ไทยพีบีเอส มีสะดุ้ง! ภูมิใจไทยชงแก้กฎหมาย เปลี่ยนแหล่งเงินทุนจากภาษีบาป สู่งบประมาณฯปกติ

1 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า ขณะนี้ สส.พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และมือกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยฯ พ.ศ.2551 หรือ ไทยพีบีเอส ที่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส ฉบับที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ.2551 เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 30 กันยายน ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎร https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php?id=629
โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่เป็นร่างการเงิน ระบุหลักการและเหตุผล ในการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้ คือ (1) แก้ไขเพิ่มเติมทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 (1)) (2) ยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (ยกเลิกมาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 16)
ส่วนเหตุผลในการเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ให้เหตุผลว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมาย ว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 บัญญัติว่าการเสนอกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในกฎหมาย เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้นหรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีการจัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แม้มาตรา 82 ของกฎหมายดังกล่าวจะบัญญัติว่าบทบัญญัติมาตรา 26 มิให้ใช้บังคับกับกฎหมายที่กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้และยังมีผลใช้บังคับอยู่ก่อน วันที่พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มีผลใช้บังคับ แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติสำหรับใช้เฉพาะกาล สมควรยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับหลักการ รักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 โดยเฉพาะบทบัญญัติของกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้นำเงินรายได้จากผู้มีหน้าที่เสียภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุราและยาสูบเป็นเงินบำรุงโดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นมาตรฐานเดียวกัน
"จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยมีสาระสำคัญคือการเปลี่ยนแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี"
ทั้งนี้ พบว่า ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 มีด้วยกัน 4 มาตรา ดังนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่..) พ.ศ. ....
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2570 เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความใน (1) ของมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(1) เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
มาตรา 4 ให้ยกเลิกมาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551
สำหรับประเด็นเพื่อรับฟังความคิดเห็น
1. ท่านเห็นด้วย หรือไม่ กับการแก้ไขเพิ่มเติมทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 (1))
2. ท่านเห็นด้วย หรือไม่ กับการยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงองค์การที่ได้รับตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ (ยกเลิกมาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 16)
3. ท่านเห็นว่าพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีปัญหาในการบังคับใช้หรือไม่ อย่างไร และการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใด
4. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่น ๆ
โดยก่อนหน้านี้ เคยมีกระแสข่าวเกี่ยวกับแนวคิดของคนในฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการให้มีการควบรวม บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กับ ไทยพีบีเอส แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ในสังกัดกระทรวงการคลัง ที่อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างของรัฐวิสาหกิจ 8 แห่ง ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

