เปิดใจ ‘อาจารย์สกล’ สู่จอภาพยนตร์ กับชีวิตจริง โค้ชหนึ่งคน กับรถหนึ่งคัน

วันนี้พามาเปิดใจ “อาจารย์สกล” สู่จอภาพยนตร์ “เดอะโค้ช รถขนฝัน”( THE COACH OF DREAMS) กับเรื่องจริงของโค้ชหนึ่งคน รถหนึ่งคัน ที่เคยสร้างทีมนักเตะเยาวชนจนกลายเป็นปรากฏการณ์สะเทือนวงการกีฬาของประเทศไทย

การถ่ายทอดเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มสู่ภาพยนตร์ได้ผู้กำกับฯ มากฝีมืออย่าง สำรวย รักชาติ นั่งแท่นกำกับการแสดง โดย เจ๊ใหญ่ มีเดียเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (JAEYAI MEDIA ENTERTAINMENT CO., LTD.) และนี้จะเป็นภาพยนตร์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกครอบครัว โดย เดอะโค้ช รถขนฝัน” (THE COACH OF DREAMS จะเข้าโรงภาพยนตร์ 8 ตุลาคมนี้
“เดอะโค้ช รถขนฝัน” สร้างจากเรื่องราวชีวิตจริงส่วนหนึ่งของ อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ที่ไม่เพียงแค่ปั้นเหล่าก้อนดินให้กลายเป็นดาวเตะแห่งวงการฟุตบอลขาสั้น แต่ยังมอบโอกาส สร้างชีวิต และพาเหล่านักเตะเยาวชนฝ่าฟันทุกอุปสรรคเพื่อเดินทางสู่ความฝันของพวกเขา

อาจารย์สกล เผยถึงจุดกำเนิดของ “รถขนฝัน” ว่า...
ตอนแข่งขันบอล 7สี มีคนไปถ่ายรูปรถสองแถวของเราที่ใช้เป็นประจำ เป็นภาพรถสองแถวคันเล็กๆ ที่จอดอยู่ท่ามกลางรถบัสคันใหญ่สองชั้นของโรงเรียนดัง ๆ หลังจากนั้นช่างภาพก็ไปถ่ายอีก แล้วเปรียบเทียบกันโน่นนี่และตั้งชื่อรถเราว่า “รถขนฝัน”... หลายคนก็ถามว่าทำไมเราไม่ใช้รถตู้ เราก็บอกว่ารถตู้มันมาได้ไม่กี่คน ก็ไม่เคยคิดเลยว่ารถสองแถวคันนี้จะกลายเป็นกระแสขึ้นมาได้ คิดแค่เพียงทำยังไงพาเด็กไปแข่งให้ได้ก่อน และความที่หนังเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของชีวิตอาจารย์ จึงเสนอชื่อเรื่อง เดอะโค้ช รถขนฝัน ไป ซึ่งทุกคนเห็นชอบจึงเลือกชื่อนี้ พร้อมๆ กับการใช้ชื่อทีมฟุตบอลในหนังเป็นชื่อผลไม้ที่กินง่าย ดูน่ารัก ราคาไม่แพงใครๆ ก็กินได้ ชื่อทีมในหนังจึงเป็น ทีมแตงโม

เมื่อพูดถึงเด็กๆ เห็นว่าต่างเรียกอาจารย์ว่า พ่อ ในเรื่องนี้อาจารย์ เผยเหตุผลว่า ...
ความที่เราไม่เคยทำอะไรที่มันไม่ดี ไม่เคยพูดโกหก ไม่เคยเอาเปรียบ ตลอดเวลาเราจะอยู่กับเขาตลอด และความที่เด็กในทีมส่วนมากจะไม่มีพ่อ มีแต่แม่ เราก็จะบอกว่า อาจารย์เป็น"พ่อ"นะ จะทำอะไรก็แล้วแต่มาปรึกษาได้ เวลาเขามีปัญหาก็จะวิ่งมาหาได้เลย เพราะเราก็อยู่กับเขาตลอด แต่ก็ยอมรับว่าว่าเป็นโค้ชที่เฮี้ยมนะ ถ้าผิดก็ลงโทษ แต่เด็กไม่เกลียด

การที่เด็กๆ จากนักฟุตบอลมาเป็นนักแสดง ในสายตาอาจารย์เป็นไงบ้าง
เราก็มองว่ามันเป็นงานนอกเวลา เป็นเกม อยากให้เขาได้กล้าแสดงออกและโชคจะเป็นของคนที่กล้าเสมอ แล้วทำให้เด็กๆได้สตางค์ด้วย ซึ่งเราก็ทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง เมื่อเวลาเขาให้แสดงเราก็แสดงตามที่ผู้กำกับบอก เมื่อเด็กๆเห็นเขาก็จะเลียนแบบเรา

ถามถึงการแสดงคิดว่าการแสดงยากหรือไม่
ถามว่ายากมั้ย เราก็ไม่ใช่นักแสดงนะ มันก็ไม่ง่ายเท่าไหร่ แต่เมื่อตกลงจะเล่นแล้วก็เป็นคนที่ต้องทำให้ได้ และต้องเต็มที่ ซึ่งในเรื่องนี้มีทั้งบทเศร้าโศก อารมณ์ขัน อารมณ์ดีใจ เราต้องแสดงทุกอารมณ์โดยเฉพาะบทเศร้าก็ถึงกับต้องร้องไห้น้ำตาไหลพราก เราก็ต้องแสดงมันไม่ใช่มาเล่นๆ เพราะเป็นเรื่องชีวิตจริงที่ตอนนั้นรันทดมาก เมื่อเจอคำสั่งย้าย 24 ชั่วโมงเพราะไปขัดคำสั่งผู้บริหาร ก็เลยต้องออกจากบ้านพักครู ขนของใส่รถกระบะคันเก่าๆ ไปพร้อมกับลูกเมีย โดยยังไม่รู้จะไปทำงานที่ไหน จากวันนั้นก็ดั้นด้นมาตลอดจนถึงวันนี้ ซึ่งในหนังจะมีเล่าถึงประเด็นนี้ ตอนแสดงเมื่อนึกถึงภาพอดีตก็ทำให้ร้องไห้ออกมาเองเลย เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเรานะ

สำหรับความคาดหวังในความสำเร็จ รายได้ของหนังเรื่องนี้
อาจารย์มองว่าน่าจะออกมาได้ดี เพราะเรื่องนี้อาจารย์สกล แสดงเต็มๆ แล้วบทเป็นตัวเอง ขนาดเรื่องปอปดิ๊บดิบ เราแสดงแค่ 5 วินาที ยังทำรายได้ 10 กว่าล้าน แล้วหนังเรื่องนี้มันเป็นกระแสความรู้สึกของคนดูเขาก็อยากรู้ว่ามันจะจบแบบไหน ชีวิตของอาจารย์สกล จะเป็นยังไง กว่าจะมาเป็น...โค้ชรถขนฝัน... มันยุ่งยากขนาดไหน ผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้างใน ชีวิตของเหล่าเด็กๆกว่าจะมีวันนี้มันต้องแลกด้วยอะไรในหนังเรื่องนี้มีคำตอบที่อยากให้แฟนๆมาชมกันครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

