‘สว.ประพนธ์’ กังขา กองทุน สสส. ใช้เงินอุดหนุนลงทุน ‘สินทรัพย์-หาประโยชน์’ 'พัฒนา' แจงยึดตามกม.

‘สว.ประพนธ์’ กังขา ‘กองทุน สสส.’ ใช้เงินอุดหนุนลงทุน ‘สินทรัพย์-หาประโยชน์’ ผลงาน ไม่คุ้มเงิน ยังพบคนติด ‘สุรา-ยาสูบ-บุหรี่ไฟฟ้า’ เพิ่ม เทียบเคส ’ไทยพีบีเอส‘ ออกระเบียบขัดกฎหมายแม่บท ด้าน ‘รมว.สาธารณสุข’ แจงตามกฎหมาย สสส. ลงทุนหาประโยชน์ได้ ตามการกำกับ ล่าสุดโยกเงินฝาก บช.ออมทรัพย์แทน จ่อปรับการทำงาน ปรับใช้ KPI กระทรวงสธ. เตรียมถกบอร์ดเปิดเผยการใช้เงินต่อสาธารณะ
วันที่ 5 ตุลาคม 2569 เมื่อเวลา09.40น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของนพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เรื่องการใช้เงินกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายหรือไม่ ตั้งถามนายกรัฐมนตรี แต่นายกฯ มอบหมายนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข มาตอบกระทู้แทน
โดยนพ.ประพนธ์ กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ. สสส. พ.ศ.2544 หลังจากที่พบว่ามีการนำงบอุดหนุนไปลงทุนในสินทรัพย์ เพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทน ขณะเดียวกันการได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีสุรา และยาสูบ ปีละ 4,000 ล้านบาท ถูกตั้งคำถามว่าได้ใช้ไปเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน การดูแลสุขภาพหรือไม่ เพราะปัจจุบันยังพบแนวโน้มการติดสุรา ยาสูบ และ บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น
นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จากข้อมูลด้านการเงินของกองทุน สสส. ยังคงมีเงินสะสมและเงินคงเหลือจำนวนมากต่อเนื่องหลายปี และมีการนำเงินดังกล่าวไปลงทุนผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซึ่งในตราสารทุนและตราสารหนี้เป็นจำนวนเงินหลายพันล้านบาท ทั้งที่เป็นเงินภาษีที่รัฐจัดสรรให้เพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ควรนำไปเพื่อภารกิจสาธารณะโดยตรงหรือควรนำไปสะสมหรือแสวงหาผลตอบแทนในตลาดเงิน จึงเกิดข้อพิจารณาว่าการตีความอำนาจดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงการนำเงินกองทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนและความเสี่ยงในการสูญเสียเงินก้อนนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่ ต่อมาคณะกรรมการกองทุนได้ออกข้อบังคับกองทุนพ.ศ.2562 ข้อ8(6) ระบุให้สำนักงานกองทุนอาจจัดหาผลประโยชน์โดยการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน โดยมอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเป็นผู้บริหารจัดการ
นพ.ประพนธ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาบรรทัดฐานทางกฎหมายจากความเห็นของกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1439/2560 ในกรณีองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS โดยมีโครงสร้างรายได้จากภาษีจัดสรรลักษณะเดียวกัน ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้วินิจฉัยการที่องค์กรออกระเบียบภายในเพื่อนำเงินไปลงทุนในกองทุนหุ้นกู้เอกชน เป็นการดำเนินการที่กฎหมายแม่บทไม่ได้ให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้ง และถือเป็นการออกระเบียบที่ขัดต่อกฎหมายแม่บท แม้ในกรณีของ สสส.จะยังไม่มีการวินิจฉัยโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาตามบรรทัดฐานดังกล่าว ย่อมมีเหตุอันควรตั้งข้อสังเกตว่าการนำเงินภาษีจัดสรรไปลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้เอกชน อาจจะเป็นประเด็นที่ต้องมีการตีความตามกฎหมายอย่างรอบด้าน
นพ.ประพนธ์ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น จึงขอถามว่ารัฐบาลประเมินว่าการจัดเก็บภาษีสุรา ยาสูบ ให้กับกองทุนสสส. เหมาะสมกับภารกิจ และการดูแลสุขภาพของประชาชนหรือม่ รวมถึงได้กำกับการใช้เงินให้เป็นรูปธรรม มีผลลัพธ์ มีความโปร่งใส และจะเปิดเผยข้อมูลรายได้ สะสมเงิน ลงทุนผลตอบแทนใช้จ่ายเงินลงทุนหรือไม่
ด้านนายพัฒนา ชี้แจงว่า ความแตกต่างระหว่างการบริหารกองทุนหมุนเวียนสสส. กับไทยพีบีเอส คือ กฎหมายที่จัดตั้งกองทุนสสส. ตามกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ในลักษณะของกองทุน ส่วนของไทยพีบีเอส จัดตั้งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 ในลักษณะขององค์การ โดยสสส. มีกฎหมายเฉพาะของกองทุน และกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียนใช้ประกอบกัน ส่วนไทยพีบีเอส ใช้กฎหมายจัดตั้งองค์การ เป็นฐานหลักในการบริหารทุนทรัพย์สินและรายได้ขององค์การ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันทาง สสส. ได้มีการขอยืนยัน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในมุมมองและความสามารถในการนำไปลงทุนสำหรับทรัพย์สินที่เป็นสภาพคล่องที่รอการใช้ ซึ่งทางรัฐบาลมีการระมัดระวังที่ได้มอบหมายให้ทางสสส. ใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เคร่งครัดในการตีความข้อความการหาผลประโยชน์ โดยไม่ให้กองทุนสสส. ใช้เงินสภาพคล่องไปหาผลประโยชน์หรือหาผลตอบแทนอย่างเต็มรูปแบบ อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
นายพัฒนา กล่าวว่า สภาพคล่องที่มีอยู่ในปัจจุบันประมาณ 1,700 ล้านบาท สำหรับใช้จ่ายให้กับโครงการที่กองทุนสสส. ได้อนุมัติเอาไว้และรอการเบิกจ่าย ดังนั้น สภาพคล่องเหล่านี้ก็ต้องบริหารจัดการให้ระมัดระวังและดำรงไว้อย่างเพียงพอ เพื่อการบริหารจัดการสภาพคล่องเท่านั้น เน้นให้ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีผู้บริหารมืออาชีพในการบริหารจัดการ ซึ่งในไตรมาสสองที่ผ่านมา สสส. ได้ดำเนินการยุติการจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเหล่านี้ในการบริหารจัดการแล้ว โดยในปัจจุบันได้นำเงินสำรองทั้งหมดที่เป็นสภาพคล่องเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งสามารถดึงออกมาใช้ได้เพียงพอและทันกับเวลาที่จะต้องนำเงินไปให้กับโครงการที่กองทุนสสส.อนุมัติไว้
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า ส่วนของมาตรการกำกับ ดูแล การบริหารกองทุน ในอดีตเคยจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนบริหารไว้ มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อแค่รักษาสภาพคล่องของกองทุนให้เพียงพอต่อภาระผูกพัน และมีเงินสำรองสำหรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการบริหารต้องเป็นการบริหารเงินที่ยังไม่ถึงกำหนดการจ่ายให้เกิดผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงต่ำ มีหน่วยงานภายในเป็นกลไกผ่านคณะกรรมการ 2 ชุดคือ คณะกรรมการกองทุน และคณะกรรมการประเมินผล แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งให้ทำหน้าที่กำกับดูแล รวมถึงมีกลไกภายนอก คือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานตรวจสอบบัญชีจากภายนอกที่ สตง. เห็นชอบ ขณะที่การหาผลประโยชน์วางหลักเกณฑ์กำหนดบทบาทหน้าที่ หลักทรัพย์ใดที่ลงทุนได้ เพื่อรักษาสภาพคล่อง
นายพัฒนา ชี้แจงด้วยว่า ตนในฐานะรองประธานบอร์ด สสส. ได้พูดคุยและปรับกระบวนการทำงาน ให้สอดคล้องและรักษา KPI ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ส่วนการสำรองเงินสภาพคล่อง กำหนดให้มีใช้เพียงพอประมาณ 3-4 เดือน พยายามลดลงให้ได้เหลือ 1,500 ล้านบาท จากเดิมที่มียอดสำรองเงินสูงสุดกว่า 2,000 ล้านบาท ในปี2570 ได้พูดคุยว่า กองทุน สสส. ควรนำตัวชี้วัดและกิจกรรม กระทรวงสาธารณสุขเป็นตัวชี้วัดของ สสส. เช่น ลด เลิก ยาสูบ ส่งเสริมสุขภาพจิต
“รัฐบาลมีแนวคิดปรับปรุงการทำงานนของ สสส. งบที่ได้รับปีละ 4,000 ล้านบาท การทำงานต้องปรับให้เหมาะสมกับความเสี่ยงสุขภาพของประชาชน หลังเข้าสู่ยุคสูงวัย การที่ดึงกองทุน สสส. ทำงานร่วมกระทรวงสาธารณสุข จะทำให้ใช้เงินเหมาะสม และนำตัวชี้วัดของกระทรวงอื่นๆ ที่ดูแลสุขภาพมาใช้ จะทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล ส่วนการเปิดเผยข้อมูล กองทุน สสส. ใช้ส่วนใดบ้าง จะนำเข้าที่ประชุม สสส. และนำมารายงาน เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้วงกว้างมากขึ้น” รมว.สาธารณสุข กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

