมีเหตุผลอะไรของเขาก็ตามแต่ แต่วันนี้รัฐบาลชุดนี้ทำให้เห็นแล้วว่า เรื่องแบบนี้สามารถทำได้ ถ้ารัฐบาลกล้าตัดสินใจ”
ต่อข้อกังวล เรื่องการปรับโครงสร้างราคสน้ำมัน อาจกระทบกลุ่มทุนพลังงาน รศ.ดร.สุขุม มองว่า ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องยอมรับเงื่อนไขของภาคธุรกิจทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ
รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาดุลยภาพระหว่างการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจกับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน และต้องรู้จักใช้อำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายในการเจรจาต่อรองเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
การที่รัฐบาลแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ด้วยการปรับโครงสร้างผลประโยชน์ที่ไม่เหมาะสม ยังอาจทำให้กลุ่มทุนตระหนักว่าการดำเนินธุรกิจต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและประชาชนมากขึ้นด้วย
“ยิ่งรัฐบาลกล้าเข้าไปแตะเรื่องผลประโยชน์มากเท่าไร นายทุนก็ยิ่งเกรงใจมากขึ้นเท่านั้น เพราะเขารู้ว่ารัฐบาลเอาจริง ผมคิดว่ารัฐบาลเองก็รู้ดีว่า นายทุนหรือผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหล่านี้สามารถพูดคุยกันได้ ไม่ใช่ว่าจะต่อรองกันไม่ได้”
รศ.ดร.สุขุม กล่าวว่า การมีอำนาจบริหารประเทศย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการใช้อำนาจนั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม รัฐบาลจึงไม่ควรลังเลที่จะใช้เครื่องมือทางกฎหมายและกลไกของรัฐในการแก้ไขปัญหา หากการดำเนินการดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ความเป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ
ทั้งนี้ การใช้อำนาจรัฐไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเผชิญหน้าหรือสร้างความขัดแย้งกับภาคธุรกิจเสมอไป แต่สามารถดำเนินการผ่านการเจรจา การกำหนดกติกาที่เหมาะสม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ภายใต้ระบบที่เป็นธรรม
“เป็นรัฐบาลก็ต้องใช้อำนาจให้เป็น ต้องรู้จักเอาอำนาจที่มีไปพูดคุยกับเขา ใช้กฎหมายก็ต้องใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่มีอำนาจแล้วไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวว่าจะไปกระทบใคร”
สำหรับการดำเนินนโยบายในระยะต่อไป รศ.ดร.สุขุม เห็นว่า รัฐบาลควรรักษาแนวทางการทำงานเช่นนี้ไว้ และไม่ควรหยุดเพียงการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพราะยังมีปัญหาอีกหลายด้านที่รัฐบาลสามารถเข้าไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อช่วยลดภาระของประชาชนได้
สิ่งสำคัญคือการแยกแยะให้ชัดเจนว่า นโยบายใดดำเนินการแล้วเกิดประโยชน์ก็ควรเดินหน้าต่อ ขณะที่นโยบายหรือกฎเกณฑ์ใดมีข้อบกพร่องก็ควรเร่งแก้ไข ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับแนวทางเดิมเพียงเพราะใช้กันมายาวนาน
นอกจากนี้ การบริหารประเทศยังต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบาย เพราะการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการสะสมผลงานที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้อย่างสม่ำเสมอ
“เรื่องไหนทำดีแล้วก็ทำต่อไป เรื่องไหนยังไม่ดีก็ต้องแก้ไขให้เร็ว ผมอยากให้รัฐบาลทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่สามารถทำให้ประชาชนได้ อย่าหยุดแค่เรื่องน้ำมัน”
รศ.ดร.สุขุม กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่า รัฐบาลสามารถสร้างผลงานจากการตัดสินใจเชิงนโยบายได้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยมาตรการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่สามารถใช้การปรับปรุงกฎเกณฑ์และโครงสร้างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น
หากรัฐบาลเดินหน้าทำงานในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง ก็ย่อมมีโอกาสสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองกลับคืนมาได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะประเมินรัฐบาลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง
“คะแนนนิยมจะขึ้นหรือลงก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ารัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนจริง ผลงานมันจะตอบคำถามเอง วันนี้เรื่องน้ำมันทำให้เห็นแล้วว่ารัฐบาลกล้าทำ ก็ขอให้ทำต่อไปเรื่อยๆ”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

