546.jpg
ส่งนอนคุกรับโทษ2เดือน ‘เมียกีร์’คอตก ดอดมอบตัวไม่ได้ประกัน

ส่งนอนคุกรับโทษ2เดือน ‘เมียกีร์’คอตก ดอดมอบตัวไม่ได้ประกัน

วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ส่งนอนคุกรับโทษ2เดือน

‘เมียกีร์’คอตก

ดอดมอบตัวไม่ได้ประกัน

ศาลหวั่นปล่อยไปหลบหนีแน่

คดีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ

ปมสถานภาพ‘นวัธ’สส.พท.

‘ชวน’ส่งให้ศาลรธน.วินิจฉัย

“ระพิพรรณ” เมีย “อริสมันต์” แกนนำนปช.นอนเรือนจำ 2 เดือน หลังศาลคดีนักการเมืองไม่ให้ประกันตัวไปต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ระบุก่อนหน้านี้ก็หลบหนี หากให้ประกันตัวอีกก็หนีแน่ๆ ด้าน“บิ๊กตู่”เจอชูป้ายประท้วงที่ยูเอ็น เจ้าตัวบอก“Thank you”ก่อนปาฐกถาต่อ ระบุเป็นรัฐบาลปีที่ 6 เจอปัญหาทุกรูปแบบ บอกเป็นทหารต้องเสียสละ มีวินัยทำงานต้องสำเร็จ ไม่สำเร็จคือตาย ในขณะที่สื่อช่วยชำแหละม็อบรับจ้างชาวเปรู-เม็กซิโก ทั้งที่ไม่รู้จักประเทศไทย เลขาฯสมช.ฟันธงโยงการเมือง

ด้านปมสถานภาพ’นวัธ’สส.เพื่อไทย หมดลงแล้วหรือไม่’ ชวน’ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด


เมื่อวันที่ 26กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังคงปฎิบัติภาคกิจเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 74 ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 21 -27ก.ย.โดย เวลา 12.05น.วันที่ 25ก.ย.(ตามเวลาท้องถิ่น) ณ Asia Society นครนิวยอร์ก พล.อ.ประยุทธ์ม ได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผู้บริหาร Asia Society ได้แก่ มาดามโจเซ็ท ชีราน ประธานและหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร Asia Society คุณทอม นากอร์สกี้ รองประธานบริหาร Asia Society และ แขกรับเชิญ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการรับประทานอาหารได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนระหว่างประเทศ จากความแข็งแกร่งภายในสังคมไทย”

หิ้วม็อบต้านออกนอกห้องประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปาฐกถา ที่ Asia Society ได้มีผู้มาชูป้ายประท้วง พร้อมตะโกนชื่อ”ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในงานได้รวบตัวออกจากห้อง ทันทีโดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า “Hello Thank you” ก่อนที่จะกล่าวปาฐกถาต่อไป

ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดีที่สุดในโลกและเป็นที่ยอมรับในสากล แต่ขอให้เข้าใจประเทศไทย หากได้รับความร่วมมือสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ความขัดแย้งก็จะลดลง ไม่มีการประท้วงเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้อง ทั้งนี้คนที่มาประท้วงไม่รู้ว่ามาจากชาติไหนเช่นเดียวกับคนที่มาประท้วงหน้าโรงแรมที่พัก 20 กว่าคน ซึ่งไม่มีคนไทยสักคนแต่ตนไม่ได้สนใจคนเหล่านี้ เพราะมีงานที่สำคัญกว่ามากกว่าที่จะไปทะเลาะกับคนเหล่านี้ทำให้เสียเวลา หลายคนบอกว่าประเทศไทยมีความขัดแย้งสูง ไทยจะเป็นเสือตัวที่เท่าไหร่ต้นไม่สนแต่จะเป็นเสือทั้ง 10 ตัวเดินหน้าไปด้วยกันในอาเซียน ซึ่งผู้นำประเทศทุกคนสัญญากับตนจะเป็นเสือ 10 ตัวเดินไปข้างหน้าโดยไม่ทะเลาะกัน

ทหารถ้าทำไม่สำเร็จก็ตาย

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ส่วนปัญหาทางการเมืองในไทยก็ว่ากันไปแต่ต้องไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน และในฐานะที่เป็นรัฐบาลจนเข้าสู่ปีที่ 6 เจอปัญหามาแล้วทุกรูปแบบ แต่พร้อมรับฟังทุกปัญหาโดยนำกลไกต่างๆมาปรับแก้ตามสถานการณ์ไม่ใช่ใช้วิธีทางทหารอย่างเดียว เพราะการเป็นทหารคือการทำงานด้วยความเสียสละ อดทนอดกลั้น ทำงานด้วยความจริงใจ เพราะทหารมีวินัย การทำงานต้องสำเร็จถ้าไม่สำเร็จอย่าไปทำ เพราะทหารสั่งคนไปรบสั่งคนไปตาย ถ้ายึดที่หมายไม่ได้ก็ตายไปเลยนั่นคือทหาร ซึ่งตนทำสำเร็จทุกครั้งจึงได้มายืนอยู่ ณ จุดนี้ หากทำไม่ได้ไม่เก่งก็ตายไปเลย นี่คือสิ่งที่อยู่ในใจตนตลอดมา ไม่เคยคิดถึงประโยชน์ของตนเอง แม้ครอบครัวเป็นห่วงก็ต้องยอมเพราะสละตนให้ประเทศชาติไปแล้ว ยืนยัน 5 ปีที่ผ่านมาตนทำหน้าที่บทบาทเชิงรุก ทุกครั้งที่มีการประชุมต้องได้ข้อยุติไม่ใช่ประชุมแล้วพูดลอยๆ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยืนยันประเทศไทยผ่านการเลือกตั้งและเป็นที่ยอมรับโดยสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกๆที่ออกแถลงการณ์ยอมรับผลการเลือกตั้งของไทย ใครจะว่าตนไม่เป็นประชาธิปไตย หลายประเทศก็เป็นลักษณะนี้ ส่วนปัญหาขัดแย้งภายในเป็นเรื่องภายในประเทศที่จะต้องแก้ไขซึ่งทุกประเทศย่อมมีปัญหาแต่ขออย่าไปฟังสิ่งที่บิดเบือนในโซเชียลมีเดีย วันนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในประเทศไทยต้องเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมใครมีคำสั่งศาลถือว่าไม่ใช่คนดี พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีได้ถามผู้บริหารเอเชียโซไซตี้ว่าสนับสนุนคนเหล่านี้หรือไม่ซึ่งบางเรื่องไม่ใช่คดีการเมืองแต่เป็นคดีอาญา ยืนยันตนไม่เคยทำผิดกฏหมายแม้ว่าจะเข้ามาลักษณะนี้ และไม่ได้อยากเข้ามา แต่เพราะไทยมีปัญหาไม่อยากให้เกิดสงครามการเมือง จึงต้องเข้ามายุติปัญหา

แฉม็อบรับจ้างจากเปรู-เม็กซิโก

ก่อนหน้านี้สื่อหลายค่ายได้รายงานว่า กลุ่ม ThaiDemocracy Now โผล่ชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย หน้าโรงแรมที่พักนายกฯระหว่างประชุม UN ตรวจสอบพบเป็นชาวเปรูและเม็กชิโก พูดไทยไม่ได้และไม่รู้จักประเทศไทย

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน ที่หน้าโรงแรมพลาซ่าแอทธินี ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถานที่พักของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะผู้แทนไทย ระหว่างเดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 74 ได้มีกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งใช้ชื่อว่า ThaiDemocracy Now ประมาณ 25-30 คนใส่เสื้อหลากสีลายธงชาติไทยพร้อมชื่อกลุ่ม มาถือป้ายประท้วงเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ด้านข้างของโรงแรม

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ประท้วงได้เดินทางมาถึงโรงแรมเมื่อเวลา 9.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะได้เดินทางไปประชุมที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติตั้งแต่ 07.30 น. แล้ว จึงไม่ได้พบกับกลุ่มผู้ประท้วงชุมนุมแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวได้เข้าไปไปพูดคุยสอบถามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงทั้งหมด พบว่า ไม่มีคนไทยและพูดไทยไม่ได้ โดยคนกลุ่มนี้ระบุมาจากประเทศเม็กซิโกและเปรู มาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่ารู้จักประเทศไทยหรือไม่ กลุ่มผู้ชุมนุมบอกว่าไม่รู้จัก

สมช.เชื่อต้องโยงกับการเมือง

พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ( สมช.) ให้สัมภาษณ์กรณีมีผู้ชูป้ายประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ ในงาน Asia Society ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ว่า รายละเอียดเหมือนที่สื่อรายงานว่าผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นชาวคนชาติ และการที่ชาวต่างชาติมาประท้วงนั้น อาจมีใครให้ชาวต่างชาติมาประท้วงหรือไม่ ด ซึ่งจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนว่าลักษณะดำเนินการเป็นอย่างไรต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ของเราที่อยู่ในต่างประเทศคงจะทราบเรื่อง และมีความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานให้ทราบต่อไป โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษ

เมื่อถามว่า นอกจากการประท้วงของคนต่างชาติแล้วยังมีความเคลื่อนไหวของคนไทยด้วย คิดว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ พล.อ.วัลลภ กล่าวว่า ยังไม่ทราบข้อมูลชัดเจน แต่ถือเป็นธรรมดาที่การดำเนินการต่างๆ จะมีทั้งคนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

ส่งศาลรธน.วินิจฉัย”นวัธ”

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหนังสือถึงสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้วินิจฉัยสถานภาพความเป็น ส.ส. ของนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ที่ศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาประหารชีวิต ข้อหาจ้างวานฆ่านอดีตปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น และขณะนี้ถูกคุมขังในเรือนจำ ว่า ฝ่ายกฎหมายของสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้หารือกันแล้ว ความเห็นของเสียงส่วนใหญ่มองว่า นายนวัธพ้นจากความเป็น ส.ส.

“วันนี้จะทำหนังสือตอบกลับไปยัง กกต. แต่ในข้อกฎหมาย หน่วยงานที่จะวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.ได้ คือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ส.ส.สามารถเข้าชื่อกันยื่นเรื่องต่อศาลไดเ หรือ กกต.ในฐานนะที่ต้องจัดการเลือกตั้ง ก็สามารถยื่นเรื่องได้เช่นกัน” นายชวน กล่าว

ส่วนระหว่างที่รอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดสถานภาพความเป็น ส.ส. ช่วงเปิดสมัยประชุมสภาวิสามัญ นายนวัธสามารถใช้เอกสิทธิออกมาทำหน้าที่ ส.ส.ได้หรือไม่นั้น นายชวน ปฎิเสธที่จะตอบคำถาม กล่าวเพียงว่า เรื่องยังไม่เกิดอย่าพึ่งสมมติ

จ่อเรียกสอบ’สส.อุกาบาต’

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) กล่าวถึงตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ที่มีการยื่นเป็นพระเครื่อง เหล็กไหลและอุกกาบาต นั้น ทางสำนักตรวจสอบทรัพย์สินของป.ป.ช. จะศึกษาข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม และจะเชิญผู้ที่แสดงบัญชีทรัพย์สินมาให้ความเห็นประกอบ ตรวจสอบทรัพย์สิน พร้อมถ่ายภาพทรัพย์สินไว้เป็นหลักฐาน โดยจะดำเนินการให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต หากทรัพย์สินดังกล่าวมีการเปลี่ยนมือไป

อย่างไรก็ตามเรื่องของการแสดงบัญชีทรัพย์สินนี้ แม้จะไม่มีปัญหา แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้แจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต้องตอบสังคมให้ได้ถึงที่มาของรายได้และทรัพย์สินดังกล่าว และเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือของตัวผู้ที่ยื่นเอง

เมียกี้ร์มอบตัวคดีบัญชีทรัพย์สิน

ที่ศาลฎีกาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายกัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง ทนายความ ได้พานางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง อายุ 46 ปี อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และภรรยาของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งนางระพิพรรณเป็นจำเลยที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาจำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)กล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จฯ เข้าแสดงตัวต่อศาลฎีกาฯ หลังจาก เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2562 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับนางระพิพรรณ เนื่องจากไม่มาฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว และให้ติดตามตัวมารับโทษตามคำพิพากษานั้น

โดยก่อนเข้ามอบตัวต่อศาล นางระพิพรรณ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ที่ผ่านมาที่ไม่ได้ไปฟังคำพิพากษาไม่มีเจตนาหลบหนี เพียงแต่มีภาระเรื่องบุตรสาวคนเล็กที่อายุเพียง 13 ปี ต้องจัดการก่อน เพราะหากตนต้องถูกจำคุก บุตรสาวต้องอยู่คนเดียว เรื่องคดีในวันนี้ยื่นขอประกันตัว และจะยื่นอุทธรณ์ตามช่องทางของกฎหมายต่อไป เนื่องจากมั่นใจในข้อเท็จจริง ว่าตนเองมิได้ร่ำรวยผิดปกติ มิได้ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน มิได้ทุจริต ซึ่งในสำนวนของ ป.ป.ช. ก็ไม่มีเรื่องทุจริต ดังนั้นตนขอพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรม ส่วนศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่ แล้วแต่ความเมตตาของศาล

เมื่อถามถึง นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง สามี ซึ่งถูกออกหมายจับ นางระพิพรรณ กล่าวว่า ได้พูดคุยกันบ้าง แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ตอนที่ออกจากบ้านไป ตนก็ไม่ทราบ

ศาลไม่ให้ประกันต้องนอนคุก

ต่อมา หลังจาก นางรพิพรรณ มาแสดงตัวต่อศาลฎีกาฯ แล้ว ก็ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ระหว่างที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาด้วย กระทั่งเมื่อเวลา 13.35 น. นายกัณต์พัศฐ์ ทนายความ ระบุว่า หลังจากที่ยื่นคำร้องปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีแล้ว ศาลก็พิจารณาเห็นว่า ในวันนัดอ่านคำพิพากษา จำเลยไม่ได้มาศาล ซึ่งมีพฤติการณ์น่าจะหลบหนี ดังนั้นหากปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าจะหลบหนี ศาลจึงให้ยกคำร้อง อย่างไรก็ตาม ในการที่มาแสดงตัวต่อศาลในวันนี้ ก็ประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไปด้วยทั้ง 2 คดี คือคดีอาญาที่ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ และคดีแพ่งที่อัยการสูงสุดร้องขอให้ทรัพย์สินของนางระพิพรรณตกเป็นของแผ่นดิน โดยการแสดงตัวต่อศาลตามหมายจับวันนี้ ก็ไม่ได้แถลงเกี่ยวกับเหตุผลที่ในวันนัดฟังคำพิพากษาไม่ได้มาฟังด้วยตนเอง ซึ่งหลังจากนี้ นางระพิพรรณก็จะต้องถูกนำตัวไปควบคุมยังทัณฑสถานหญิงกลางก่อน

เผยทรัพย์สินเพิ่มมากผิดปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีอาญา ที่ ป.ป.ช.กล่าวหานางระพิพรรณยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จในคดีหมายเลขดำ อม.1/2562 นั้น ศาลฎีกาฯ พิพากษา ให้จำคุกเป็นเวลา 2 เดือนโดยไม่รอลงอาญา และห้ามไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ขณะที่ศาลได้ออกหมายจับ ให้ติดตามตัวนางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา มาบังคับตามคำพิพากษาโดยไม่มีกำหนดอายุความด้วย

ส่วนคดีแพ่ง ที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา รวมมูลค่า 42,816,226 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีหมายเลขดำ อม.77/2561 นั้น ศาลฎีกาฯ ก็มีคำพิพากษาในวันที่ 16 ก.ย. ที่ผ่านมา ให้ทรัพย์สินมูลค่า 42,816,226.64 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 38 ประกอบมาตรา 83 โดยให้คืนรถยนต์ BMW รุ่น 730 Ld เลขทะเบียน ถ-8988 (ป้ายแดง) แก่บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้านที่ 2 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับทรัพย์สิน ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าเพิ่มขึ้นผิดปกติของนางระพิพรรณ ดังนี้ เงินฝากธนาคาร 6 บัญชี จำนวนเงิน 27,618,954 บาท, ที่ดิน 3 แปลง มูลค่า 9,492,000 บาท สิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง มูลค่า 2 ล้านบาท รถยนต์ 1 คัน มูลค่า 1,805,272 บาท และเงินที่นำมาชำระหนี้เงินกู้ธนาคาร จำนวนเงิน 1.9 ล้านบาท

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top