อดีตผู้พิพากษา เจาะลึก ฮั้ว สว. คดีเลือกตั้ง หรือ คดีรัฐธรรมนูญ? กางข้อกฎหมายไขช่องว่างกฎหมาย กกต.

วันที่ 23 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก "วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง" ในหัวข้อ "เจาะลึก “ฮั้ว สว.”: คดีเลือกตั้ง หรือ คดีรัฐธรรมนูญ? กางข้อกฎหมายไขช่องว่างกฎหมาย กกต."
ประเด็น “ฮั้วเลือก สว.” กำลังนำไปสู่คำถามสำคัญว่า หากมีหลักฐานอันควเชื่อได้ว่า มีขบวนการทำให้การเลือก สว. มิได้เป็นไปโยสุจริตหรือเที่ยงธรรม จะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลฎีกา หรือสามารถยกระดับขึ้นเป็น “ปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” จนอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญได้
เรื่องนี้ต้องแยกประเด็นนี้ออกจากกันให้ชัด
1. รัฐธรรมนูญมาตรา 107 กับ “การลงคะแนนลับ”
รัฐธรรมนูญมาตรา 107 วางโครงสร้างการได้มาซึ่ง สว. และมอบรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการเลือกให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
แต่ มาตรา 107 มิได้บัญญัติหลัก “การลงคะแนนโดยลับ” ไว้โดยตรง
หลักการลงคะแนนลับปรากฏอยู่ใน มาตรา 33 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งกำหนดให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาใช้วิธีลงคะแนนลับตามวิธีการที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนด
ดังนั้น หากพบว่ามีการฮั้วการเลือก สว. อย่างเป็นขบวนการเกือบทั่วประเทศหรือไม่ อันเป็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเลือก สว. โดยตรง ไม่ใช่ปัญหารัฐธรรมนูญโดยอัตโนมัติ
2. “ผิด พ.ร.ป. สว.” ไม่ได้แปลว่า “ขัดรัฐธรรมนูญ” โดยอัตโนมัติ
การจะนำเรื่องเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องมี ฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญ รองรับ การกล่าวว่า “การฮั้วลงคะแนนขัดหลักการลงคะแนนลับ” จึงยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นคดีรัฐธรรมนูญ เพราะบทบัญญัติที่กำหนดเรื่องการลงคะแนนโดยลับ คือมาตรา 33 แห่ง พ.ร.ป. สว.
คำถามจึงควรเป็นว่า
มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราใดที่ถูกละเมิดโดยตรง และบทบัญญัตินั้นให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัยในกรณีนี้หรือไม่?
ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ การนำปัญหาการฮั้วซึ่งเป็นเรื่องข้อเท็จจริงและการใช้บังคับ พ.ร.ป. สว. ไปเป็นคดีรัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นการขยายเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด
3. แล้วผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถเป็น “ประตู” ไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่?
ประเด็นนี้ก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน มาตรา 37(4) แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 กำหนดว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน ห้ามรับเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระอื่น หรือที่องค์กรอิสระอื่นรับไว้ดำเนินการแล้ว
แม้กฎหมายจะไม่ตัดอำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินในการขอทราบผลการพิจารณาขององค์กรอิสระนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำหน้าที่เป็น “องค์กรอุทธรณ์” เหนือ กกต. ได้
เรื่องการทุจริตหรือฮั้วในการเลือก สว. เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้ กกต.มีหน้าที่และอำนาจโดยตรง
ดังนั้น หาก กกต.มีคำวินิจฉัยยุติเรื่องแล้ว จะไม่สามารถสรุปง่าย ๆ ว่า บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ อันเป็นกระบวนการสามารถร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ผ่านกลไกผู้ตรวจการแผ่นดิน ตาม พรป. ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2561
4. แตกต่างจากกรณี Barcode/QR Code ในการเลือกตั้ง สส.
ประเด็นนี้เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน กรณี Barcode หรือ QR Code ของบัตรเลือกตั้ง สส. มีการตั้งคำถามในระดับว่า ระบบหรือวิธีการจัดการเลือกตั้งอาจกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยตรงหรือไม่
จึงเป็นการตั้งคำถามในลักษณะ “การจัดการเลือกตั้งของรัฐขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่?”
ขณะที่ “ฮั้ว สว.” เป็นโจทย์อีกแบบหนึ่ง คือ “เลือก สว.” เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. หรือไม่?”
สองเรื่องนี้จึงไม่ควรนำมาเทียบกัน
กรณีหนึ่งตั้งคำถามถึง ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของระบบหรือการจัดการเลือกตั้ง อีกกรณีหนึ่งตั้งคำถามถึง พฤติการณ์ของบุคคลและการใช้บังคับ พ.ร.ป. สว.
5. แล้วใครมีหน้าที่ตรวจสอบกรณี “ฮั้ว สว.”?
รัฐธรรมนูญได้ออกแบบกลไกไว้แล้ว เมื่อมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดทุจริตในการเลือก หรือมีพฤติการณ์ทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.มีหน้าที่ดำเนินการตามอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา
กกต.มีหน้าที่คัดกรองพยานหลักฐาน ส่วนศาลฎีกามีหน้าที่พิจารณาคดีตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด
คำว่า “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ก็ไม่ใช่มาตรฐานเดียวกับการพิสูจน์ความผิดจนสิ้นสงสัย หากกฎหมายกำหนดให้ กกต.ส่งเรื่องเมื่อถึงเกณฑ์ดังกล่าว ก็ไม่ควรนำมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดทางอาญามาใช้แทน
6. คำถามที่สำคัญอีกคำถามหนึ่งคือ “มีกระบวนการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. หรือไม่ เพียงใด?”
โดยที่ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 4 (2) ไม่ให้นำ พ.ร.บ. นี้ไปใช้บังคับแก่องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ และรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีบทบัญญัติให้มีกระบวนอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. ไว้
ส่วน พรป. สว มาตรา 44 บัญญัติให้มีการคัดค้านคำสั่งของ กกต., ผู้อำนวยการการเลือก หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้สมัครในระดับอำเภอ หรือผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาภายใน 3 วันนับแต่วันที่มีการออกคำสั่ง ศาลฎีกาต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันเลือกไม่น้อยกว่า 1 วัน เมื่อถึงวันเลือก ถ้าศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัย ก็ให้ดำเนินการเลือกต่อไป ส่วนคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ออกมาภายหลังไม่มีผลกระทบต่อการเลือกที่ดำเนินการไปแล้ว (มาตรา 22 วรรคสอง)
ฝากความหวังให้ศาลฎีกาพิจารณาคลี่คลายปัญหานี้เมื่อต้องเผชิญในอนาคต
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
23/9/69
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

