เทวฤทธิ์ บุก กกต. คาใจมีชื่อถูกร้องฮั้ว สว.แต่ไม่เคยถูกเรียกสอบ รับร่วมวง จูปิเตอร์ ยันไร้จัดเลี้ยง-ไร้เส้นเงินแบบน้ำเงิน

สว.เทวฤทธิ์ บุก กกต. ทวงถามข้อกล่าวหา คดีฮั้ว สว. มึนมีชื่อถูกยกคำร้อง ทั้งที่ไม่เคยเรียกสอบ ยัน จูปิเตอร์ ไร้จัดเลี้ยง-ชี้ระบบบีบให้ฮั้ว แต่ต่างจากสีน้ำเงินที่ไม่มีเส้นเงิน เจ้าตัวบอกฉุน แสวง โยนบาปศาลปกครอง
เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เพื่อขอความเป็นธรรมและทวงถามรายละเอียดข้อเท็จจริง หลังพบรายชื่อของตนเอง (ลำดับที่ 361) รวมถึง น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ปรากฏอยู่ในเอกสารข่าว กกต. ที่เปิดเผยผลมติสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งมีผู้ถูกร้องมากถึง 427 คน ไม่ใช่ 229 คนตามข่าวเดิม โดยข้อหาที่ระบุคือความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3) เรื่องการจัดเลี้ยงหรือรับว่าจะจัดเลี้ยง และสำนวนอื่นๆ แม้สุดท้าย กกต. จะมีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้องก็ตาม
นายเทวฤทธิ์ เปิดเผยว่า ตนเดินทางมาขอทราบรายละเอียดว่าข้อกล่าวหาและเหตุการณ์ที่นำมาเชื่อมโยงคืออะไร เพราะตลอดกระบวนการตนไม่เคยได้รับการติดต่อ หมายเรียก หรือการแจ้งข้อกล่าวหาให้ไปชี้แจงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งถือว่าขัดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. มาตรา 43 ในเรื่องกระบวนการสืบสวนไต่สวน ที่ระบุชัดว่าต้องเปิดเผยข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานโดยสรุปให้ผู้ถูกร้องทราบเพื่อเปิดโอกาสให้แก้ต่าง
"ในอดีตตนเคยมาชี้แจงกับ กกต. เพียงครั้งเดียวคดีถูกร้องเรื่องคุณสมบัติสื่อมวลชนอันเป็นเท็จ ซึ่งครั้งนั้นก็นำหลักฐานมายืนยันจน กกต. ยกคำร้องไปเมื่อปีก่อน ไม่เกี่ยวกับคดีฮั้วในครั้งนี้ แม้ครั้งนี้มติ กกต. จะออกมาเป็นคุณคือยกคำร้อง แต่กระบวนการที่ไม่เคยเรียกผู้ถูกร้องไปสอบสวนเลยถือว่ามีปัญหาความชอบธรรมอย่างมาก หากประธาน กกต. ไม่เปิดเผยว่ามีผู้ถูกร้องถึง 427 คน ตนก็คงไม่รู้ตัวเลยว่ามีชื่อโดนไปด้วย ถือเป็นการริดรอนสิทธิ์อย่างชัดเจน" นายเทวฤทธิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงภาพรวมการฮั้วเลือก สว. นายเทวฤทธิ์ กล่าวว่า หลายคนมองว่าระบบการเลือก สว. ชุดนี้ถูกออกแบบมาให้ต้องฮั้ว ซึ่งตนยอมรับในข้อเท็จจริงว่าโดยธรรมชาติของระบบมันบีบให้ผู้สมัครต้องมีการทำความรู้จักและแนะนำตัวกัน เพราะไม่มีทางที่อยู่ดีๆ คนที่ไม่รู้จักกันจะมาเลือกลูกคู่ให้ ขนาดอดีตนากยกรัฐมนตรีอย่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังตกรอบ
"การรวมตัวของฝั่งเราเป็นการรณรงค์อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยมีอุดมการณ์ร่วมกันคือเป้าหมายในการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อหวังให้ได้เสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 เข้าไปปลดล็อก ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่ร้อยเรียงคนที่มาเลือกด้วยกัน แต่ผลลัพธ์ก็ชัดเจนว่าไม่สามารถผูกมัดใครได้ เพราะไม่มีอามิสสินจ้าง และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้โหวตตามที่คุยกัน สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดความต่างระหว่างเรากับกลุ่มสีน้ำเงินอย่างสิ้นเชิงคือ 'เส้นเงิน' การรู้จักกันของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าใครผิดใครถูก แต่ต้องดูว่ามีการให้อามิสสินจ้าง การข่มขู่ หรือการหลอกลวงหรือไม่ ซึ่งต้องไปพิสูจน์กันด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์และเส้นเงิน" นายเทวฤทธิ์ ระบุ
สำหรับกรณีที่ถูกพยายามชี้เป้าว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ "ห้องจูปิเตอร์" อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายเทวฤทธิ์ ยอมรับว่า ตนได้เดินทางไปร่วมงานจริง และได้รับสายรัดข้อมือ (Wristband) ซึ่งจำสีชัดเจนไม่ได้ คาดว่าน่าจะเป็นสีฟ้าหรือสีเขียว โดยผู้จัดงานแบ่งสายรัดข้อมือออกเป็น 3 แบบ เพื่อแยกกลุ่มผู้สมัครที่ยังอยู่ในรอบระดับประเทศ กับผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว เพื่อให้ผู้ตกรอบมาพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจในการผลักดันคนมีศักยภาพเข้าไปแก้รัฐธรรมนูญ
ส่วนประเด็นที่ไม่ให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังและมีการฝากโทรศัพท์นั้น นายเทวฤทธิ์ ชี้แจงว่า เนื่องจากขณะนั้น กกต. ออกระเบียบข้อ 11 ห้ามผู้สมัครแนะนำตัวผ่านสื่อหรือโซเชียลมิเดีย ผู้จัดงานจึงต้องระวังไม่ให้มีการไลฟ์สดหรือบันทึกภาพจนถูกนำไปใช้เป็นเหตุร้องเรียนในภายหลัง ยืนยันว่าในงานไม่มีการจัดเลี้ยงอาหารหรือแม้แต่น้ำดื่ม ทุกคนต้องซื้อกินเองทั้งหมด และทราบว่าผู้จัดได้ทำหนังสือเชิญ กกต. มาร่วมสังเกตการณ์อย่างโปร่งใสแล้ว
นายเทวฤทธิ์ กล่าวถึงกรณี นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. เรียกร้องให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบว่า ตนขอขอบคุณและยกมือไหว้ ยินดีเข้าสู่การตรวจสอบของ กกต. ตามมาตรฐานเดียวกันอยู่แล้ว ไม่คิดหนีไปไหน ส่วนที่ถูกถามประชดเรื่องสัดส่วนสีส้ม-สีน้ำเงิน ตนมองว่ากลุ่มเสียงส่วนน้อยมีความหลากหลาย ไม่ได้โหวตไปทางเดียวกันทั้งหมด นอกจากนี้ นายเทวฤทธิ์ ยังได้กล่าวตอบโต้ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่เคยระบุว่าศาลปกครองเปิดประตูนรกจากการสั่งเพิกถอนระเบียบแนะนำตัว สว. จนทำให้ กกต. คุมการฮั้วไม่ได้ โดยยันว่า ศาลปกครองเพิกถอนเฉพาะข้อจำกัดเรื่องเอกสารแนะนำตัว แต่ไม่ได้อนุญาตให้นำโพยสั่งการเข้าไปในคูหา การที่ กกต. มาโยนความผิดให้ตนซึ่งเป็นผู้ฟ้องศาลปกครองจนกลายเป็นแพะนั้น ถือเป็นการโทษผิดฝาผิดตัว เพราะ กกต. มีอำนาจออกระเบียบมาควบคุมความเรียบร้อยได้เองแต่กลับไม่ทำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

