สถาบันยุวทัศน์ฯ เดือด! ฟาดกลับ หมอเอก ปมงบ สสส. จี้นายกฯ สอบพฤติกรรม ปลดพ้นเก้าอี้โฆษกรัฐบาล

5 ตุลาคม 2569 จากกรณีที่ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยแพร่เนื้อหาในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ Facebook ชื่อ "หมอเอก Ekkapob Pianpises" ระบุว่า "สถาบันยุวทัศน์ฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สสส.แบบใด รวมถึงไม่พบสถานะตามกฎหมายของสถาบันยุวทัศน์ฯ" จนสร้างความสับสนให้ประชาชน และสร้างความเสียหายต่อการดำเนินงานของสถาบันยุวทัศน์ฯ นั้น
ล่าสุด นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) กล่าวว่า ขอชี้แจงว่า ยท.ได้รับการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลประเภท "มูลนิธิ" ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2568 แม้ว่าก่อนหน้านี้ ยท.ไม่ได้มีสถานะเป็นนิติบุคคล โดยดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง 15 ปี แต่ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นองค์กรเครือข่ายทางวัฒนธรรม ตาม พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2553 ก่อนจะมีการแจ้งความประสงค์ขอถอดถอนจากการเป็นองค์กรเครือข่ายทางวัฒนธรรม ต่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เนื่องจากบทบาท ภารกิจขององค์กร ไม่สอดคล้องต่อการทำงานตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งก่อนขึ้นทะเบียนเป็นมูลนิธิสถาบันยุวทัศน์ประเทศไทย ก็ปฏิบัติงานภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 42 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชน หรือหมู่คณะอื่น ซึ่งในกรณีนี้ ยท.เป็นการรวมกลุ่มของคนรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมทางด้านการศึกษา ความเสียสละ ศักยภาพการบริหารงาน เพื่อช่วยรัฐทำบริการสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นายพชรพรรษ์ กล่าวต่อว่า เมื่อถามว่า ยท.ได้รับงบประมาณจาก สสส.ด้วยวิธีใด กรณีก่อนเป็นนิติบุคคล ก็รับงบประมาณในนามบุคคลธรรมดา เพราะ สสส.เขาเปิดกว้างให้ประชาชนและองค์กรทุกภาคส่วนสามารถขอรับการสนับสนุนโครงการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่สังคมได้ ตามข้อบังคับของกองทุน สสส. แต่ไม่ได้ให้แบบเหมาจ่ายเหมือนการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการ เพราะเมื่อนำเงินที่ได้รับการสนับสนุนไปใช้จ่ายแล้วก็ต้องจัดให้มีการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ โดยผ่านการจ้างผู้ตรวจสอบบัญชีรับใบอนุญาต (CPA) ที่เข้ามาตรวจสอบก่อนเบิกจ่ายเงินในงวดถัดไป หากเอกสารไม่สมบูรณ์ก็ต้องมีการแก้ไขปรับปรุง หรือกรณีจ่ายผิดระเบียบก็ต้องถูกเรียกเงินคืนเช่นเดียวกันกับหน่วยงานราชการ และปัจจุบันเป็นนิติบุคคลแล้ว ก็รับทุนในนามมูลนิธิ ซึ่งมีขั้นตอนการพิจารณางบประมาณ รูปแบบการใช้จ่าย ที่ไม่แตกต่างจากบุคคลธรรมดาด้วย
"เป็นที่น่าสงสัยว่าทำไม นายเอกภพ ถึงโจมตี ยท.มาอย่างต่อเนื่อง หรืออาจเป็นเพราะ ยท.มีผลงานโดดเด่นด้านป้องกันนักสูบหน้าใหม่ ไม่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกกฎหมาย ซึ่ง ยท.เป็นหัวเรือสำคัญเฝ้าระวังร้านบุหรี่ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ นำมาสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดจำนวนมาก จนร้านค้าบุหรี่ไฟฟ้าใน กรุงเทพฯ แบบมีหน้าร้านหายไปแทบทั้งหมด จึงไม่แน่ใจว่างานที่ ยท.ทำเหล่านี้ขัดแย้งกับความคิดความเชื่อมของนายเอกภพหรือไม่? เพราะปรากฏภาพข่าวในสื่อออนไลน์ว่า ท่านเคยมีป้ายหาเสียงที่ประกาศนโยบายสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าด้วย ทุกท่านสามารถสืบค้นจากภาพข่าวในอดีตได้ เช่น ภาพข่าวเมื่อวันที่ 11 ก.พ.2566 ที่โพสต์ในข้อความว่า จะยกเลิก พ.ร.บ.ควบคุมยาสูบ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย และแก้ พ.ร.บ.สสส.เป็นต้น" นายพชรพรรษ์ กล่าว
นายพชรพรรษ์ กล่าวอีกว่า ยท.จึงวิงวอนมายัง ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาพฤติกรรมของบุคคลนี้ เพราะอาจสร้างความเสียหายและทำลายความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล และอาจมีความคิดความเชื่อที่ ขัดแย้งต่อนโยบายที่ท่านนายกฯ ที่แสดงความมุ่งมัดชัดเจนว่าคัดค้านการเปิดเสรีบุหรี่ไฟฟ้ามาโดยตลอด และขอเสนอให้ท่านนายกฯ พิจารณาหาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และมีวุฒิภาวะที่เหมาะสมมากกว่าเข้ามาทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลแทน
ด้าน ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีที่โฆษกรัฐบาลตั้งคำถามกับการทำงานของ สสส.กรณีการปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ปี 2560 ที่เปลี่ยนจากภาษีอัตราเดียวที่ไทยใช้มาตลอด เป็น 2 อัตรา จนทำให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติลดราคาบุหรี่ กระทบต่อรายได้การยาสูบแห่งประเทศไทย ชาวไร่ยาสูบนั้น ตนมองว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากต้องเข้าใจก่อนว่า โดยหลักภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) เป็นการจัดเก็บและจัดสรรภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน เช่นด้านสุขภาพเป็นหลัก โดยอาจมีที่มาจากภาษีบาป (Sin Tax) ซึ่งจัดเก็บภาษีจากสินค้าทำลายสุขภาพ โดยหลักการใช้ภาษีบาปของประเทศต่างๆ มีจุดประสงค์เพื่อทำให้คนตระหนักและปรับพฤติกรรมการชีวิตให้มีสุขภาพ สุขภาวะที่ดีขึ้นอยู่แล้ว
"ดังนั้น หากมองว่า ผลงานของ สสส.ทำให้คนสูบบุหรี่น้อยลง ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้น้อยลง ควรเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องแย่ไม่ใช่หรือ? หรือโครงการใดๆ ที่ สสส.สนับสนุนให้ประชาชนดูแลสุขภาพดีขึ้น ส่งผลให้บริโภคสินค้าที่ทำลายสุขภาพ ทั้งบุหรี่ สุรา น้อยลง ถือว่าเป็นเรื่องดี" ศ.นพ.มานพ กล่าว
ศ.นพ.มานพ กล่าวว่า ถ้าการทำงานของ สสส.ส่งผลให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลดลงด้วยเหตุผลข้างต้น ถือเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนด้วยซ้ำ เพราะแม้ว่ารัฐจะจัดเก็บรายได้จากบุหรี่และสุราน้อยลง แต่รัฐจะมีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคที่เกิดจากเหล้า บุหรี่ ในระยะยาวลดลงด้วย และภาระการรักษาโรคเหล่านี้สูงกว่าภาษีที่ได้มาก ส่วนเรื่องการปล่อยให้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้าเติบโตตามที่โฆษกรัฐบาลโพสต์ข้อความในเฟชบุ๊กนั้น เป็นหน้าที่การบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลไม่ใช่หรือ ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรสุขภาพที่จะไปไล่จับเขา เพราะ สสส. ไม่มีอำนาจหน้าที่จะไปจับกุมหรือดำเนินคดีใครได้ และกังวลว่า การสื่อสารแบบนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิด และเอา "สสส.มาเป็นแพะหรือไม่?"
"หากโฆษกรัฐบาลจะตั้งคำถามเรื่องกระบวนการใช้จ่ายเงิน การบริหารจัดการงบประมาณ เช่น การนำเงินไปใช้จ่าย และมีบุคคลเพียงบางกลุ่มอย่างเอ็นจีโอที่ได้ประโยชน์ รัฐก็ควรไปปรับปรุงเรื่องระบบการตรวจสอบ และความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ ไม่ใช่เรื่องของการแก้กฎหมายการกำหนดที่มาของเงิน ด้วยการทำลาย Earmarked Tax" ศ.นพ.มานพ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

