ทรัมป์กร้าว! ขู่ถล่มอิหร่านอย่างหนัก หลังสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีกันเดือด

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังทั้งสองฝ่ายเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศเตือนว่าจะตอบโต้อิหร่านอย่างหนัก ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่านส่งสัญญาณต้องการเปิดทางเจรจา พร้อมเตือนว่าการทำสงครามต่อไปไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย
เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น หลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านบนเกาะลารัก ซึ่งตั้งอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยสหรัฐฯ อ้างว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายทำลายแท่นยิงจรวดของอิหร่าน เพื่อป้องกันไม่ให้เตหะรานนำทุ่นระเบิดไปวางในเส้นทางเดินเรือสำคัญ
ไม่นานหลังจากนั้น อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังสหรัฐฯ ในจอร์แดนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ระบุว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อฐานทัพสหรัฐฯ 2 แห่งในจอร์แดนสร้างความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่กองทัพจอร์แดนเปิดเผยว่าสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 8 ลูก
ด้านทรัมป์ส่งสัญญาณอย่างแข็งกร้าว โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวของ Fox News ว่า สหรัฐฯ จะตอบโต้การโจมตีของอิหร่านอย่างหนัก พร้อมย้ำว่าจะมีการตอบสนอง ขณะที่เขายังอ้างว่าขีปนาวุธทั้งหมดที่ถูกยิงมายังกองกำลังสหรัฐฯ ถูกสกัดไว้ได้ ยกเว้น 1 ลูก ซึ่งถูกประเมินว่าไม่ได้เป็นภัยคุกคาม
อิหร่านยังอ้างว่าได้โจมตีบุคลากรสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศแห่งหนึ่งใน UAE และสามารถยิงโดรนของสหรัฐฯ ตกเหนือพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ทางการอาบูดาบีระบุว่าสามารถสกัดโดรนได้เหนือน่านน้ำของประเทศ พร้อมปฏิเสธรายงานที่ระบุว่าฐานทัพอากาศอัล มินฮัดถูกโจมตี โดยเรียกข้อกล่าวหาดังกล่าวว่าไม่มีมูลความจริง
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ออกแถลงการณ์โจมตีอิหร่านอย่างรุนแรง โดยเรียกอิหร่านว่าเป็นประเทศที่ล้มเหลว พร้อมอ้างว่ากองทัพอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก สถานะทางการเงินกำลังย่ำแย่ และฝ่ายผู้นำกำลังตกอยู่ในภาวะสับสนวุ่นวาย
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีบนเกาะลารักถือเป็นปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านที่เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณชนครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยมีการโจมตีแท่นยิงจรวดของอิหร่าน 2 แห่ง
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลว่า ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอาจกลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง หลังจากสถานการณ์โดยรวมค่อนข้างสงบลงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
อีกหนึ่งประเด็นที่ยังคงเป็นชนวนสำคัญคือช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือสำคัญที่เชื่อมต่ออ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ โดยก่อนเกิดสงคราม น้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลกเคยถูกขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว
อิหร่านยังคงปิดกั้นการเดินเรือพาณิชย์ในช่องแคบ ขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันว่ากองทัพเรือของตนสามารถควบคุมพื้นที่ดังกล่าวได้
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านยังกล่าวอ้างว่า เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งเกิดไฟไหม้ใกล้ช่องแคบ หลังชนกับทุ่นระเบิด 2 ลูก ขณะพยายามเดินเรือผ่านเส้นทางที่อิหร่านระบุว่าเป็น “เส้นทางผิดกฎหมาย”
อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ ปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น “ข้อมูลบิดเบือน” และยืนยันว่าไม่มีเรือลำใดชนกับทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ
แม้สถานการณ์ทางทหารจะกลับมาตึงเครียด แต่ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กลับส่งสัญญาณว่าต้องการหาทางออกผ่านการเจรจา
เขากล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดในคีร์กีซสถานว่า อิหร่านยังคงพยายามแสวงหาแนวทางไปสู่ข้อตกลงและความเข้าใจ พร้อมย้ำว่าการเดินหน้าสงครามต่อไปไม่เป็นผลดีต่ออิหร่านหรือภูมิภาค และทางออกของปัญหาที่มีอยู่คือ “การเจรจาและความร่วมมือ”
ขณะที่ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวหา เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลว่า เป็นผู้ชักจูงรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เข้าสู่สงครามกับอิหร่านเพื่อผลประโยชน์ของอิสราเอล
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้สหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมาแลกเปลี่ยนการโจมตีอีกครั้ง แต่ช่องทางการทูตยังคงเป็นอีกหนึ่งความหวังในการคลี่คลายความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

