วันที่ 4 ตุลาคม 2562 ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว “กนก วงษ์ตระหง่าน (Kanok Wongtrangan)” แนะนำ “นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับ “กับดักอันตราย” ในกระทรวงศึกษาธิการ ที่อาจจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา และเคยทำให้อดีตรัฐมนตรีศึกษาธิการหลายท่านล้มเหลวมาแล้ว ดังนี้
“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ) กล่าวถึง “การพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา” ในที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา 3 เรื่องสำคัญคือ 1) การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอน 2) การรวบรวมข้อมูลการขาดแคลนครูทั้งในสาขาวิชาและโรงเรียนมาใช้บริหารบุคลากรทางการศึกษา และ 3) การร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผลิตครูที่สามารถส่งความรู้และทักษะให้นักเรียนได้
เมื่อรัฐมนตรีพูดในเรื่องที่ตรงกับ “ปัญหาจริง” ผมจำต้องแสดงความคิดเห็นตามมา โดยหวังว่าจะเป็นตัวช่วยให้รัฐมนตรีสามารถปฏิบัตินโยบายที่ดีนั้นได้สำเร็จ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจำนวนมาก เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งในช่วงแรก จะนำปัญหาที่ตนเองได้รับฟังมาจากประชาชนไปคิดเป็นนโยบายที่ดี แต่เมื่อถึงตอนปฏิบัตินโยบายมักจะหลุดจากกรอบความคิดที่ดีด้วยข้อมูลในรายละเอียดที่ข้าราชการประจำให้ สุดท้ายนโยบายที่ดีนั้นก็จะค่อยๆ เลือนหายไป และสุดท้ายรัฐมนตรีก็เปลี่ยนกระทรวงและรัฐบาลใหม่ก็เข้ามาแทนที่ วงจรเดิมก็จะเริ่มต้นใหม่ เช่น นโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เมื่อ 4-5 ปีที่แล้วก็จบลงในแบบที่กล่าวมานี้ ดังนั้น ข้อเสนอแนะด้านปฏิบัติจากผม ต่อประเด็นนโยบาย 3 ข้อของรัฐมนตรีณัฏฐพล ถัดจากนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับ “การเรียนรู้” ของนักเรียน ไม่มากก็น้อย
ประเด็นที่ 1 การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่จะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นระบบ มีขั้นตอน และกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้นั้น จะต้องเตรียมการสอนในเรื่องสำคัญคือ
1. การเตรียมสัญญาณอินเทอร์เน็ตโรงเรียนให้มีเสถียรภาพและแรงพอ ในชั้นเรียนจะต้องมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พร้อมจอขนาดใหญ่พอที่นักเรียนทุกคนจะเห็นภาพและได้ยินเสียงพร้อมกัน มีกล้อง CCTV เพื่อติดตามการสอนของครูและส่งกลับไปยังศูนย์ระบบสารสนเทศสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ ส่วนนักเรียนจะต้องมี Tablet หรือ iPad ในอัตรา 1 เครื่องต่อนักเรียน 2 คน (ถ้างบประมาณไม่พอ อาจจะใช้ 1 เครื่องต่อนักเรียน 3 คนยังพอได้)
2. การจัดทำโปรแกรมการสอนเป็นรายวิชาที่แบ่งออกเป็นรายคาบชั่วโมง พร้อมกับคู่มือการสอนของครู ตามการเรียนร่วมกับโปรแกรมออนไลน์ และมีการอบรมครูให้สามารถใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีเพื่อการสอนตามแบบแผนที่กำหนดได้
ถ้ากระทรวงศึกษาธิการ “ไม่ดำเนินการ” ใน 2 เรื่องนี้ การใช้เทคโนโลยีจะไม่เกิดผลต่อการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน แต่มันจะกลายเป็นเพียง “นโยบายเพื่อการจัดซื้อ” เทคโนโลยี ในแบบที่เคยทำกันมาในอดีต (โครงการ Tablet นักเรียน ซึ่งวันนี้ก็เงียบหายไป)
ประเด็นที่ 2 การรวบรวมข้อมูล “การขาดแคลนครู” ทั้งในสาระวิชาและโรงเรียน มาใช้บริหารบุคลากรทางการศึกษา ความพยายามทางนโยบายในลักษณะนี้จะสำเร็จได้ ต้องปฏิบัติเงื่อนไขสำคัญ คือ
1. ข้อมูลสถานภาพครู (ทั้งสาระวิชาและจำนวน) ต้องเป็นปัจจุบัน และสามารถบอกได้ว่า บัญชีสถานภาพครูทั้งประเทศที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ศ.น.) ถืออยู่ในมือเป็นอย่างไร และการมีครูจริงในแต่ละโรงเรียนตรงกับบัญชีนั้นหรือไม่ เมื่อตรวจสอบข้อมูลจริงแล้ว จะเห็นว่าความเป็นจริงกับข้อมูลไม่ตรงกัน ตั้งแต่จำนวนครูไม่ตรงกัน การบรรจุครูสาระวิชาไม่ตรงกับตำแหน่งที่มี เป็นต้น ดังที่จะเห็นได้ว่า จำนวนครูต่อนักเรียนทั้งประเทศ ตามสัดส่วนที่กระทรวงกำหนดครูจะไม่ขาด แต่ความจริงครูขาด แสดงว่าการบรรจุแต่งตั้งและการโยกย้ายครูไม่ได้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กระทรวงกำหนด
คำถามที่ยากที่สุดคือ รัฐมนตรีจะปรับจำนวนครูและครูสาระวิชาให้สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนจริงในแต่ละโรงเรียนอย่างไร? และปัญหาที่ยากสุดก็คือ โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนไม่ถึง 120 คน จะจัดครูลงไปอย่างไร โดยไม่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก (ประเด็นนี้ เทคโนโลยีตามประเด็นที่ 1 พอจะช่วยบรรเทาปัญหาได้)
2. การบรรจุแต่งตั้งครูใหม่หรือโยกย้ายครูประจำการ กระทรวงจะต้องยึดให้นักเรียนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ความประสงค์ของครูเป็นตัวตั้ง เกณฑ์การโยกย้ายของกระทรวงควรให้ความสำคัญกับ “ครูเก่ง” หรือ “ครูคุณภาพ” ได้สิทธิขอโยกย้ายก่อน เช่น ย้ายจากโรงเรียนในชนบทไปอยู่โรงเรียนในเมือง ย้ายจากโรงเรียนเล็กไปอยู่โรงเรียนใหญ่ เพราะเป็นความก้าวหน้าในชีวิตราชการของครู กระนั้นกระทรวงก็ต้องพยายามรักษาครูเก่ง ครูคุณภาพ ให้อยู่กับเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาสหรือเสียเปรียบ เพื่อให้เด็กเหล่านั้นได้มีโอกาสและประสบความสำเร็จในการเรียนรู้มากขึ้น ถ้าทำเช่นนี้ได้ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็จะลดลง ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการควรต้องรื้อ “ระบบแรงจูงใจ” และ “ค่าตอบแทน” ใหม่ เพื่อเก็บรักษาครูเก่ง ครูคุณภาพ ไว้กับนักเรียนที่ด้อยโอกาสในที่ทุรกันดารให้นานที่สุด
ประเด็นที่ 3 การร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผลิตครูที่สามารถส่งความรู้และทักษะให้นักเรียนได้ เป็นแนวความคิดที่ดี เพราะการผลิตครูในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เน้นสร้าง “นักบริหารการศึกษา” มากกว่าสร้าง “ครู” ที่จะสอนนักเรียนให้เกิดการเรียนรู้ ทำให้ “คณะศึกษาศาสตร์” ตามมหาวิทยาลัยจะให้ความสำคัญกับเรื่องเฉพาะทางการศึกษา เช่น การบริการการศึกษา, การวัดประเมินผลการศึกษา, นโยบายการศึกษา เป็นต้น ส่วนหลักสูตรที่เน้นการเรียนการสอนโดยตรงมีน้อยมาก ดังนั้น ประเด็นการปฏิบัตินโยบายผลิตครูให้มีคุณภาพในการเรียนการสอน ควรจะต้องเน้นให้ชัดเจนในเรื่องดังต่อไปนี้
1. การรับนักศึกษาเข้าเรียนควรคัดเลือกเฉพาะคนที่ต้องการเป็น “ครู” จริงๆ เพราะจิตใจที่อยากเป็นครู คือสิ่งที่มี “คุณค่า” ที่สุด ถ้าครูไม่มีใจ “อยากเป็นครู” ต่อให้มีความรู้ ความสามารถ แค่ไหนก็ไม่เป็นประโยชน์ เพราะเขาจะไม่ทำหน้าที่ครู และการทำงานของครูก็จะมุ่งไปที่เป้าหมายอื่น เช่น ความก้าวหน้าของครู การเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จนถึงการขอย้ายไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ครูประเภทนี้ คือครูที่เอาเปรียบนักเรียนและ
การเรียนรู้ของนักเรียนก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น กระบวนการคัดเลือกนักศึกษาที่จะเข้ามาเรียนครูจึงควรต้องออกแบบให้เป็นกรณีพิเศษ
2. เนื้อหาภาคทฤษฎีและการศึกษาปฏิบัติจะต้องเข้มข้น การสอนภาคทฤษฎีจะต้องเน้นเรื่องปรัชญาและแนวความคิดด้านการเรียนการสอนให้แน่น เพื่อให้ครูในอนาคตจะได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ครู จากนั้นการประยุกต์ปรัชญาและแนวความคิดสู่การปฏิบัติการสอนจริงจะต้องมีขั้นตอนชัดเจน เช่น การทำแผนการสอนจากสภาพความเป็นจริงที่โรงเรียนตั้งอยู่ การจัดการชั้นเรียนที่กระตุ้นให้นักเรียนคิด ตั้งคำถาม และค้นหาคำตอบด้วยตนเอง การสรุปการเรียนรู้ในชั้นเรียนร่วมกันของนักเรียนไม่ใช่โดยครูเท่านั้น การสะท้อนผลการสอนของครูและการเรียนรู้ของนักเรียนเมื่อจบคาบเรียน เป็นต้น
ที่สำคัญคือ นักศึกษาจะต้องนำการเรียนภาคทฤษฎีที่เน้นการประยุกต์ไปสู่การปฏิบัติในชั้นเรียนนี้ออกไปฝึกสอนจริงในชั้นเรียนเป็นเวลา 1 ปีเต็ม เพื่อนักศึกษาจะได้ทราบว่า การเป็นครูจริงนั้นเป็นอย่างไร จะได้เห็นและเรียนรู้จากสภาพความเป็นจริงของโรงเรียน โดยมีครูอาวุโสในโรงเรียนคอยช่วยเป็นพี่เลี้ยงควบคู่ไปกับอาจารย์ที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัย
3. คุรุสภาไม่ควรทำหน้าที่เพียงการออกใบประกอบวิชาชีพครูเป็นหลัก แต่จะต้องเป็นสมองให้กับกระทรวง ที่จะศึกษาวิจัยและพัฒนาเนื้อหาสาระวิชาและวิธีการสอนของนักเรียนในแต่ละช่วงชั้น เพื่อนำไปปรับปรุงหลักสูตรผลิตครูให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม นอกจากนี้คุรุสภาควรต้องสนับสนุนกระทรวงในเรื่อง “การพัฒนาครูประจำการ” ด้วยการนำครูที่สอนอยู่แล้ว กลับมาพัฒนาเพิ่มเติมทั้งในด้านสาระวิชา และด้านวิธีการสอน
ข้อเสนอแนะภาคปฏิบัติทั้งหมดข้างต้นนี้ ผมต้องการจะบอกกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่า แนวความคิดของท่านผ่านนโยบายทั้ง 3 ข้อที่ให้ไว้กับคุรุสภา เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่นโยบายที่ถูกต้องไม่ได้หมายความว่าการปฏิบัตินโยบายจะสำเร็จตามไปด้วย เพราะประวัติศาตร์ของกระทรวงศึกษาธิการสอนผมว่า กระทรวงไม่เคยขาดแคลนแนวคิดและนโยบายการศึกษาที่ดี แต่กระทรวงไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายที่ดีให้สำเร็จ และเกิดผลดีกับนักเรียนได้ (อย่างน้อยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา) ดังที่เราทุกคนได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องคุณภาพของการศึกษาและนักเรียนไทยที่โจษจันกันไปทั่วประเทศในขณะนี้ กล่าวให้ชัดเจนคือ การปฏิบัตินโยบายเป็นปัญหาสำคัญที่สุดที่จะต้องแก้ไขในกระทรวงศึกษาธิการ
ผมได้ทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองที่ดีต่อการศึกษาส่วนหนึ่งแล้ว ผมหวังว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะทำหน้าที่ในส่วนของท่าน ด้วยการปฏิบัตินโยบายตามแนวทางที่กล่าวมาในข้างต้นให้เกิดผลสำเร็จและนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้เกิดประสิทธิภาพจริง ไม่ “ติดกับดัก” การปฏิบัตินโยบายในกระทรวงศึกษาธิการ เหมือนกับเจ้ากระทรวงคนที่ผ่านๆ มานะครับ...ท่านรัฐมนตรีณัฏฐพล #กับดักอันตรายในกระทรวงศึกษาธิการ #คิดนอกสภาเพื่อการศึกษาไทย #ทำเป็นเห็นปัญหาการศึกษาต้องกนก #กนกวงษ์ตระหง่าน #kanokwongtrangan”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี