บำรุงราษฎร์ พร้อมดูแลอัลไซเมอร์อย่างครอบคลุม เปิดมิติใหม่ตรวจแม่นยำ–ชะลอโรคระยะแรก ผนึกทีมแพทย์ 4 สาขา ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและครอบครัว

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ชูแนวทางดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์แบบองค์รวมรับมือสังคมสูงวัย ผสานความเชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา จิตเวชผู้สูงอายุ เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ และโภชนศาสตร์คลินิก ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลระยะยาว ด้วยความก้าวหน้าด้านตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) และ Amyloid PET Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย พร้อมทางเลือกยาต้านอะไมลอยด์สำหรับผู้ป่วยระยะเริ่มต้นบางราย ควบคู่การดูแลเฉพาะบุคคล เพื่อรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้นานที่สุด
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีผู้มีภาวะสมองเสื่อมประมาณ 57 ล้านคนทั่วโลก และมีผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 10 ล้านคนต่อปี โดยโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 60–70% ขณะที่ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีภาวะสมองเสื่อมประมาณ 800,000-1,000,000 คน หรือราว 6-8% ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด การตรวจพบและวางแผนดูแลตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญมากขึ้น

นอกจากนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Newsweek ให้เป็น “โรงพยาบาลเฉพาะทางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569” ด้านประสาทวิทยา ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และด้านประสาทศัลยศาสตร์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในการดูแลโรคทางระบบประสาทและสมอง
ผศ.นพ. ภรัณยู จูละยานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา ศูนย์โรคสมองเสื่อมและพฤติกรรมทางสมอง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า "โรคอัลไซเมอร์เกิดจากความเสื่อมของเซลล์สมองและเกี่ยวข้องกับการสะสมผิดปกติของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ส่วนการถ่ายทอดทางพันธุกรรมพบได้ไม่บ่อย ทั้งนี้ อาการหลงลืมไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคอัลไซเมอร์เสมอไป การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และทดสอบความจำและความสามารถในการคิด ร่วมกับการตรวจเพิ่มเติม เช่น MRI สมองและการตรวจเลือด รวมถึง Amyloid PET Scan หรือ Blood-based Biomarkers ในบางกรณี เพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำยิ่งขึ้น

แม้ปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ทั้งการควบคุมอาการและพิจารณาวิธีชะลอการดำเนินของโรคในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ ซึ่งจะช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและผู้ดูแลได้ดียิ่งขึ้น"
ด้าน พญ. อุมามน พวงทอง แพทย์เฉพาะทางด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุ โรคความจำ และสมองเสื่อม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า "ปัจจุบันจากเดิมการรักษาโรคอัลไซเมอร์จะใช้ยาในกลุ่มบรรเทาหรือชะลออาการของโรค แต่ไม่มีผลต่อพยาธิสภาพหรือสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ มาเป็นยาชะลอและปรับเปลี่ยนพยาธิสภาพของโรค (Disease-Modifying Therapy) ที่จะสามารถชะลอการเริ่มต้นของโรคได้

ปัจจุบันกลุ่มยาต้านอะไมลอยด์นับเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำบกพร่องเล็กน้อยจนถึงอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น ที่จะสามารถชะลอความเสื่อมของการรู้คิด รักษาระดับความสามารถของความจำและความรู้ความสามารถด้านต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับเดิมให้ได้มากและนานที่สุด ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำตั้งแต่ช่วงแรกโดยการตรวจ Biomarkers ดังที่กล่าวไปแล้ว แต่หากผู้ป่วยมีข้อจำกัดไม่สามารถใช้ยาต้านอะไมลอยด์ได้ หรืออาการของโรครุนแรงเกินระดับแล้ว รวมถึงผู้ป่วยบางรายที่มีอาการด้านพฤติกรรมและอารมณ์ที่ผิดปกติไปจากโรคสมองเสื่อม เช่น หงุดหงิด กระสับกระส่าย ก้าวร้าว หรือซึมเศร้า ควรเริ่มจากการค้นหาสาเหตุ ปรับสภาพแวดล้อมและการสื่อสาร ร่วมกันกับการใช้ยาในกลุ่มบรรเทาอาการ จะสามารถรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยและญาติได้"
พญ. ลิลลี่ ชัยสมพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ต้องมองมากกว่าความจำ โดยประเมินทั้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ อารมณ์ การเคลื่อนไหว ความสามารถในการทำกิจวัตร ตลอดจนความปลอดภัยและความพร้อมของครอบครัวในการดูแล

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงนำแนวคิด Integrated Care Model มาเชื่อมโยงการทำงานของแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งแพทย์ประสาทวิทยา จิตแพทย์ผู้สูงอายุ แพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ แพทย์โภชนศาสตร์คลินิก พยาบาลเฉพาะทาง เภสัชกร นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด เพื่อร่วมวางแผนการรักษาและติดตามผู้ป่วยภายใต้แนวทาง Continuum of Care ที่ดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการดูแลระยะยาว พร้อมปรับแผนตามระยะของโรคและความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อรักษาความสามารถในการใช้ชีวิตให้นานที่สุด โดยมีหัวใจสำคัญคือการเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวตลอดเส้นทางการดูแลรักษา"

ขณะที่ พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์และโภชนศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โภชนาการเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เนื่องจากผู้ป่วยอาจรับประทานอาหารลดลง น้ำหนักลด หรือมีปัญหาการเคี้ยวและการกลืน จึงต้องติดตามภาวะโภชนาการและปรับอาหารให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล สำหรับการดูแลสุขภาพสมอง ควรเน้นอาหารที่หลากหลายและสมดุล โดยรูปแบบอาหาร Mediterranean Diet ที่เน้นผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และไขมันดี มีหลักฐานสนับสนุนว่าสัมพันธ์กับสุขภาพสมองที่ดีและอาจช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม อย่างไรก็ตาม ไม่มีอาหารชนิดใดที่รับประกันว่าสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ เช่นเดียวกับวิตามินและอาหารเสริมที่ไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกคน และไม่ควรรับประทานโดยคาดหวังว่าจะป้องกันโรค หากรับประทานอาหารได้น้อย น้ำหนักลด หรือสงสัยภาวะขาดสารอาหาร ควรได้รับการประเมินและเสริมสารอาหารตามความจำเป็นเป็นรายบุคคล

สำหรับประชาชนทั่วไป การป้องกันภาวะสมองเสื่อมควรเริ่มตั้งแต่วัยกลางคน โดยควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ควบคู่กับการงดสูบบุหรี่ นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการเข้าสังคม นอกจากนี้ ควรกระตุ้นการทำงานของสมองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่น ดนตรี ศิลปะ ภาษา หรือทักษะที่สนใจ
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เน้นย้ำว่า การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการวินิจฉัยหรือการให้ยา แต่ต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมทั้งสุขภาพสมอง สุขภาพกาย สุขภาพใจ การใช้ชีวิต โภชนาการ และครอบครัว ภายใต้แนวทางการดูแลเฉพาะบุคคล (Personalized Care) ที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนั้น การสังเกตสัญญาณเตือนและเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยเป้าหมายของการรักษาไม่ใช่เพียงการชะลอความเสื่อมของความจำ แต่ยังมุ่งรักษาความสามารถในการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พร้อมสนับสนุนให้ครอบครัวสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คลินิกความจำ ศูนย์โรคระบบประสาท ชั้น 19 อาคาร A (คลินิก) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 02 066 8888 หรือ 1378
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

