ศุภชัยโต้ 6 องค์กรสื่อ! ยันแก้กฎหมายไทยพีบีเอส ไม่ใช่คุมสื่อ ชูหลักอิสระต้องโปร่งใส

4 ตุลาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คำชี้แจงต่อแถลงการณ์ 6 องค์กรวิชาชีพสื่อ
“ความเป็นอิสระของสื่อ ต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ”
ผมเคารพความเห็นและความห่วงใยขององค์กรวิชาชีพสื่อทั้ง 6 องค์กรต่อการแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส และเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยปราศจากการแทรกแซง
แต่สิ่งที่ต้องแยกออกจากกันให้ชัด คือ “ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ” กับ “รูปแบบการจัดหาและบริหารเงินสาธารณะ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
รัฐบาลไม่เคยกลัวการตรวจสอบ ทุกวันนี้สื่อทั้งของรัฐ เอกชน และสื่อออนไลน์ ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไทยพีบีเอสไม่ใช่สื่อเพียงแห่งเดียวที่สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ และความเป็นอิสระก็ไม่ใช่สิ่งที่สื่อสำนักใดสำนักหนึ่งจะผูกขาดไว้ได้ เพราะ ความเป็นอิสระคือหลักพื้นฐานของวิชาชีพสื่อทุกสำนัก
ดังนั้น การเสนอปรับเปลี่ยนระบบรายได้ของไทยพีบีเอส จึงไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องว่า “ถ้าเปลี่ยนระบบเงิน เท่ากับรัฐบาลต้องการควบคุมสื่อ” โดยอัตโนมัติ ประเด็นที่ควรพิจารณาจริง ๆ คือ ระบบใดจะรักษาความเป็นอิสระของสื่อไว้ได้ พร้อมกับทำให้การใช้เงินสาธารณะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของประเทศ
ที่สำคัญ ผมเห็นด้วยกับข้อความในแถลงการณ์ของ 6 องค์กรเองที่ระบุว่า วินัยการเงินการคลังของรัฐกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะสามารถดำเนินควบคู่กันได้ และยังเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนทั้งบทบาท พันธกิจ โครงสร้างการบริหาร การจัดสรรทรัพยากร คุณภาพเนื้อหา ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ
นี่คือประเด็นที่ควรพูดกันอย่างตรงไปตรงมา
หากเรายืนยันว่าไทยพีบีเอสเป็น “สื่อของประชาชน” ก็ยิ่งต้องยอมรับว่า เงินที่นำมาใช้ดำเนินงานคือเงินที่มีที่มาจากระบบสาธารณะ และประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่าถูกใช้ไปอย่างไร มีประสิทธิภาพเพียงใด และกลไกการจัดสรรเงินที่ใช้อยู่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันหรือไม่
การตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การคุกคามเสรีภาพสื่อ และการแก้ไขกฎหมายก็ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นการแทรกแซงกองบรรณาธิการ หากไม่มีบทบัญญัติหรือกลไกที่ให้อำนาจฝ่ายการเมืองเข้าไปกำหนดเนื้อหาข่าว
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับประโยคสำคัญในตอนท้ายของแถลงการณ์ที่ว่า
“การรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะมิใช่การปกป้ององค์กรใดองค์กรหนึ่งจากการตรวจสอบ”
นี่ต่างหากคือหลักการที่ควรยึดร่วมกัน
สื่อมีสิทธิตรวจสอบรัฐบาล รัฐบาลต้องยอมรับการตรวจสอบ และในขณะเดียวกัน องค์กรสื่อที่ใช้ทรัพยากรสาธารณะก็ต้องยอมรับการตรวจสอบจากประชาชนเช่นเดียวกัน
เพราะความเป็นอิสระที่แท้จริง มิได้หมายถึงการเป็นอิสระจากการตรวจสอบ แต่หมายถึง การเป็นอิสระจากการแทรกแซง พร้อมกับมีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน
ดังนั้น อย่าทำให้เรื่องนี้กลายเป็นการเลือกระหว่าง “เสรีภาพสื่อ” กับ “วินัยการคลัง” เพราะประเทศไทยสามารถและควรมีทั้งสองอย่างพร้อมกัน
เราต้องการสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ — และในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องการระบบการใช้เงินสาธารณะที่โปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้เช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

