เปิดตำนานผีปอบ !

หากเราเดินทางไปยังหมู่บ้านชนบทห่างไกลในอดีต โดยเฉพาะในแถบภาคอีสาน ยามที่ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าและความมืดเข้าปกคลุม เสียงหมาหอนจะเริ่มแว่วมาตามลม พร้อมกับคำเตือนจากผู้เฒ่าผู้แก่ที่ให้รีบปิดประตูหน้าต่างบ้านให้มิดชิด เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณว่า "ผีปอบ" กำลังออกหากิน
ตามความเชื่อพื้นบ้านของไทย ผีปอบไม่ได้มีรูปร่างเป็นอสุรกายน่าเกลียดน่ากลัวตัวใหญ่โต แต่มันคือวิญญาณร้ายที่ "สิงสู่อยู่ในร่างของมนุษย์" ที่ยังมีชีวิตอยู่! ที่มาของปอบมักเกิดจากคนที่มีวิชาอาคม มนต์ดำ หรือเลี้ยงว่านทางคุณไสย แต่ปฏิบัติตนผิดครู ทำลายข้อห้าม หรือควบคุมจิตใจตัวเองไม่ได้ จนถูกมนต์ดำเหล่านั้นย้อนกลับมากลืนกินดวงจิต กลายเป็น "ปอบ" ในที่สุด
ในเวลากลางวัน คนที่เป็นปอบก็คือชาวบ้านธรรมดาที่เดินปะปนอยู่กับเรา มีชีวิต มีครอบครัว แต่อาจจะมีแววตาที่หลบลี้ไม่กล้าสบตาคน แต่เมื่อตกกลางคืน วิญญาณปอบจะเข้าควบคุมร่าง หรือถอดจิตออกไปแอบซุ่มหากินในความมืด ของโปรดของมันคือของสดๆ คาวๆ ไม่ว่าจะเป็นตับ ไส้ เลือดสดๆ หรือสัตว์เลี้ยงดิบๆ ของชาวบ้าน หากมันเข้าสิงใคร คนๆ นั้นจะมีอาการป่วยออดๆ แอดๆ ร่างกายผอมแห้งอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกสูบเลือดเนื้อจากภายใน ซึ่งชาวบ้านเรียกอาการนี้ว่า "ปอบสิง" หรือ "ปอบกิน" จนต้องมีการเชิญหมอธรรมหรือหมอผีมาทำพิธีขับไล่ด้วยเซียงข้องหรือแส้หวายเสก
แต่ความน่าสนใจของผีปอบไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสยองขวัญในรั้วหมู่บ้าน ผีปอบถือเป็นผีที่มี "เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมสูงมาก" และได้ก้าวข้ามจากความกลัวในอดีต สู่การเป็นป็อปคัลเจอร์ หรือภาพจำระดับตำนานของวงการบันเทิงไทย

ภาพของผีปอบถูกแต่งแต้มใหม่ผ่านหน้าจอภาพยนตร์ โดยเฉพาะภาพยนตร์ชุดในตำนานอย่าง "บ้านผีปอบ" ที่สร้างความบันเทิงให้คนไทยมาหลายทศวรรษ เปลี่ยนความสยดสยองให้กลายเป็นเสียงหัวเราะอย่างลงตัว พร้อมกับสร้างตัวละครอมตะอย่าง "ปอบหยิบ" กับท่าทางจีบนิ้ววิ่งไล่จับชาวบ้านจนวงแตกวิ่งหนีลงตุ่มน้ำ... กลายเป็นมุกคลาสสิกที่คนไทยทุกรุ่นเห็นแล้วต้องอมยิ้ม
จากเรื่องเล่าลี้ลับที่ใช้เตือนสติคนเรื่องการประพฤติตนและการละเว้นมนต์ดำในอดีต วันนี้ "ผีปอบ" ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และอารมณ์ขันของคนไทยได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ย้ำเตือนให้เห็นว่า บางครั้ง เรื่องราวที่เคยน่ากลัวที่สุด ก็สามารถอยู่ร่วมกับวิถีชีวิตและสร้างรอยยิ้มให้กับเราได้เช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

