โลกผวาวิกฤต! สงคราม-ภัยพิบัติ-ภัยไซเบอร์ หลายประเทศเตือน สำรองอาหาร-น้ำดื่ม-ยา

จับตายุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ อังกฤษเปิดแคมเปญให้มีเสบียง 3 วัน ญี่ปุ่นเตรียมขอประชาชนสำรองถึง 1 สัปดาห์ ขณะที่สวีเดน-ฟินแลนด์วางระบบพึ่งพาตนเอง ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตะวันออกกลาง และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ปรากฏการณ์ที่รัฐบาลหลายประเทศออกมาแนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นสำรองไว้ในบ้าน กำลังกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกเผชิญความไม่แน่นอนหลายด้าน ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศที่อยู่ใกล้พื้นที่สงคราม แต่ยังรวมถึงประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่และประเทศที่มีระบบสาธารณูปโภคทันสมัย ซึ่งต่างเริ่มปรับแนวทางความมั่นคง โดยให้ประชาชนมีความพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจทำให้ระบบไฟฟ้า น้ำประปา การสื่อสาร การขนส่ง และการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคหยุดชะงัก
อังกฤษเปิดแคมเปญ Be Ready สำรองเสบียง 3 วัน
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ว่า รัฐบาลอังกฤษเปิดตัวโครงการ “Be Ready” รณรงค์ให้ประชาชนเตรียมอาหารที่เก็บรักษาได้นานและน้ำดื่มให้เพียงพอสำหรับอย่างน้อย 3 วัน หรือ 72 ชั่วโมง รวมถึงยา ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง วิทยุ และเงินสด เพื่อให้ครัวเรือนสามารถดำรงชีวิตได้หากบริการพื้นฐานหยุดชะงัก
รัฐบาลอังกฤษให้เหตุผลว่า ความเสี่ยงในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ทั้งพายุรุนแรง น้ำท่วม ภัยแล้ง ไฟป่า และการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบที่ประชาชนต้องพึ่งพาในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์โจมตีระบบซอฟต์แวร์ PHP ที่ส่งผลกระทบต่อบริการบางส่วนและทำให้เกิดความพยายามโจมตีทางไซเบอร์จำนวนมาก ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษเตือนว่า การใช้ปัญญาประดิษฐ์อาจทำให้ผู้โจมตีค้นหาช่องโหว่ของระบบความปลอดภัยได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
ญี่ปุ่นเตรียมขอประชาชนสำรองอาหารถึง 1 สัปดาห์
ญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศที่กำลังยกระดับการเตรียมพร้อม โดยโกชิ โฮโซโนะ รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านการจัดการภัยพิบัติ เตรียมขอความร่วมมือประชาชนให้สำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอย่างน้อย 3 วัน และหากเป็นไปได้ให้เตรียมไว้ถึง 1 สัปดาห์
กำหนดการดังกล่าวผูกโยงกับการเริ่มดำเนินงานของหน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งใหม่ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569
เหตุผลสำคัญมาจากความเสี่ยงภัยธรรมชาติของญี่ปุ่น ทั้งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่บริเวณร่องลึกนันไค แผ่นดินไหวที่อาจกระทบกรุงโตเกียว แผ่นดินไหวบริเวณร่องลึกคูริลและญี่ปุ่น ตลอดจนความเสี่ยงจากภูเขาไฟฟูจิปะทุ
หากเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ ถนน ระบบสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานอาจเสียหายเป็นวงกว้าง ทำให้หน่วยกู้ภัยและความช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทันที การเตรียมเสบียงไว้จึงเป็นมาตรการลดความเสี่ยงในช่วงแรกของเหตุการณ์
ยุโรปยกระดับความพร้อมรับมือสงครามและวิกฤต
ความเคลื่อนไหวในยุโรปมีความเข้มข้นมากขึ้นหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอ Preparedness Union Strategy กำหนดแนวทางให้ประเทศสมาชิกส่งเสริมประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวครอบคลุมทั้งภัยธรรมชาติ การโจมตีทางไซเบอร์ โรคระบาด วิกฤตทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเป็นไปได้ของการรุกรานทางทหารต่อประเทศสมาชิก
ขณะที่รายงานของหนังสือพิมพ์ Le Monde เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ประเทศยุโรปเหนือและยุโรปตะวันออก ได้แก่ ฟินแลนด์ สวีเดน โปแลนด์ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย กำลังเพิ่มมาตรการป้องกันภัยพลเรือน ทั้งการปรับปรุงหลุมหลบภัย การฝึกประชาชน การจัดทำแผนอพยพ และการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
สวีเดนกำหนดแนวทางให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างน้อย 1 สัปดาห์ โดยมีคู่มือเตรียมพร้อมรับมือทั้งวิกฤตและสงคราม ขณะที่ฟินแลนด์แนะนำให้ครัวเรือนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอย่างน้อย 72 ชั่วโมง พร้อมมีคลังสำรองธัญพืชระดับประเทศรองรับการบริโภคประมาณ 9 เดือน
ส่วนโปแลนด์มีการพัฒนาหลุมหลบภัยและระบบป้องกันภัยพลเรือน ขณะที่ประเทศแถบบอลติกกำลังพัฒนาระบบเตือนภัยและแผนอพยพที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศ
ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่สงคราม แต่รวมถึงการโจมตีระบบอาหารและพลังงาน
อีกปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลหลายประเทศต้องทบทวนมาตรการเตรียมพร้อม คือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
รอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังสอบสวนเหตุระบบควบคุมอุณหภูมิตู้แช่แข็งในร้านค้าภายในฐานทัพอย่างน้อย 6 แห่ง หลังพบความผิดปกติที่อาจเกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์ โดยบางกรณีระบบถูกเปลี่ยนการตั้งค่าเป็นโหมดละลายน้ำแข็ง ทำให้อาหารแช่แข็งเสียหาย
ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสก็มีรายงานเหตุโจมตีระบบควบคุมอุปกรณ์ทำความเย็นในสถานประกอบการเชิงพาณิชย์มากกว่า 350 แห่ง สะท้อนให้เห็นว่าการโจมตีระบบดิจิทัลอาจส่งผลกระทบต่อการเก็บรักษาอาหารและห่วงโซ่อุปทานได้โดยตรง
ด้านพลังงาน สงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ประเทศผู้นำเข้าพลังงานต้องเตรียมแผนสำรอง เพราะหากการขนส่งหยุดชะงักย่อมกระทบต้นทุนการผลิต การขนส่งสินค้า ปุ๋ย และอาหารตามมา
ไทยยังไม่มีคำเตือนให้ประชาชนกักตุนอาหาร
สำหรับประเทศไทย กระแสข่าวที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เตือนประชาชนให้สำรองอาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นไว้ 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางนั้น กระทรวงกลาโหมได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ว่าไม่เป็นความจริง โดยเลขาธิการ สมช. และสำนักงาน สมช. ไม่ได้ออกประกาศหรือขอให้ประชาชนสำรองสิ่งของดังกล่าวแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม สมช.ยังคงติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการโดยตรง
บทเรียนจากวิกฤตโลก เตรียมพร้อมไม่ใช่ตื่นตระหนก
เมื่อประมวลสถานการณ์ทั้งหมด จะเห็นว่าการรณรงค์ให้ประชาชนเตรียมอาหารและน้ำดื่มสำรองไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นผลจากการประเมินความเสี่ยงหลายด้านที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งสงคราม ภัยพิบัติ การโจมตีทางไซเบอร์ และการหยุดชะงักของระบบพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน
สิ่งที่รัฐบาลหลายประเทศต้องการคือการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประชาชนในช่วง 3-7 วันแรก ซึ่งเป็นระยะเวลาที่หน่วยงานช่วยเหลืออาจยังไม่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง
แนวทางดังกล่าวยังเป็นบทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 และสงครามยูเครนที่แสดงให้เห็นว่า แม้ประเทศจะมีระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคที่เข้มแข็ง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น การขนส่งและการจัดหาสินค้าจำเป็นก็อาจหยุดชะงักได้
อย่างไรก็ตาม การเตรียมพร้อมไม่ใช่การกักตุนสินค้า ไม่ใช่สัญญาณยืนยันว่าจะเกิดสงครามโลก และไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดการขาดแคลนอาหารในทันที แต่เป็นการสร้างความพร้อมให้ประชาชนสามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ในช่วงที่เกิดเหตุฉุกเฉิน
ในโลกที่ความเสี่ยงมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น การมีอาหาร น้ำดื่ม ยา และสิ่งของจำเป็นสำรองไว้ในบ้านอย่างเหมาะสม จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงระดับครัวเรือนที่รัฐบาลหลายประเทศกำลังผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

