LIFE & HEALTH : การศึกษายุค AI เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ท่ามกลางการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในปัจจุบัน ทำให้เราได้เห็นข้อความในสังคมออนไลน์ว่า “เด็กกำลังเรียนเพื่ออาชีพที่อาจไม่มีอยู่ในปี 2030 (Children are studying for jobs that won’t exist by 2030)” ข้อความลักษณะนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะสะท้อนความกังวลของผู้ปกครอง ครู นักการศึกษา และสังคมโดยรวมต่อการมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่เด็กกำลังเรียนอยู่ในวันนี้จะยังมีคุณค่าในอนาคตหรือไม่ และ เอไอ จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในวงกว้างจริงหรือไม่

ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทชั้นนำด้าน AI Transformation & Solution และ AI-Data Driven Technology ให้ความเห็นในฐานะคนที่ทำงานด้านเอไอ ว่า ข้อความดังกล่าวมีส่วนที่เป็นความจริงอยู่ไม่น้อย และ เป็นคำถามที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างทางการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่น
ประเทศจีน เริ่มประกาศนำหลักสูตรเอไอ มาใช้กับเด็กประถามครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2568 โดย คณะกรรมการการศึกษากรุงปักกิ่ง เริ่มให้โรงเรียนระดับประถมศึกษามีหลักสูตรเอไอ มาใช้สอนจริงในเดือนกันยายน 2568 เป็นโครงการนำร่อง ก่อนที่จะประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญของประเทศเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ด้วยการประกาศแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี เพื่อผลักดันการเรียนการสอนด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในสถาบันการศึกษาทุกระดับทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ เพื่อเตรียมกำลังคนสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เป้าหมายหลักของแผนยุทธศาสตร์นี้คือ ให้คนจีนทุกคนมี “AI Literacy” หรือความรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้เครื่องมือ เอไอ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเข้าใจหลักการทำงานของ เอไอ, การใช้ เอไอ อย่างมีจริยธรรม, การคิดวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลจาก เอไอ,การแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี และ การประยุกต์ใช้ เอไอ ในการเรียนและการทำงาน

นอกจากประเทศจีนแล้ว ล่าสุดประเทศเกาหลีใต้ ประกาศแผนยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาภายใต้แผนแม่บทระดับชาติ “AI Talent Development Plan for All” โดยใช้งบประมาณ 1.4 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 32,690 ล้านบาท เพื่อพัฒนาความสามารถด้านเอไอ ให้กับประชาชนเกาหลีใต้ พร้อมกับตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนโรงเรียนที่เน้นด้านเอไอ จาก 730 แห่งในปี 2568 เป็น 2,000 แห่งภายในปี 2571 พร้อมกับกำหนดให้ทุกโรงเรียนในประเทศต้องมีห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ (Intelligent Science Labs) ในปี 2570 เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เชิงปฏิบัติการกับหุ่นยนต์และข้อมูลจริง การดำเนินการนี้เปรียบเสมือนการวางเครือข่าย “โครงข่ายการเรียนรู้ AI” (AI Learning Grid) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดสามารถเข้าถึงเครื่องมือและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างทักษะแห่งอนาคต
“การปรับโครงสร้างทางการศึกษาของแต่ละประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า เอไอ กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศ และ ทุกคนต้องตระหนักรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และ พร้อมที่จะใช้เอไอ เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาส และ ขับเคลื่อนประเทศ มากกว่า ที่จะให้ผู้คนในประเทศเกรงกลัวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น”
AI จะเปลี่ยนโลกการทำงานจริง แต่ไม่ได้หมายความว่างานทั้งหมดจะหายไป
การปรับโครงสร้างทางการศึกษาของหลายประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า เอไอ กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและทำงานในหลายอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน การแพทย์ การศึกษา การผลิต การบริการ หรือแม้แต่ภาครัฐ การยกระดับการศึกษาของประเทศในเรื่องของเอไอ เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความสามารถของประชาชน ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ใช้ เอไอ อย่างสร้างสรรค์ มีวิจารณญาณ และมีจริยธรรม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะที่ เอไอไม่สามารถทดแทนได้ เช่น การคิดเชิงวิเคราะห์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความคิดสร้างสรรค์ เพราะผมเชื่อว่า เอไอ ไม่สามารถที่จะเข้ามาแทนที่อาชีพทั้งหมด และ ไม่สามารถที่จะมาแทนมนุษย์ได้ แต่ มนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลงลักษณะงานภายในอาชีพให้มีคุณค่าในแบบที่ เอไอ จะมาทดแทนไม่ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน ได้แก่ พนักงานบริการลูกค้าที่กำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้ตอบคำถาม มาเป็นผู้ควบคุมและบริหาร เอไอ เอเจนท์, โปรแกรมเมอร์ที่ใช้ เอไอ ช่วยเขียนโค้ด ทดสอบระบบ และตรวจสอบข้อผิดพลาด, นักบัญชีที่ใช้ เอไอ วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินและจัดทำรายงาน, นักการตลาดที่ใช้ เอไอ สร้างเนื้อหา วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า และออกแบบแคมเปญการตลาด
งานที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดจึงไม่ใช่งานที่ใช้ความรู้สูงหรือต่ำ แต่คือ “งานที่ทำซ้ำตามขั้นตอนเดิม” และสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ได้อย่างชัดเจน ในทางกลับกัน งานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน การสื่อสารระหว่างมนุษย์ การสร้างความไว้วางใจ และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ยังคงต้องอาศัยมนุษย์เป็นสำคัญ ดังนั้น คำถามที่ถูกต้องอาจไม่ใช่ “เอไอ จะมาแย่งงานหรือไม่” แต่ควรเป็น “มนุษย์จะทำงานร่วมกับ เอไอ อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” เพราะในอนาคต คนที่ทำงานได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่คนที่แข่งกับ เอไอ แต่เป็นคนที่รู้จักใช้ เอไอ เป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพของตนเอง
“คิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์” ทักษะสำคัญในยุค เอไอ
หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เราจะเห็นว่า ระบบการศึกษาของโลกส่วนใหญ่ รวมถึงประเทศไทย ถูกออกแบบขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เป้าหมายสำคัญในเวลานั้นคือการผลิตแรงงานจำนวนมากเข้าสู่โรงงานและระบบราชการ จึงเน้นการเรียนรู้แบบมาตรฐานเดียวกัน การท่องจำ การสอบวัดผล และการปฏิบัติตามขั้นตอน
รูปแบบดังกล่าวอาจเหมาะสมกับโลกในอดีต แต่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างมากในยุค เอไอ ปัจจุบัน เอไอ สามารถจดจำข้อมูลได้มากกว่ามนุษย์หลายล้านเท่า สามารถค้นหาคำตอบได้ภายในไม่กี่วินาที และสามารถสรุปเนื้อหาจากเอกสารจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว หากการศึกษายังคงวัดความสามารถของเด็กจากการจดจำข้อมูลเพียงอย่างเดียว มนุษย์ย่อมเสียเปรียบ เอไอ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทักษะที่มีคุณค่ามากขึ้นในโลกยุคใหม่จึงประกอบด้วย การคิดวิเคราะห์, ความคิดสร้างสรรค์, การแก้ปัญหา, การสื่อสาร , ความสามารถในการปรับตัว, ความรู้ความเข้าใจด้าน AI ซึ่งทักษะเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ แทนที่จะถูกแทนที่โดย AI
AI อาจเก่งกว่ามนุษย์ในการค้นหาคำตอบ แต่ยังไม่เก่งกว่ามนุษย์ในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง และในหลายกรณี “คำถามที่ดี” มีคุณค่ามากกว่า “คำตอบที่รวดเร็ว”
ประวัติศาสตร์สอนเราว่า เทคโนโลยีไม่ได้เพียงทำลายงานเดิม แต่สร้างงานใหม่ด้วย
ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น มักตามมาด้วยความกังวลว่ามนุษย์จะถูกแทนที่ ในอดีต ผู้คนเคยเชื่อว่า เครื่อง ATM จะทำให้พนักงานธนาคารหมดความจำเป็น, อินเทอร์เน็ตจะทำให้ร้านค้าปลีกล้มละลายทั้งหมด, คอมพิวเตอร์จะทำให้แรงงานจำนวนมากตกงาน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ งานบางประเภทลดลง ขณะที่งานรูปแบบใหม่กลับเกิดขึ้นจำนวนมหาศาล ในยุค AI ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันเราเริ่มเห็นอาชีพใหม่ที่แทบไม่มีใครรู้จักเมื่อ 5-10 ปีก่อน เช่น AI Engineer, AI Product Manager, AI Auditor, AI Governance Specialist, AI Trainer, Human-AI Workflow Designer และมีความเป็นไปได้สูงว่า อาชีพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในอีก 10-20 ปีข้างหน้า บางส่วนอาจยังไม่ถูกสร้างขึ้นในวันนี้
นี่คือเหตุผลสำคัญที่การเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับอนาคต ไม่ควรยึดติดกับการเลือกอาชีพใดอาชีพหนึ่งมากเกินไป แต่ควรเน้นการสร้างศักยภาพในการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง
ความท้าทายที่แท้จริงคือ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”
ในอดีต หลายคนเชื่อว่า “เรียนให้จบ แล้วจึงเข้าสู่โลกการทำงาน” แต่ในยุค เอไอ แนวคิดดังกล่าวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้ที่เรียนในมหาวิทยาลัยวันนี้ อาจล้าสมัยภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี คนทำงานในอนาคตจึงต้องพัฒนาทักษะใหม่อยู่เสมอ ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และพร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
องค์กรชั้นนำทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ “ศักยภาพในการเรียนรู้” มากกว่าความรู้เฉพาะทางเพียงอย่างเดียว เพราะความรู้สามารถเรียนเพิ่มเติมได้ แต่ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างต่อเนื่องเป็นทักษะที่พัฒนาได้ยากกว่า
คำถามสำคัญไม่ใช่ เอไอ จะมาแทนคน แต่คำถามสำคัญคือ เรากำลังเตรียมคนอย่างไรสำหรับโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

