เอกนิติ ขีดเส้น 1 เดือน จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ตั้งมาตรฐานขั้นต่ำ คุมไฟฟ้า-น้ำ-ผังเมือง-สิ่งแวดล้อม ยันประชาชนไม่กังวลผลกระทบ

4 กันยายน 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 ว่า รัฐบาลกำหนดกรอบภายใน 1 เดือน ต้องมีนโยบายและมาตรฐานขั้นต่ำในการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบให้ชัดเจน โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายให้คณะกรรมการฯ จัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ใช่เพื่อปิดกั้นการลงทุน แต่เพื่อเปลี่ยนจากระบบต่างหน่วยต่างอนุมัติ ไปสู่ยุทธศาสตร์ระดับประเทศ ให้การลงทุนเดินหน้าได้ โดยประชาชนไม่ต้องรับผลกระทบ

นายเอกนิติ กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ แต่ที่ผ่านมาไทยยังไม่มียุทธศาสตร์กลาง หลายโครงการไปขออนุญาต ขอใช้ไฟ ขอใช้น้ำ หรือขอส่งเสริมการลงทุนกับหลายหน่วยงาน ทำให้ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่เห็นภาพรวมเดียวกัน ดังนั้น ที่ประชุมจึงสั่งให้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง และอยู่ระหว่างรอพิจารณา เพื่อทำ Dashboard กลางให้หน่วยงานรัฐเห็นสถานะเดียวกัน ทั้งข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ โครงข่ายไฟฟ้า ผังเมือง แหล่งน้ำ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
"คณะกรรมการฯ จะตั้งคณะทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจและความคุ้มค่าประเทศ ด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำ ไฟ และดิจิทัล ด้านพื้นที่ อาคาร และผังเมือง และด้านสิ่งแวดล้อม โดยทุกชุดต้องเสนอทั้งมาตรฐานขั้นต่ำและกรอบนโยบายภายในสัปดาห์หน้า ก่อนสรุปนโยบายทั้งระบบภายใน 1 เดือน" นายเอกนิติ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลักการสำคัญคือการกำหนด Minimum Requirement หรือมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผังเมือง อาคาร ความปลอดภัย น้ำ ไฟ และความมั่นคงของระบบดิจิทัล โดยมาตรฐานนี้จะนำไปใช้กับทุกโครงการ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว กำลังก่อสร้าง และโครงการใหม่ในอนาคต โดยไม่ใช่ว่าโครงการที่ได้รับอนุญาตไปแล้วจะไม่ต้องทำตามมาตรฐานใหม่ เพราะมาตรฐานดังกล่าวเป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โครงการที่ดำเนินการแล้วอาจต้องมีช่วงเวลาปรับตัว ส่วนโครงการที่ยังไม่เริ่มต้องรอมาตรการใหม่ให้ชัดเจนก่อน
ทั้งนี้ หลังจากผ่านมาตรฐานขั้นต่ำแล้ว โครงการใหม่จะต้องแข่งขันกันเสนอประโยชน์สูงสุดให้ประเทศไทย ไม่ใช่ดูเพียงขนาดเงินลงทุน แต่ต้องตอบได้ว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้คนไทย เชื่อมยุทธศาสตร์ AI ใช้ดิจิทัลคอนเทนต์ไทย สนับสนุนเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการไทย และเป้าหมาย Net Zero อย่างไร
“ประชาชนไม่ต้องกังวล รัฐบาลไม่ได้หยุดการลงทุน แต่จะทำให้การลงทุนมีมาตรฐานขั้นต่ำ ไม่กระทบประชาชน ทั้งเรื่องน้ำมัน เสียง สิ่งแวดล้อม และทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด สิ่งที่เคยกระจัดกระจายจะถูกบูรณาการให้เห็นภาพเดียวกันภายใน 1 เดือน” นายเอกนิติ กล่าว

ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการฯ กล่าวว่า การประชุมครั้งแรกมีเป้าหมายสำคัญคือจัดระเบียบการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกันมากขึ้น เพราะข้อมูลและอำนาจกำกับดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ในหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน
ทั้งนี้ ในส่วนของดีอี ได้รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาจัดทำ Dashboard แบบ Live รวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ ผังเมือง และข้อมูลประกอบอื่นเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดขึ้น ต่อจากนี้ ข้อมูลด้านกฎ ข้อบังคับ และสถานะโครงการจะถูกนำมารวมไว้ใน Dashboard เดียว เพื่อให้หน่วยงานรัฐเข้าใจตรงกัน ติดตามสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ชัดเจน ทั้งโครงการที่กำลังจะสร้างและโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการกำกับดูแลในระยะต่อไป
ส่วน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ กล่าวว่า ปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการ ในจำนวนนี้ผ่านการส่งเสริมของบีโอไอเพียง 11 โครงการ ส่วนที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมี 49 โครงการ และมีผู้สนใจหรือรอพิจารณาอีกประมาณ 117 โครงการ โดยคณะกรรมการฯ จะพิจารณากำหนดเส้นแบ่งขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับเข้มข้น และจะจัดให้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นประเภทธุรกิจเฉพาะ เพื่อให้การอนุญาต การติดตามข้อมูล และการกำกับดูแลมีความชัดเจนมากขึ้น

ทางด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานจะกำกับ 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การกำหนดค่าไฟเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เกณฑ์ไฟสะอาด ระบบสำรองไฟ และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผู้ใช้ไฟปริมาณมาก โดยค่าไฟสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ต้องสะท้อนต้นทุนจริง รวมถึงภาระจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟสูงขึ้น โดยจะแยกประเภทผู้ใช้ไฟดาต้าเซ็นเตอร์ออกมา ไม่ให้การใช้ไฟของธุรกิจนี้มากระทบค่าไฟประชาชน บ้านเรือน ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมอื่น
นอกจากนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีเกณฑ์ไฟสะอาดที่ไม่เป็นตัวถ่วงเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ต้องมีระบบสำรองไฟที่ปลอดภัย ไม่กระทบชีวิตและทรัพย์สินประชาชน และต้องเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าโดยไม่ทำให้โครงข่ายเสียเสถียรภาพ หรือกระทบผู้ใช้ไฟในพื้นที่ใกล้เคียง

ด้าน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยจะดู 3 เรื่องหลัก คือ ผังเมือง การให้บริการไฟฟ้า และการให้บริการน้ำ พร้อมยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการไฟฟ้าและน้ำแก่ประชาชน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง จนกว่ามาตรการใหม่จะชัดเจน
ส่วน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้อง 6 โครงการ เปิดดำเนินการแล้ว 3 โครงการ และยังไม่อนุมัติ 3 โครงการ โดยโครงการที่เปิดแล้วจะลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มข้น เพื่อดูผลกระทบ ความเดือดร้อน และใช้เป็นบทเรียนให้คณะกรรมการฯ ส่วนโครงการที่เหลือให้ชะลอไว้ก่อน
ทั้งนี้ การมีนิยามและแนวทางกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในหลายด้าน ทั้งผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ระยะเว้นระยะร่นที่เหมาะสม ความพร้อมเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงสำรอง ความปลอดภัย รวมถึงความพร้อมของระบบน้ำและไฟในพื้นที่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

