บีโอไอ ผนึกอาเซียน เร่งปั้นคนรับคลื่นลงทุนใหญ่

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวภายหลังเป็นผู้แทนรัฐบาลเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีเขตการลงทุนอาเซียน (ASEAN Investment Area Council) ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อกำหนดทิศทางส่งเสริมการลงทุนของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล โดยฝ่ายไทยเน้นย้ำถึงการยกระดับอาเซียน เพื่อเตรียมรับคลื่นลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมพร้อม ทั้งการพัฒนาบุคลากร วิจัยและพัฒนา (R&D) รวมทั้งการพัฒนาซัพพลายเชนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอาเซียน
นายนฤตม์ กล่าวว่า ในปี 2568 ภูมิภาคอาเซียนมีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ารวม 246,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 8.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% สูงกว่าการเติบโตของ FDI ทั่วโลก คิดเป็นสัดส่วนกว่า 15% ของ FDI รวมทั่วโลก ส่งผลให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับ FDI มากที่สุดและเติบโตรวดเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และมีมูลค่า FDI สูงกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเป็นครั้งแรก ตอกย้ำบทบาทที่เปลี่ยนไปของอาเซียนในฐานะหมุดหมายสำคัญของการลงทุนโลก
ขณะที่ไทยได้รับ FDI ไหลเข้ามูลค่ากว่า 6.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนในภาคบริการภาคการเงิน และภาคการผลิต ขณะที่การลงทุนด้านข้อมูลและการสื่อสารเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
ทั้งนี้ ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ชี้ว่า รูปแบบ FDI โลกและอาเซียนกำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ไปสู่การลงทุนสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Investment) มากขึ้น เช่น การลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากร การให้บริการทางเทคนิค และบริการสนับสนุนภาคธุรกิจในด้านต่างๆ โดยมีสัดส่วนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจาก 44% ช่วงปี 2548-2553 เป็น 64% ช่วงปี 2563-2568 และขยายตัวเร็วกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีตัวตนเกือบ 2 เท่า ขณะที่การลงทุนด้าน R&D ของอาเซียนยังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น สะท้อนโอกาสของอาเซียน รวมถึงไทย ในการดึงดูด FDI คุณภาพสูงที่ช่วยสร้างเทคโนโลยี นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มภายในภูมิภาคมากขึ้น
“ไทยและอาเซียนจำเป็นต้องเร่งพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัลขั้นสูง และวิศวกรรม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งเป็นภารกิจที่รัฐบาลและบีโอไอให้ความสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการ Skill Bridge ที่ช่วยพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม และมาตรการ Business Transformation ที่ช่วยหนุนผู้ประกอบการไทยนำเทคโนโลยีมาเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ไทยและอาเซียนพร้อมรับการลงทุนคุณภาพสูงอย่างเต็มศักยภาพ” นายนฤตม์ กล่าว
นายนฤตม์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้เห็นพ้องกับแนวทางองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ว่า การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในปัจจุบันไม่ควรพึ่งพาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการอนุมัติที่คล่องตัว กฎระเบียบที่ชัดเจน โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และบริการดูแลนักลงทุนครบวงจร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาฐานการลงทุนคุณภาพสูงในระยะยาว
ทั้งนี้ บีโอไอได้นำเสนอต่อที่ประชุมถึงความคืบหน้าในการยกระดับระบบนิเวศการลงทุนของไทย โดยเฉพาะกลไก Thailand FastPass ซึ่งมุ่งเร่งรัดกระบวนการอนุมัติให้เร็วกว่าเดิม 20-50% ตลอดจนประสานแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน เพื่อสนับสนุนให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือระดับภูมิภาคจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

