กกต.มีหนาว!! ปธ.ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย ชี้ ปชช.ผู้เสียหายจากปมฮั้ว สว. ฟ้องตรงศาลอาญาคดีทุจริตได้ ไม่ต้องผ่าน ป.ป.ช.

6 พฤศจิกายน 2569 นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ ได้มีคำวินิจฉัย ในคดีที่ นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติ์กูล อดีตผู้สมัคร สว.เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายแสวง บุญมี กับพวก (กกต.) รวม 8 คน ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ในความผิด ฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เหตุปล่อยให้เกิดการฮั้วเลือก สว.และ กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่เห็นด้วยที่จะนำหลักฐานคดีฮั้วเลือก สว.ที่ดีเอสไอเสนอมาๆ ประกอบการพิจารณา จึงขอให้สั่งลงโทษนายแสวงพร้อมพวก ตาม พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 72, 75, 77
โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวสาระสำคัญระบุว่า
สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองและให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 29 ต.ค.40 แล้วอนุวัติการให้เป็นไปตามกฎบัตรและกติกาดังกล่าวด้วยการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540, 2550 และ 2560 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง
ความว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” ฉะนั้น หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าฮั้วหรือโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา) อันเป็นความผิดต่อ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 32, 58, 69 ตามฟ้อง ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) ค
กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 12 ส่วนที่ 2 มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมโดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต.จำเลยที่ 2 - 8 ดำรงตำแหน่ง กกต. จำเลยทั้ง8 จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
"เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสว.บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้ง 8 หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการใดเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการร่วมกัน ส่งเสริม หรือสนับสนุนให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) เช่นกัน เยี่ยงนี้ ย่อมถือได้ว่าการกระทำตามคำบรรยายฟ้อง จำเลยทั้ง8จงใจเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตาม พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 32, 58, 69 และ พรป.ว่าด้วยกกต. 2560 มาตรา 21 ประกอบมาตรา 22 และมาตรา 38 เป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งอาจใช้ช่องทางพิเศษฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามบทบัญญัติแห่ง พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2560 มาตรา 23 ซึ่งกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดี ได้แก่ อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนด ซึ่งใช้บังคับในกรณีที่อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้ฟ้องคดี"
แต่คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีคือโจทก์เป็นราษฎรที่สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.ย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว ในเมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 8 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการ กกต. จำเลยที่ 2 - 8 เป็น กกต.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 32, 58, 69, 88 ซึ่ง พรป.ว่าด้วย กกต.มาตรา 38 กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้ง 8 ให้ถือว่า เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเจ้าพนักงานของรัฐตาม พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1) วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มผู้สมัคร สว.สำรอง ที่เคยยื่นฟ้องกกต.ตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ นางมัณฑรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ขณะนั้น ที่เห็นว่าในคดีที่ราษฎรยื่นฟ้อง กกต.ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่าไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยจะต้องส่งเรื่องผ่าน ป.ป.ช.ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ขณะเดียวกันฝ่ายจำเลย คือนายแสวงและกกต. ได้ยื่นคำโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาล โดยเห็นว่าผู้ถูกฟ้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นการกล่าวหาเกี่ยว กับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย การพิจารณาจึงอาจมิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมทั่วไป แต่อาจอยู่ในเขตอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ทำให้ศาลจังหวัดนนทบุรี มีคำสั่งให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และส่งสำนวน รวมถึงประเด็นข้อโต้แย้งดังกล่าวไปให้ประธานศาลอุทธรณ์พิจารณา วินิจฉัยชี้ขาด



ข่าวที่เกี่ยวข้อง

