เรื่องนี้มีประวัติ : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2539 ทรงได้รับการสถาปนาพระบรมราชอัฐิ แล้วเฉลิมพระนามเป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลอดุลยเดช วิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดมจักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิการรังสฤษฎ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์อดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมงคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ วิศิษฎศักตอัครนเรศรามาธิบดี พระอัฐมราชบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร ทรงใช้พระปรมาภิไธย อปร ย่อมาจาก มหาอานันทมหิดล ปรมราชาธิราช



พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงมีพระบรมราชสมภพ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน 2468 ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี เสด็จขึ้นทรงราชย์เมื่อทรงมีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา ในวันที่ 2 มีนาคม 2478 เมื่อยังประทับอยู่ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์



พระองค์ทรงมีพระนามเดิมเมื่อแรกประสูติว่า หม่อมเจ้าอานันทมหิดล ซึ่งได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แล้วต่อมาทรงได้รับการสถาปนาพระราชอิสริยยศเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

รัชกาลที่ 8 ทรงเป็นพระโอรสของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงมีสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี (พี่สาว) คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี และสมเด็จพระอนุชาธิราช (น้องชาย) คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี (ลุง) ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10


พระองค์เสด็จกลับประเทศไทยครั้งแรกเมื่อทรงมีพระชนมพรรษา 3 พรรษา และเสด็จนิวัตประเทศไทย ในพระราชสถานะพระมหากษัตริย์ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2481 และครั้งที่ 2 เมื่อ 5 ธันวาคม 2488 แต่ทว่าก่อนถึงหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพียงแค่ 4 วันเท่านั้น พระองค์ได้เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน เมื่อ 9 มิถุนายน 2489 ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ทรงครองสิริราชสมบัติรวม 12 ปี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในพระบรมราชวงศ์จักรี ที่มิได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ดังนั้น พระฉัตรที่กางกั้นพระโกศทรงพระศพในช่วงแรกจึงเป็นสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 7 ชั้น) ครั้นต่อมา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชใหม่ว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และในปีเดียวกันนั้น ได้ทูลเกล้าฯ ถวายนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น) ขึ้นกางกั้นพระบรมโกศทรงพระบรมศพแทน และจึงเฉลิมพระปรมาภิไธยพระบรมอัฐิแบบวิเศษตามโบราณราชประเพณีในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ปี 2539


พระองค์ทรงเริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี และโรงเรียนเทพศิรินทร์ ต่อมาสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงนำพระโอรสและพระธิดาไปประทับที่เมืองโลซาน โดยทรงศึกษาต่อที่โรงเรียนมีเรมองต์ ต่อมาทรงย้ายไปทรงศึกษาที่โรงเรียนเอกอลนูแวลเดอลาซืออิสโรมองต์ ทรงศึกษาภาษาไทย ณ ตำหนักที่ประทับ โดยมีพระอาจารย์จากกรุงเทพถวายการสอน


เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติ โดยมิได้ทรงแต่งตั้งรัชทายาท ดังนั้น คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร จึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ที่พระชันษาเพียง 9 ปี ทรงเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ 1 ในลำดับพระราชสันตติวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขึ้นทรงราชย์ สืบพระราชสันตติวงศ์ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2477 ทรงได้รับการเฉลิมพระนาม เมื่อ 25 มีนาคม 2477 ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล แต่ในขณะนั้น ยังพระองค์ทรงพระเยาว์และประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพื่อบริหารราชการแผ่นดินแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะ โดยคณะผู้สำเร็จราชการได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าออศคาร์นุทิศ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ครั้นต่อมาจึงแต่งตั้งให้นายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการ โดยในช่วงแรกนายปรีดีร่วมเป็นคณะผู้สำเร็จราชการ แต่ท้ายที่สุดนายปรีดี ได้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงผู้เดียว จนถึงเวลาที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัตพระนคร


แล้วเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัตพระนครอีกครั้ง พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ 5 ธันวาคม 2488 โดยประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากทรงบรรลุพระราชนิติภาวะแล้ว จึงทรงบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการแผ่นดินต่อไป




พระองค์เสด็จสวรรคต ด้วยพระแสงปืน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ณ ห้องพระบรรทม ชั้น 2 พระที่นั่งบรมพิมาน พระบรมศพประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 28-29 มีนาคม 2493 ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง วันรุ่งขึ้นมีพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมอัฐิ แล้วจึงอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิไปประดิษฐานที่บุษบกเหนือพระแท่นแว่นฟ้าทองภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มุขตะวันตก และจัดให้มีการพระราชกุศลถวายพระบรมอัฐิ หลังจากนั้นจึงอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน ชั้น3 พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท


ต่อมา วันที่ 4 เมษายน 2493 อัญเชิญพระผอบบรรจุพระบรมราชสรีรางคารไปยังวัดสุทัศน์เทพวราราม และอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารประดิษฐานที่พระพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวง วัดสุทัศน์เทพวรารามฯ





หมายเหตุฯ ภาพประกอบจากหอจดหมายเหตุ และเว็บไซต์ต่าง ๆ
เฉลิมชัย ยอดมาลัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

