วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2564) เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านระบบ Video Conference ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. .... และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอรัฐสภาต่อไป โดยให้แจ้งประธานรัฐสภาทราบด้วยว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ได้ตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รวมทั้งรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลาและกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามความในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
กำหนดให้มีกฎหมายกลางในการพิจารณาและกำหนดมาตรการสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง โดยเรียกมาตรการใหม่นี้ว่า “การปรับเป็นพินัย” ซึ่งกำหนดให้ผู้กระทำความผิด ต้องชำระเงินค่าปรับตามที่กำหนด โดยการปรับนั้นมิใช่เป็นโทษปรับทางอาญา รวมทั้งไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนการปรับ ตลอดจนไม่มีการบันทึกลงในประวัติอาชญากรรม ทั้งนี้ การนำการปรับเป็นพินัยมาใช้แทนโทษปรับทางปกครอง เพื่อให้ระบบการลงโทษปรับในกฎหมายมีมาตรฐานเดียวกัน
1. กำหนดบทนิยามคำว่า “ปรับเป็นพินัย” หมายความว่า สั่งให้ผู้กระทำความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินที่กฎหมายกำหนด
2. กำหนดบทนิยามคำว่า “ความผิดทางพินัย” หมายความว่า การกระทำหรืองดเว้นกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎหมายนั้นบัญญัติให้ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย
3. ค่าปรับเป็นพินัย คือ เงินค่าปรับที่ต้องชำระให้แก่รัฐ ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่จะนำมาใช้แทนโทษทางอาญาสำหรับผู้กระทำความผิดไม่ร้ายแรงและโดยสภาพไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่างร้ายแรงหรือไม่กระทบต่อส่วนรวมอย่างกว้างขวาง
4. กำหนดให้ความผิดทางพินัยมีการชำระค่าปรับเป็นพินัยตามจำนวนเงินที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือศาลกำหนดเท่านั้น ไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนค่าปรับ ตลอดจนไม่มีการบันทึกลงในประวัติอาชญากรรม ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องและได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดที่ไม่ร้ายแรง
5. กำหนดหลักการพิจารณาความผิดทางพินัย โดยกำหนดให้นำบทบัญญัติในภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป ลักษณะ 1 บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป เฉพาะหมวด 2 การใช้กฎหมายอาญา หมวด 4 ความรับผิดในทางอาญา หมวด 5 การพยายามกระทำความผิด และหมวด 6 ตัวการและผู้สนับสนุนแห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับแก่การปรับเป็นพินัยโดยอนุโลม
6. กำหนดหลักการพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและกำหนดค่าปรับให้เหมาะสมกับฐานะของผู้กระทำความผิด โดยพิจารณาจากระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคม ผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดหรือบุคคลอื่นได้รับจากการกระทำผิดทางพินัย และสถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิดด้วย โดยจะให้ผ่อนชำระเป็นรายงวดก็ได้
7. กำหนดให้ศาลสั่งให้ผู้กระทำความผิดทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้ในกรณีผู้กระทำความผิดไม่อยู่ในฐานะที่จะชำระค่าปรับได้
8. กรณีที่ผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดเพราะเหตุแห่งความยากจนหรือเพราะความจำเป็น ศาลจะกำหนดค่าปรับเป็นพินัยต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดหรือจะว่ากล่าวตักเตือนโดยไม่ปรับเป็นพินัยเลยก็ได้
9. กำหนดให้ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ซึ่งได้แก่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบการบังคับใช้กฎหมายเป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย รวมทั้งมีหน้าที่และอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด แต่มิได้กำหนดให้มีอำนาจจับกุมหรือควบคุมตัวผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด และเมื่อมีการชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ความผิดทางพินัยเป็นอันยุติ
10. ในกรณีที่ไม่มีการชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในระยะเวลาที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลต่อไป
11. กำหนดให้ศาลจังหวัดเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดทางพินัย และกำหนดให้วิธีพิจารณาคดีเป็นไปตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา รวมทั้งกำหนดให้ผู้กระทำความผิดมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้นและคำพิพากษาของศาลชั้นอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด
12. กำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งการเสนอแนะการออกกฎกระทรวงและระเบียบ
13. กำหนดบทบัญญัติการเปลี่ยนโทษปรับทางปกครองและโทษอาญาเป็นการปรับเป็นพินัย ดังนี้
13.1 การเปลี่ยนโทษทางปกครองเป็นโทษปรับเป็นพินัย กำหนดให้เปลี่ยนโทษปรับทางปกครองตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นความผิดทางพินัยทั้งหมด แต่ไม่รวมถึงโทษปรับทางปกครองที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน และการปรับที่เป็นมาตรการในการบังคับทางปกครอง
13.2 การเปลี่ยนโทษทางอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียว แบ่งออกเป็น 1) กฎหมายที่ให้เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยเมื่อพ้นกำหนด 365 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และ 2) ในกรณีที่กฎหมายที่หน่วยงานยังไม่พร้อมให้เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยนั้น ได้กำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเพื่อเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยเมื่อหน่วยงานนั้นมีความพร้อม
2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถและการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กำหนดแผ่นป้ายทะเบียนรูปแบบพิเศษ)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถและการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงคมนาคมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ คค. เสนอว่า
1. ปัจจุบันได้มีการบังคับใช้กฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ และการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี พ.ศ. 2554 โดยกำหนดลักษณะของแผ่นป้ายทะเบียนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ซึ่งแผ่นป้ายทะเบียนจะแบ่งออกเป็นสองบรรทัด บรรทัดที่หนึ่งประกอบด้วยตัวอักษรประจำหมวดตัวที่หนึ่ง ตัวอักษรประจำหมวดตัวที่สอง และหมายเลขทะเบียนไม่เกินสี่หลัก บรรทัดที่สองเป็นตัวอักษรแสดงชื่อกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่จดทะเบียน เว้นแต่กรณีจดทะเบียนที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ให้ใช้คำว่า เบตง ทั้งนี้ตัวอักษรให้ใช้ตัวอักษรไทยและหมายเลขทะเบียนให้ใช้ตัวเลขอารบิค และทั้งตัวเลขและตัวอักษรให้อัดเป็นรอยดุน
2. ลักษณะของแผ่นป้ายทะเบียนรถและสีของแผ่นป้ายทะเบียนกำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการควบคุมทางทะเบียน เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย จึงต้องมีลักษณะที่สามารถมองเห็นและจดจำได้ง่ายและสามารถแยกแยะประเภทของรถตามสีของแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งลักษณะและสีของแผ่นป้ายทะเบียนจะแสดงถึงประเภทรถที่จดทะเบียนว่าเป็นรถประเภทใด เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลหรือเป็นรถยนต์สาธารณะแสดงถึงจังหวัดที่จดทะเบียน รวมถึงอาจแสดงถึงสถานะของบุคคลผู้เป็นเจ้าของรถ เช่น เป็นคณะผู้แทนทางการทูตองค์กรระหว่างประเทศ เป็นต้น
3. นอกจากประโยชน์ในการควบคุมกำกับดูแลทางทะเบียนและการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายแล้ว ลักษณะของแผ่นป้ายทะเบียนรถและสีของแผ่นป้ายทะเบียนส่วนหนึ่งยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในลักษณะการเพิ่มมูลค่าของหมายเลขทะเบียน เช่น ลักษณะของแผ่นป้ายหมายเลขทะเบียนซึ่งเป็นที่ต้องการหรือเป็นนิยมของประชาชนที่สามารถกำหนดเป็นรูปภาพอธิบายหรือมองเห็นความหมายในภาพที่ปรากฏจริง (Graphic) หากเป็นหมวดอักษรซ้ำ เช่น กก ราคาประมูลหมายเลขทะเบียนจะมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าปกติ ซึ่งสามารถ นำรายได้เข้าสู่กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนและส่งเสริมด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอันเกิดจากการใช้รถใช้ถนน
4. จากการศึกษาข้อมูลลักษณะแผ่นป้ายหมายเลขทะเบียนรถของประเทศสหรัฐอเมริกาและเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ลักษณะของแผ่นป้ายดังกล่าวประชาชนสามารถลงทะเบียนร้องขอให้ภาครัฐกำหนดลักษณะเป็นชื่อเฉพาะ โดยการลงทะเบียนและออกประกาศให้ผู้สนใจทราบ ก่อนนำออกเปิดประมูลเป็นการทั่วไป ซึ่งก็จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเกิดประโยชน์ต่อทางราชการในการนำรายได้ดังกล่าวมาจัดทำบริการสาธารณะโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินซึ่งมีจำนวนจำกัดและไม่เพียงพอ
5. โดยที่ปัจจุบันลักษณะของแผ่นป้ายทะเบียนรถและสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถประกอบด้วยตัวอักษรประจำหมวดตัวที่หนึ่ง ตัวอักษรประจำหมวดตัวที่สอง หมายเลขทะเบียนไม่เกินสี่หลัก และตัวอักษรแสดงชื่อกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่จดทะเบียน ใช้สำหรับควบคุมกำกับดูแลทางทะเบียนเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบความเป็นเจ้าของ ตรวจสอบเมื่อมีอุบัติเหตุหรือตรวจสอบการใช้รถในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจราจรและความผิดทางอาญา ซึ่งนอกจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว ควรก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทางราชการด้วยการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ด้วยการนำลักษณะแผ่นป้ายดังกล่าวและหมายเลขทะเบียนซึ่งเป็นที่นิยมหรือเป็นที่ต้องการของประชาชนออกเปิดประมูลเป็นการทั่วไป นำรายได้เข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนใช้สำหรับแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนนโดยไม่ใช้เงินงบประมาณของทางราชการ ดังนั้น จึงสมควรกำหนดให้ลักษณะของแผ่นป้ายทะเบียนสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคนมีตัวอักษรมากกว่าสองตัว หรือตัวอักษรผสมสระหรือวรรณยุกต์หรือตัวเลขได้ โดยไม่ทำให้ประโยชน์ในการตรวจสอบดังกล่าวลดน้อยลง
จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถและการแสดงแผ่นป้ายทะเบียนรถและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (กำหนดแผ่นป้ายทะเบียนรูปแบบพิเศษ) มาเพื่อดำเนินการ
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
แก้ไขเพิ่มเติมลักษณะของแผ่นป้ายทะเบียนสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน ในกฎกระทรวงกำหนดขนาด ลักษณะ และสีของแผ่นป้ายทะเบียนรถ และการแสดงแผ่นป้ายและเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีประจำปี พ.ศ. 2554 ดังนี้
1. แผ่นป้ายแบ่งออกเป็นสองบรรทัด บรรทัดที่หนึ่งประกอบด้วยตัวอักษรประจำหมวดตัวที่หนึ่ง ตัวอักษรประจำหมวดตัวที่สอง และหมายเลขทะเบียนไม่เกินสี่หลัก บรรทัดที่สองเป็นตัวอักษรแสดงชื่อกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่จดทะเบียน เว้นแต่กรณีจดทะเบียนที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ให้ใช้คำว่า เบตง ทั้งนี้ ตัวอักษรให้ใช้ตัวอักษรไทย หมายเลขทะเบียนให้ใช้ตัวเลขอารบิค และทั้งตัวเลขและตัวอักษรให้อัดเป็นรอยดุน
2. กำหนดเพิ่มเติมให้แผ่นป้ายทะเบียนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน บรรทัดที่หนึ่งนอกจากประกอบด้วยตัวอักษรประจำหมวดตัวที่หนึ่ง ตัวอักษรประจำหมวดตัวที่สองและหมายเลขทะเบียนไม่เกินสี่หลัก บรรทัดที่สองเป็นตัวอักษรแสดงชื่อกรุงเทพมหานครหรือจังหวัดที่จดทะเบียนแล้ว บรรทัดที่หนึ่งอาจประกอบด้วยตัวอักษรมากกว่าสองตัวหรือตัวอักษรผสมสระหรือวรรณยุกต์หรือตัวเลขก็ได้ และตามด้วยหมายเลขทะเบียนไม่เกินหนึ่งหลัก ทั้งนี้ การกำหนดตัวอักษรมากกว่าสองตัว หรือตัวอักษรผสมสระหรือวรรณยุกต์หรือตัวเลข ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด
3. ให้ตัวอักษรมากกว่าสองตัว หรือตัวอักษรผสมสระหรือวรรณยุกต์หรือตัวเลข ตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเป็นตัวอักษรประจำหมวด
3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2564
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2564 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ
สาระสำคัญ
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2564 ว่านายเทพไท เสนพงศ์ ต้องคำพิพากษาศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (4) “เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงแก่ผู้ใดเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครอื่น” (กรณีการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี 2557) โดยพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ไม่รอการลงโทษ และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา ทำให้เป็นบุคคลซึ่งอยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 96 (2) จึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 98 (4) อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายเทพไท เสนพงศ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 101 (6) โดยมีผลนับแต่วันที่ 16 กันยายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายเทพไท เสนพงศ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 82 วรรคสอง ทำให้มีตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 102 บัญญัติให้ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง โดยให้ถือว่าวันที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลง คือ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลมีผลในวันอ่าน คือ วันที่ 27 มกราคม 2564 (ภายในวันที่ 12 มีนาคม 2564) โดยต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งและประกาศกำหนดหน่วยเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 25 วันก่อนวันเลือกตั้ง (ภายในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประมาณการวันจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 7 มีนาคม 2564
นายกรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 อนุมัติแทนคณะรัฐมนตรีในเรื่อง การตราร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2564 ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการอันจำกัด ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ต่อไปแล้ว
4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
กษ. เสนอว่า
1. โดยที่มาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัติและยกเว้นค่าธรรมเนียม และต่อมาได้มีกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2559 กำหนดค่าธรรมเนียมคำขออนุญาต คำขอต่ออายุใบอนุญาต ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำการค้าหรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งสัตว์ ซากสัตว์ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ ซากสัตว์เข้ามาใน ออกนอก และนำผ่านราชอาณาจักร กำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ ซากสัตว์เข้ามาใน ออกนอก และนำผ่านราชอาณาจักร
2. กฎกระทรวงตามข้อ 1 ได้กำหนดค่าธรรมเนียม ดังนี้
2.1 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักร แพะ แกะ ตัวละ 250 บาท
2.2 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ออกนอกราชอาณาจักร ม้า โค กระบือ แพะ แกะ ตัวละ 200 บาท
2.3 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำซากสัตว์ออกนอกราชอาณาจักร ประเภทซากสัตว์ เพื่อการบริโภคของคนหรือสัตว์ กิโลกรัมละ 7 บาท โดยเฉพาะกรณีของจิ้งหรีดที่หากมีการส่งออก ผู้ประกอบการต้อง เสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต กิโลกรัมละ 7 บาท ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมีการส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อสร้างรายได้มากขึ้น ประกอบกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) ได้ส่งเสริมให้คนทั่วโลกบริโภคจิ้งหรีดกันมากขึ้น เนื่องจากจิ้งหรีดเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่มีราคาถูกและหาได้ง่ายในท้องถิ่น ความต้องการบริโภคจิ้งหรีดจึงเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นโอกาสสร้างรายได้เข้าประเทศ หากมีการส่งออกในปริมาณมากและมีต้นทุนการผลิตต่ำ
2.4 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ผ่านราชอาณาจักร (1) สุนัข แมว ตัวละ 250 บาท (2) ไก่ เป็ด ห่าน และสัตว์ปีกชนิดอื่น ตัวละ 25 บาท (3) ไข่สำหรับใช้ทำพันธุ์ฟองละ 5 บาท
2.5 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำซากสัตว์ผ่านราชอาณาจักร กิโลกรัมละ 2 บาท
2.6 ค่าที่พักซากสัตว์ที่นำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร กิโลกรัมละ 5 บาท
3. โดยที่ค่าธรรมเนียมการนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ ตามกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2559 มีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและส่งออกของผู้ประกอบการเป็นอุปสรรคในการแข่งขันกับต่างประเทศ ดังนั้น สมควรแก้ไขการกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพการณ์ เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านการ ปศุสัตว์ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันการส่งออกด้านปศุสัตว์กับต่างประเทศ
จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยโรคระบาดสัตว์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาเพื่อดำเนินการ
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. กำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ ประเภทแพะ แกะ เข้ามาในราชอาณาจักร ตัวละ 25 บาท (เดิมตัวละ 250 บาท)
2. กำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ ประเภทแพะ แกะ ออกนอกราชอาณาจักร ตัวละ 20 บาท (เดิมตัวละ 200 บาท)
3. กำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำซากสัตว์เพื่อการบริโภคของคนหรือสัตว์ออกนอกราชอาณาจักร ประเภทจิ้งหรีด กิโลกรัมละ 3 บาท (เดิมกิโลกรัมละ 5 บาท)
4. กำหนดค่าที่พักซากสัตว์ที่นำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ประเภทจิ้งหรีด กิโลกรัมละ 2 บาท (เดิมกิโลกรัมละ 5 บาท)
5. ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ ประเภท ม้า โค กระบือ แพะ แกะ ที่นำออกนอกราชอาณาจักรโดยผ่านด่านศุลกากรบูเก๊ะตา
6. ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำสัตว์ผ่านราชอาณาจักรทางอากาศยานประเภทสุนัข แมว ไก่ เป็ด ห่าน สัตว์ปีกชนิดอื่น หรือไข่สำหรับใช้ทำพันธุ์ เฉพาะกรณีที่สัตว์นั้นยังอยู่ในเขตปลอดอากร จนกระทั่งมีการเปลี่ยนถ่ายอากาศยานแล้วขนส่งผ่านออกไปนอกราชอาณาจักรภายในระยะเวลาไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง
7. ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำซากสัตว์ผ่านราชอาณาจักรทางอากาศยาน กรณีที่ไม่มีการเปิดตรวจตู้สินค้าหรือแบ่งถ่ายโอนสินค้า และยังอยู่ในเขตปลอดอากรจนกระทั่งมีการเปลี่ยนถ่ายอากาศยานแล้วขนส่งผ่านออกไปนอกราชอาณาจักรภายในระยะเวลาไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง
5. เรื่อง ร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการกระทรวงแรงงานซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานตรวจความปลอดภัยตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเครื่องแบบพิเศษสำหรับข้าราชการกระทรวงแรงงานซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานตรวจความปลอดภัยตามกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้วตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎสำนักนายกรัฐมนตรี
1. กำหนดให้เครื่องแบบพิเศษข้าราชการ รง. ชาย ประกอบด้วย หมวกทรงหม้อตาลสีน้ำเงินแกมดำ เสื้อคอพับสีน้ำเงินแกมดำ กางเกงขายาวสีน้ำเงินแกมดำ เข็มขัดด้ายถักสีน้ำเงินแกมดำ และรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าหุ้มข้อ
2. กำหนดให้เครื่องแบบพิเศษข้าราชการ รง. หญิง ประกอบด้วย หมวกพับปีกสีน้ำเงินแกมดำ เสื้อคอพับสีน้ำเงินแกมดำ กางเกงขายาวสีน้ำเงินแกมดำ หรือกระโปรงสีน้ำเงินแกมดำ เข็มขัดด้ายถักสีน้ำเงินแกมดำ และรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าหุ้มข้อ
3. กำหนดลักษณะอินทรธนู ป้ายชื่อ และตำแหน่ง
4. กำหนดให้เครื่องแบบพิเศษข้าราชการ รง. จะแต่งในโอกาสใดให้เป็นไปตามที่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกำหนด และให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจัดให้มีหรือเขียนรูปตัวอย่างพิเศษขึ้นไว้เป็นมาตรฐาน
6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปรับอากาศ คุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัย ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปรับอากาศ คุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัย ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปรับอากาศ คุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัยต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 1529 – 2561 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 5822 (พ.ศ. 2563) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง ยกเลิกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ความปลอดภัยของเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานที่มีลักษณะคล้ายกัน ข้อกำหนดเฉพาะสำหรับเครื่องปั๊มความร้อนไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และเครื่องลดความชื้น และกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องปรับอากาศ คุณลักษณะที่ต้องการด้านความปลอดภัย ประกาศ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2563 โดยให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดกระทะไฟฟ้าก้นตื้นที่มีประสิทธิภาพสูง พ.ศ. .... ร่างกฎกระทรวงกำหนดตู้น้ำเย็นบริโภคและตู้น้ำร้อนน้ำเย็นบริโภคที่มีประสิทธิภาพสูง พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดเตาอบไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง พ.ศ. .... รวม 3 ฉบับ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดกระทะไฟฟ้าก้นตื้นที่มีประสิทธิภาพสูง พ.ศ. .... ร่างกฎกระทรวงกำหนดตู้น้ำเย็นบริโภคและตู้น้ำร้อนน้ำเย็นบริโภคที่มีประสิทธิภาพสูง พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดเตาอบไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง พ.ศ. .... รวม 3 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง
1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดกระทะไฟฟ้าก้นตื้นที่มีประสิทธิภาพสูง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดค่าประสิทธิภาพพลังงานของกระทะไฟฟ้าก้นตื้น ค่าประสิทธิภาพพลังงานอยู่ในช่วง ร้อยละ 78 ถึง ร้อยละ 85 ตามกำลังไฟฟ้า (วัตต์)
2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดตู้น้ำเย็นบริโภคและตู้น้ำร้อนน้ำเย็นบริโภคที่มีประสิทธิภาพสูง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดค่าประสิทธิภาพพลังงานของตู้ที่ผู้ผลิตกำหนด ตู้น้ำเย็นบริโภค และตู้น้ำร้อนน้ำเย็นบริโภค ค่าประสิทธิภาพพลังงานอยู่ในช่วง 0.16 ถึง 0.10 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อวัน และ 1.20 ถึง 0.80 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อวัน
3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดเตาอบไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดค่าประสิทธิภาพพลังงานของเตาอบไฟฟ้า ค่าประสิทธิภาพพลังงานอยู่ในช่วง 0.4 ถึง 1.0 กิโลวัตต์ชั่วโมง ตามขนาดความจุของเตาอบไฟฟ้าที่ผู้ผลิตระบุ (ตั้งแต่ 12 ลิตร ถึงมากกว่า 65 ลิตร)
8. เรื่อง ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ความผิดฐานทำให้แท้งลูก)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบดังนี้
1. รับทราบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ความผิดฐานทำให้แท้งลูก)
2. ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ในการประกาศราชกิจจานุเบกษาต่อไป
3. ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักรับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงบประมาณ แพทยสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) เสนอว่า ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 12 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันพุธที่ 20 มกราคม 2564 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ความผิดฐานทำให้แท้งลูก) ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไว้บางประการ และที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบด้วยกับข้อสังเกตนั้น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. เห็นควรเสนอให้มีการปรับถ้อยคำเพื่อให้สอดรับกับคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับถ้อยคำในส่วนของเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติในตอนท้ายของเหตุผลบรรทัดที่ 2 จากล่าง ดังนี้
“รวมทั้งเพิ่มเหตุยกเว้นความผิดฐานทำให้แท้งลูกตามมาตรา 305 ให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวและสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”
2. ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ มาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สามารถนำมาใช้บังคับได้บางส่วน จึงเห็นควรให้แพทยสภามีการปรับปรุงข้อบังคับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของมาตรา 301 และมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่มีการแก้ไขโดยเร่งด่วน นอกจากนี้ แพทยสภาควรประสานกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 305 (5)
3. หลักเกณฑ์และวิธีการ ตลอดจนการปรึกษาทางเลือกตามมาตรา 305 (5) ที่ สธ. จะประกาศกำหนดโดยคำแนะนำของแพทยสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น คือกำหนดมาตรการการบริการและการสื่อสารที่ชัดเจน โดยให้ศูนย์บริการภาครัฐทุกแห่งจัดให้มีบริการปรึกษาทางเลือกและแก้ไขปัญหาอย่างทั่วถึง การยุติหรือไม่ยุติการตั้งครรภ์ ระบบการส่งต่อ และการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือดูแลผู้หญิงที่มารับบริการให้สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก
4. สธ. ควรกำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาบริการสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการยุติการตั้งครรภ์ของผู้หญิงอย่างปลอดภัย ให้มีความชัดเจนและรอบด้านตามมาตรา 301 และมาตรา 305 โดยจัดให้มีศูนย์บริการในโรงพยาบาลของรัฐอย่างน้อยจังหวัดละหนึ่งแห่ง กำหนดให้มีการประชาสัมพันธ์นโยบายและมาตรการนี้อย่างกว้างขวาง และจัดให้มีสายด่วนให้บริการข้อมูลเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อม
5. ระบบการปรึกษาทางเลือกตามมาตรา 305 ต้องเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีสิทธิที่จะขอรับการปรึกษาทางเลือก และการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา และการจัดสวัสดิการสังคมได้ด้วย ทั้งนี้ หน่วยงานที่ให้การปรึกษาทางเลือก หมายรวมถึงองค์กรประชาสังคมที่ทำงานด้านนี้ด้วย
6. รัฐบาลควรดำเนินการโดยองค์รวมซึ่งครอบคลุมถึงการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนช่วยเหลือดูแลผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไม่พร้อมและตัดสินใจตั้งครรภ์ต่อตั้งแต่การฝากครรภ์ การคลอด การดูแลหลังคลอด การเลี้ยงดูทารกให้เติบโตและได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
7. มาตรา 301 ไม่เอาผิดกับหญิงซึ่งทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์ไม่เกินสิบสองสัปดาห์ โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ หญิงจึงอาจทำให้ตนเองแท้งลูกด้วยวิธีการใด ๆ ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลรักษาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ อันอาจเป็นช่องทางให้มีการซื้อยาที่ผิดกฎหมายมาใช้เองหรือทำแท้งเถื่อน ดังนั้น หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจึงสมควรกำหนดมาตรการควบคุมการจำหน่ายยาที่ผิดกฎหมายและดำเนินการกับหมอเถื่อนหรือคลินิกเถื่อนอย่างจริงจัง ในขณะเดียวกันควรส่งเสริมให้หญิงเข้าสู่ระบบบริการสาธารณสุขและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพเพื่อให้การยุติการตั้งครรภ์เป็นไปอย่างปลอดภัย และควรมีการเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบด้วย
8. การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมด้วยการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงควรร่วมมือกันอย่างแข็งขันด้วยการดูแลเอาใจใส่บุคคลในครอบครัว และให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องเพศศึกษารอบด้านในสถานศึกษา จัดให้มีการคุมกำเนิดอย่างจริงจังและทั่วถึง
9. รัฐบาลควรกำหนดให้มีการจัดทำรายงานติดตามและประเมินผลการดำเนินงานทุกปี ตามข้อสังเกตแนบท้ายรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เสนอต่อคณะกรรมการที่ สธ. จะจัดตั้งขึ้นตามคำแนะนำของแพทยสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดดัชนีชี้วัดความสำเร็จให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย
10. คณะกรรมาธิการสามัญที่เกี่ยวข้องในสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคณะ ควรมีการติดตามผลการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามข้อสังเกตแนบท้ายรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
เศรษฐกิจ - สังคม
9. เรื่อง แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการเงิน (Financial Technology: FinTech)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2561 เพื่อยกเลิกการใช้เงินกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตามความในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. 2558 จำนวน 650 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดตั้งสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเงิน (Institute for Financial Innovation and Technology: InFinIT) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
กค. รายงานว่า
1. กค. ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม FinTech โดยเฉพาะเกี่ยวกับการจัดตั้งสถาบัน InFinIT เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นในภาคการเงิน (FinTech Startups) และพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม FinTech ในประเทศไทย รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานระหว่างสถาบันการเงินภาครัฐ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินผ่านการจัดตั้งมูลนิธิฯ ซึ่งพบว่า ปัจจุบันการดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม FinTech ของประเทศไทยถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วด้วยการผลักดันของภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคเอกชน สรุปได้ ดังนี้
|
ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง |
การดำเนินการที่สำคัญ/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น |
|
1) ภาครัฐ |
- พัฒนาและส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม FinTech ดังนี้ (1) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงิน (ดำเนินการโดย กค.) ได้แก่ ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) เช่น บริการพร้อมเพย์ (Promptpay) การขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการใช้เงินสด ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ e-Payment ของภาครัฐ เพื่อการรับเงิน ชำระเงิน และนำส่งเงินของหน่วยงานภาครัฐ และระบบฐานข้อมูล และระบบการรับจ่ายเงินเพื่อสวัสดิการสังคม (2) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Identification Platform) รวมทั้งพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 [ดำเนินการโดย กค. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง] (3) กำหนดกรอบนโยบายหลักเกณฑ์เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริการ FinTechสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ตลอดจนผลักดันให้มี กระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และร่วมกับสถาบันการเงินจัดกิจกรรมพัฒนา FinTech Startups เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง [ดำเนินการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)] |
|
2) สถาบันการเงินของรัฐ |
- พัฒนาศูนย์นวัตกรรมของสถาบันการเงินของรัฐที่มีรูปแบบเหมือน InFinIT ดังนี้ (1) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง (Krungthai Innovation Lab) เพื่อเป็นศูนย์กลางแนวหน้าในการขับเคลื่อน FinTech ของภาคอุตสาหกรรมและดำเนินการสนับสนุนโครงการภาครัฐ เช่น National e-Payment Digital Identification Platform เป็นต้น และจัดตั้งบริษัทวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้นการให้บริการด้านการพัฒนานวัตกรรมและโครงสร้างดิจิทัลต่าง ๆ รวมถึงผลักดันโครงสร้างดิจิทัลพื้นฐานของประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินดิจิทัลได้ เช่น แอปพลิเคชันเป๋าตัง เป็นต้น (2) ธนาคารออมสินมีแนวทางการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม (Innovation Lab) ให้เป็นศูนย์การสร้างสรรค์และพัฒนา FinTech สำหรับผลิตภัณฑ์บริการและช่องทางการให้บริการ รวมถึงการสนับสนุนและร่วมเป็นพันธมิตรกับ FinTech Startups ที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับความต้องการรูปแบบบริการทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ มีแผนการจัดตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ “Innovation Club by GSB Startups” ร่วมกับสถาบันการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมบุคลากรที่มีศักยภาพในการสร้างสรรค์และดำเนินธุรกิจโดยใช้ FinTech เป็นเครื่องมือ - สถาบันการเงินของรัฐ 8 แห่ง* รวมตัวเป็นสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (สมาคมฯ) เพื่อสนับสนุนและดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และพันธกิจของสมาชิก รวมถึงสร้างความพร้อมและความร่วมมือระหว่างสมาชิกทางด้านการเงินการธนาคาร ซึ่งสมาคมฯ สามารถเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech Ecosystem) ของประเทศไทยได้ |
|
3) ภาคเอกชน |
- ส่งเสริมความร่วมมือพัฒนา FinTech Startups โดยการรวมตัวกันของภาคเอกชนในการจักตั้งสมาคมฟินเทคประเทศไทย สมาคมการค้าเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการเทคโนโลยีใหม่ - พัฒนาศูนย์ส่งเสริม FinTech ของตัวเอง เพื่อส่งเสริมและร่วมเป็นพันธมิตรกับ FinTech Startups เช่น บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด จัดตั้งศูนย์นวัตกรรม True Digital เป็นต้น |
* หมายเหตุ : สถาบันการเงินของรัฐ 8 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
2. จากการดำเนินการของทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม FinTech ของประเทศไทย (ตามข้อ 1) ที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความต่อเนื่อง และสามารถขับเคลื่อนอุตสาหกรรม FinTech ได้แล้ว ดังนั้น เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานของรัฐ ลดระยะเวลา และลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินการในเรื่อง การพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม FinTech ของประเทศไทย กค. เห็นควรทบทวนแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม FinTech โดยยกเลิกโครงการจัดตั้งสถาบัน InFinIT และยกเลิกการใช้เงินกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตามความในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ. 2558 จำนวน 650 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการจัดตั้งสถาบัน InFinIT ที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติไว้ (4 กันยายน 2561)
10. เรื่อง การทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เสนอดังนี้
1. ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 [เรื่อง การเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี 2561 – 2563 (3 ปี)] จากเดิมประจำปี พ.ศ. 2561 – 2563 เป็นประจำปี พ.ศ. 2561 – 2564 รายละเอียดนอกเหนือจากนี้คงเดิมทุกประการ
2. ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 [เรื่อง การเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี 2564 – 2568 (5 ปี)] จากเดิมประจำปี พ.ศ. 2564 – 2568 เป็นประจำปี พ.ศ. 2565 – 2569 รายละเอียดนอกเหนือจากนี้คงเดิมทุกประการ
สาระสำคัญของเรื่อง
กก. รายงานว่า
1. ผลการจัดการแข่งขันฯ ประจำปี พ.ศ. 2561 – 2562 มีดังนี้
|
รายการ โมโต จีพี |
จำนวนผู้ชม |
สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ |
|
1. รายการ โมโต จีพี ประจำปี พ.ศ. 2561 สนามที่ 15 รายการ “PTT Thailand Grand Prix 2018” ระหว่างวันที่ 5 – 7 ตุลาคม 2561 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ |
222,535 คน |
3,053 ล้านบาท |
|
2. รายการ โมโต จีพี ประจำปี พ.ศ. 2562 สนามที่ 15 รายการ “PTT Thailand Grand Prix 2019” ระหว่างวันที่ 4 – 6 ตุลาคม 2562 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ |
226,655 คน |
3,457 ล้านบาท |
2. เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกและในประเทศไทย ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี 2562 – 2563 (2 ปี) ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 จึงมีมติเห็นชอบให้เลื่อนการจัดการแข่งขันฯ ประจำปี พ.ศ. 2563 ออกไปก่อน โดยได้มอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะผู้จัดการแข่งขันฯ ดำเนินการประสานงานหารือกับบริษัท ดอร์น่า สปอร์ต จำกัด (บริษัทฯ) ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันฯ ต่อมา บริษัทฯ มีหนังสือถึง กกท. ลงวันที่ 6 มีนาคม 2563 เพื่อแจ้งเลื่อนการจัดการแข่งขันฯ ประจำปี พ.ศ. 2563 จากเดิม ระหว่างวันที่ 20 - 22 มีนคม 2563 เป็น ระหว่างวันที่ 2 - 4 ตุลาคม 2563 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์
3. บริษัทฯ มีหนังสือถึง กกท. ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ได้เสนอให้ กกท. พิจารณาดำเนินการจัดการแข่งขันฯ ระหว่างวันที่ 20 - 22 พฤศจิกายน 2563 หากไม่สามารถดำเนินการจัดการแข่งขันในปี พ.ศ. 2563 ได้ บริษัทฯ ยื่นข้อเสนอในการต่อสัญญาเพิ่มอีก 1 ปี (จัดในปี พ.ศ. 2564) โดย กกท. ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 3 จากปี พ.ศ. 2563 ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา1
4. กกท. ได้มีหนังสือแจ้งบริษัทฯ ลงวันที่ 28 กันยายน 2563 ถึงกำหนดการในการเลื่อนการแข่งขันจากเดิม พ.ศ. 2563 เป็น พ.ศ. 2564 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่า จะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ภายใน 3 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2564 (เดือนมกราคม - มีนาคม) ประกอบกับสภาพอากาศภายในประเทศไทยในเดือนมีนาคม ซึ่งคาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส จะส่งผลต่อสุขภาพของนักกีฬา รวมไปถึงสถานการณ์ในการจำหน่ายบัตรเข้าชมซึ่งมียอดจำหน่ายลดลง จึงระบุได้ว่าเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 ไม่เหมาะกับการจัดการแข่งขันภายในประเทศไทย กกท. ขอกำหนดปฏิทินการแข่งขันฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) เป็นต้นไป ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี รวมทั้งได้มีหนังสือแจ้งบริษัทฯ ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ให้พิจารณาทบทวนการยกเว้นค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติม ร้อยละ 3 เนื่องจากหากต้องจ่ายเพิ่มเติม กกท. ต้องดำเนินการยื่นเรื่องขอแก้ไขเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ต่อมา บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้ง กกท. ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2563 ว่า บริษัทฯ มีความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทยเป็นอย่างดี โดยยินดีขยายสัญญาการแข่งขันฯ และเลื่อนกำหนดการจัดการแข่งขันฯ จากเดิม พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) เป็น พ.ศ. 2564 (ค.ศ. 2021) พร้อมนี้ จะไม่มีการเพิ่มค่าธรรมเนียมสัญญาร้อยละ 3 และยอมรับข้อตกลงในการเลื่อนกำหนดการต่อสัญญาจากเดิม พ.ศ. 2564 - 2568 (ค.ศ. 2021 - 2025) เป็น พ.ศ. 2565 – 2569 (ค.ศ. 2022 – 2026)
5. ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี 2562 – 2563 (2 ปี) ครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 มีมติ ดังนี้
5.1 เห็นชอบในการขยายสัญญาการแข่งขันฯ จากเดิม ปี พ.ศ. 2561 - 2563 (ค.ศ. 2018 - 2020) เป็นปี พ.ศ. 2561 – 2564 (ค.ศ. 2018 - 2021) โดยรายละเอียดในการดำเนินการคงเดิม และพิจารณาเห็นชอบให้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พร้อมทั้งเหตุผลในการขอขยายสัญญาการจัดการแข่งขันฯ
5.2 เห็นชอบให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 [เรื่อง การเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ โมโต จีพี ประจำปี 2564 - 2568 (5 ปี)] จากเดิม ระหว่างปี พ.ศ. 2564 - 2568 (ค.ศ. 2021 - 2025) เป็นระหว่างปี พ.ศ. 2565 - 2569 (ค.ศ. 2022 - 2026)
6. กกท. ได้หารือร่วมกับอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2563 ณ สำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) โดยอัยการสูงสุดให้ความเห็น ดังนี้
6.1 การเลื่อนสัญญาการแข่งขันฯ จากเดิม ประจำปี พ.ศ. 2563 เป็นปี พ.ศ. 2564 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 หาก กกท. มีความจำเป็นต้องเลื่อนการจัดการแข่งขันฯ จากเดิม พ.ศ. 2563 เป็น พ.ศ. 2564 จะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบเหตุผลในการขอเลื่อนการจัดการแข่งขันฯ
6.2 ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 หาก กกท. มีความจำเป็นต้องเลื่อนการจัดการแข่งขันฯ จากเดิม พ.ศ. 2564 – 2568 เป็นปี พ.ศ. 2565 – 2569 จะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบเห็นผลในการขอขยายเวลาการจัดการแข่งขันฯ ภายใต้เงื่อนไขเดิมทุกประการ สำหรับสัญญาที่ กกท. ต้องทำร่วมกับบริษัทฯ เป็นเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2565 - 2569) นั้น ขอให้ กกท. ยึดสัญญาเดิมที่เคยผ่านการตรวจจาก อส. ทั้งนี้ ให้ปรับเปลี่ยนเฉพาะ วัน เดือน ปี ค่าลิขสิทธิ์การแข่งขัน และรายชื่อผู้ลงนามในสัญญา
7. บริษัทฯ ได้กำหนดตารางการแข่งขันของประเทศไทย ณ เดือนตุลาคม 2564 และได้กำหนดให้มีการลงนามสัญญาสำหรับการจัดการแข่งขันฯ ในปี พ.ศ. 2564 ในช่วงเดือนมกราคม 2564 เนื่องจากการเตรียมการจัดการแข่งขันฯ มีภารกิจ ขั้นตอน และระยะเวลาที่ต้องดำเนินการ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบภายในเดือนมกราคม 2564
_______________
1ข้อผูกพันที่ได้ตกลงไว้ในสัญญาฉบับนี้ ระบุว่า ผู้จัดการแข่งขัน (กกท.) ต้องรับผิดชอบในการจ่ายเงินให้แก่บริษัทฯ เป็นระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2561 เป็นเงิน 7,500,000 ยูโร และปี พ.ศ. 2562 และปี พ.ศ. 2563 จะปรับขึ้นเป็นรายปี ในทุกปีที่อัตราร้อยละ 3 และการชำระเงินใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภาษีส่วนเพิ่ม หรือใบแทนภาษี ภาษีครัวเรือน ภาษีศุลกากร อากร ค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย หรืออื่น ๆ ซึ่งรวมถึงกรณีเหตุสุดวิสัย ซึ่งบริษัทฯ ได้พิจารณาตามความเหมาะสมว่าอาจทำให้เกิดความเสี่ยงหรืออันตรายในด้านความปลอดภัย สวัสดิภาพของผู้เข้าแข่งขัน และทีมงานของบริษัทฯ หรือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินใด ๆ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงนี้ จะต้องชำระโดยผู้จัดการแข่งขันเต็มจำนวนโดยไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย
11. เรื่อง (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (พ.ศ. 2563 - 2565)
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (พ.ศ. 2563 – 2565) [(ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ] และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขับเคลื่อน (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
วธ. รายงานว่า
1. วธ. (สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย) ได้ดำเนินการทบทวนนโยบายและยุทธศาสตร์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย พ.ศ. 2560 - 2564 ตามการจำแนกระดับของแผนตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 และได้ปรับปรุงนโยบายและยุทธศาสตร์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เป็น “แผนปฏิบัติการด้านส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (พ.ศ. 2563 - 2565)” ซึ่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒนาฯ) ได้พิจารณาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2563 และมีมติให้ความเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ แล้ว โดยมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เช่น (1) ควรปรับปรุงวิสัยทัศน์ให้มีความชัดเจนและครอบคลุมถึงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยทั้งระบบและการกำหนดเป้าหมายในการนำทุนทางวัฒนธรรมของไทยมาพัฒนาต่อยอดและปรับให้เหมาะสม (2) ควรกำหนดแผนการดำเนินการในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีการบูรณาการและเชื่อมโยงกับหลายหน่วยงาน และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (3) ควรส่งเสริมการผลิตและพัฒนาทักษะบุคลากรทางด้านงานสร้างสรรค์และวัฒนธรรมร่วมสมัยให้มีคุณภาพและเพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการ (4) ควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อน โดยภาครัฐควรเป็นเพียงผู้สนับสนุนหรือผู้อำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการต่อยอดทุนทางศิลปวัฒนธรรมและสามารถสร้างมูลค่าให้กับประเทศได้เพิ่มมากขึ้น (5) ควรให้ความสำคัญกับการต่อยอดศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยให้เกิดเป็น Creative Culture และ (6) ควรมีการติดตามและประเมินผลแผนปฏิบัติการฯ ในช่วงที่ผ่านมา และกำหนดตัวชี้วัดให้สามารถบ่งชี้ถึงผลลัพธ์จากการดำเนินงาน รวมทั้งขอบเขตการวัดผลที่ชัดเจน เป็นต้น
2. วธ. (สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย) ได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ตามข้อเสนอแนะของสภาพัฒนาฯ โดยคณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ได้มีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ แล้ว
3. (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
|
ประเด็น |
สาระสำคัญ |
|
1. วิสัยทัศน์ |
ประเทศไทยเป็นศูนย์บูรณาการการเรียนรู้และความร่วมมือในการพัฒนาและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยทั้งระบบ เพื่อต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ |
|
2. พันธกิจ |
2.1 พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยและประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีดิจิทัล 2.2 ส่งเสริมพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ 2.3 สนับสนุนการสร้างสรรค์งานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2.4 บูรณาการความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศให้ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไทยมีบทบาทในเวทีโลก |
|
3. วัตถุประสงค์ |
3.1 เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมที่ตระหนักถึงคุณค่างานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 3.2 เพื่อให้ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยได้รับการส่งเสริมครอบคลุมทุกมิติ และให้กลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาต่อยอดจากทุนทางวัฒนธรรมในทุกระดับ ทั้งระดับชุมชนท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ตลอดจนถึงระดับนานาชาติ 3.3 เพื่อยกระดับการพัฒนาและเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากพื้นฐานของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไทย 3.4 เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไทยไปทั่วโลกเป็นการส่งเสริมทัศนะเชิงบวกต่อประเทศไทย รวมถึงเป็นการสร้างความเข้าใจและการยอมรับภาพลักษณ์ และความนิยมไทยในสากลด้วยอำนาจแบบนุ่มนวลของไทย |
|
4. เป้าหมาย |
ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาจิตใจ สร้างพลังทางสังคม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยกำหนดเป้าหมายในระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 - 2565) ดังนี้ 4.1 อัตราการขยายตัวของมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม 4.2 ระบบฐานข้อมูลเทคโนโยดิจิทัลด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ 4.3 ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างเป็นรูปธรรม |
|
5. ตัวชี้วัดหลัก |
5.1 การนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 5.2 เปิดให้บริการหอศิลป์แห่งชาติที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค จำนวน 1 แห่ง 5.3 เปิดให้บริการ Big Data ระบบศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ด้านวัฒนธรรม จำนวน 1 ระบบ 5.4 จำนวนภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 |
|
6. ผลที่คาดว่าจะได้รับ |
6.1 มูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น 6.2 คนทุกช่วงวัยมีความรู้ความเข้าใจศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยสามารถต่อยอดพัฒนา ภูมิปัญญาผสานกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อการพัฒนาทักษะสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 6.3 พื้นที่และแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยได้รับการส่งเสริมให้มีการบริหารจัดการและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม 6.4 การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยใน การขับเคลื่อนและทำงานร่วมกัน เกิดผลลัพธ์ตอบสนองต่อเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม |
4. ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ตัวอย่างกิจกรรม/โครงการที่จะดำเนินการ และกรอบวงเงินงบประมาณจากงบดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ ดังนี้
|
ยุทธศาสตร์ |
วงเงินงบประมาณ (ล้านบาท) |
||
|
ปี 2563 |
ปี 2564 |
ปี 2565 |
|
|
1. ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัย องค์ความรู้ นวัตกรรม ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ประกอบด้วย 37 โครงการ เช่น โครงการพัฒนาระบบข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม โครงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และโครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เป็นต้น หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กรมศิลปากร เป็นต้น |
619.69 |
2,071.91 |
658.04 |
|
2. ยุทธศาสตร์ที่ 2 ส่งเสริมให้มีการพัฒนาพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเพื่อการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ประกอบด้วย 34 โครงการ เช่น โครงการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยว โครงการพัฒนากลุ่มท่องเที่ยวมรดกโลก และโครงการศูนย์สร้างสรรค์และพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมไทย เป็นต้น หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กรมศิลปากร องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เป็นต้น |
510.16 |
2,151.16 |
754.64 |
|
3. ยุทธศาสตร์ที่ 3 ส่งเสริมการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่สร้างคุณค่าทางจิตใจ สังคม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการบนฐานของทุนทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย 42 โครงการ เช่น โครงการส่งเสริมและพัฒนาช่องทางการตลาด โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมและความเป็นไทย เป็นต้น หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงมหาดไทย (มท.) โดยกรมการพัฒนาชุมชน วธ. (กรมการศาสนา) เป็นต้น |
2,043.52 |
2,390.07 |
2,184.96 |
|
4. ยุทธศาสตร์ที่ 4 ส่งเสริมความร่วมมือภาคีเครือข่าย ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยทั้งในและต่างประเทศบนฐานมรดกทางวัฒนธรรม ประกอบด้วย 17 โครงการ เช่น โครงการพัฒนาความร่วมมือด้านศิลปวัฒนธรรมและนำความเป็นไทยสู่สากล โครงการเผยแพร่แลกเปลี่ยนศิลปะร่วมสมัย โครงการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับมิตรประเทศและองค์การระหว่างประเทศ เป็นต้น หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) วธ. สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เป็นต้น |
5,346.11 |
5,453.25 |
5,382.54 |
|
รวมทั้งสิ้น |
8,519.48 |
12,066.39 |
8,980.08 |
|
29,565.95 |
|||
5. การขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการฯ สรุปได้ ดังนี้
|
ประเด็น |
สาระสำคัญ |
|
1. กลไกขับเคลื่อนการดำเนินงาน |
มีหน่วยงานหลักที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ได้แก่ (1) คณะกรรมการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย (2) สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และ (3) คณะกรรมการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย พ.ศ. 2551 |
|
2. แนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงาน |
เพื่อให้เกิดความสอดคล้องและเชื่อมโยงระหว่างแผนปฏิบัติการฯ กับแผนบริหารราชการแผ่นดินของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้ (1) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนปฏิบัติการฯ แปลงแผนสู่การปฏิบัติ ประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการระยะ 5 ปี และรายปีของหน่วยงานนั้น ๆ (2) ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ รับทราบปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (3) ประเมินผลสำเร็จของการดำเนินงานในระดับโครงการ (4) ประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานภาพรวม และการบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด และ (5) ดำเนินการติดตามตรวจสอบ และประเมินผล ด้วยระบบติดตามและประเมินผลแห่งชาติ (eMENSCR) |
|
3. แนวทางการติดตามและประเมินผล |
เพื่อติดตามความก้าวหน้า รวมทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการ โดยมี แนวทางการดำเนินงาน ดังนี้ (1) กลไกในระดับนโยบายมีแนวทางในการกำกับ ติดตาม การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน (2) พัฒนากลไกในการติดตามและประเมินผลแผนปฏิบัติการฯ เพื่อทำหน้าที่ในการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่กำหนด การประเมินตัวชี้วัด ความสำเร็จของการแปลงแผนสู่การปฏิบัติ จัดทำรายงานประจำปี (3) ใช้กระบวนการติดตามและประเมินผลแบบมีส่วนร่วมจากผู้ปฏิบัติงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง (4) พัฒนาระบบฐานข้อมูลให้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายทุกระดับ และ (5) รายงานผลการติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ อย่างต่อเนื่อง |
12. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประจำปี พ.ศ. 2562
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ ดังนี้
1. รับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประจำปี พ.ศ. 2562
2. ให้หน่วยงานของรัฐ ทั้งราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการอบรมด้านการบังคับคดีจากกรมบังคับคดี ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกัน และกระทบกระเทือนต่อผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองน้อยที่สุด
3. ให้หน่วยงานของรัฐที่หารือต่อคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองถือปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเช่นเดียวกับการให้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2482 ว่า “...เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นทางกฎหมายเป็นประการใดแล้ว โดยปกติให้เป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา นั้น”
ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงคมนาคมไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
สาระสำคัญของเรื่อง
สคก. ในฐานะสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองได้จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ประจำปี พ.ศ. 2562 สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
1.1 การให้คำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฯ แก่หน่วยงานของรัฐทั้งส่วนราชการระดับกรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ รวม 12 เรื่อง ดังนี้
|
หน่วยงานที่ขอหารือ |
เรื่องที่ขอหารือ |
|
1) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (ปัจจุบัน : สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) |
เหตุซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง กรณีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ |
|
2) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา |
การมีสภาพร้ายแรงหรือข้อห้ามในการปฏิบัติหน้าที่ของอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษา (อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา) ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา |
|
3) กรมโรงงานอุตสาหกรรม |
การนำพระราชบัญญัติฯ ไปใช้บังคับกับการเพิกถอนใบอนุญาตนำเข้า เศษพลาสติกตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอก และการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 |
|
4) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน |
มาตรการบังคับทางปกครองในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าไม่นำส่งเงินเข้ากองทุนพัฒนาไฟฟ้าตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 |
|
5) กรมสรรพากร |
สถานะและการมีผลใช้บังคับของประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 5) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 630) พ.ศ. 2560 |
|
6) กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ |
ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์กรณีเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง เป็นผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 |
|
7) องค์การบริหารส่วนตำบลยางซ้าย |
การใช้มาตรการบังคับทางปกครองในระหว่างที่มีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองเกี่ยวกับการยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน |
|
8) องค์การบริหารส่วนตำบลท่าตำหนัก |
ระยะเวลาการใช้มาตรการบังคับทางปกครองขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าตำหนัก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม |
|
9) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ |
การบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ชำระเงินที่ยังไม่เป็นที่สุด |
|
10) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น |
สถานะของคำสั่งประธานกรรมการพนักงานส่วนตำบลจังหวัดอุดรธานีที่ให้พนักงานส่วนตำบลไปปฏิบัติหน้าที่ในองค์การบริหารส่วนตำบลอื่นในเขตจังหวัด |
|
11) ธนาคารออมสิน |
สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้บังคับต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง |
|
12) องค์การบริหารส่วนตำบลศิลา |
การนับระยะเวลาในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองกรณีขององค์การบริหารส่วนตำบลศิลา |
1.2 การจัดทำกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1) กฎกระทรวงการมอบอำนาจในการพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครองของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครอง พ.ศ. 2562 2) กฎกระทรวงกำหนดเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครองและการแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับทางปกครอง พ.ศ. 2562 และ 3) กฎกระทรวงกำหนดเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจกำหนดค่าปรับบังคับการ พ.ศ. 2562
2. ผลการดำเนินงานของสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
2.1 การดำเนินการตามข้อเสนอของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ตามที่ให้ สคก. ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงการปฏิบัติราชการทางปกครองให้เป็นไปโดยมีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยในปี 2562 สรุปการดำเนินงานได้ ดังนี้
(1) ศึกษาวิเคราะห์ปัญหาเกี่ยวกับการใช้บังคับพระราชบัญญัติฯ พร้อมทั้งทำการศึกษาและวิเคราะห์หลักกฎหมายปกครองของต่างประเทศเพื่อนำมาเป็นกรณีศึกษาในการปรับปรุงพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้จัดทำให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในโครงการสัมมนาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
(2) จัดให้มีการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับหลักกฎหมายปกครองให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดโครงการสัมมนาเพื่อพัฒนาหลักกฎหมายปกครอง และบรรยายกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในหลักสูตรที่ สคก. จัดขึ้น รวมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ในการจัดวิทยากรเพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง รวมทั้งได้จัดเจ้าหน้าที่เพื่อให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์แก่หน่วยงานของรัฐและประชาชนทั่วไปด้วย
(3) ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ของ สคก. ไปอบรมหลักกฎหมายปกครองอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมและอบรมหลักสูตรของสถาบันการปกครองชั้นสูงแห่งชาติฝรั่งเศส จำนวน 4 คน
2.2 การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ใหม่ในการบังคับทางปกครอง ได้จัดทำร่างกฎกระทรวงที่ต้องออกตามพระราชบัญญัติฯ และได้จัดทำเอกสารเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์ใหม่ในการบังคับทางปกครอง ทั้งที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 และที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง โดยได้จัดทำข้อมูลในรูปแบบของอินโฟกราฟิก (infographic) เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจและเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของ สคก.
3. ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะการดำเนินการตามพระราชบัญญัติฯ สาเหตุประการหนึ่งของการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติฯ เนื่องจากการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถใช้มาตรการบังคับทางปกครองเพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำสั่งทางปกครองได้เองโดยไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลตามหลักเกณฑ์เดิมไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐขาดความเชี่ยวชาญในการดำเนินการสืบหาทรัพย์สิน การยึด การอายัดทรัพย์สิน และการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ประกอบกับกฎกระทรวงกำหนดเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งใช้มาตรการบังคับทางปกครองและการแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับทางปกครอง พ.ศ. 2562 ได้กำหนดให้มีการแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับทางปกครองซึ่งผ่านการอบรมด้านการบังคับคดีจากกรมบังคับคดี หรือด้านการบังคับทางปกครองตามหลักสูตรที่คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองให้ความเห็นชอบ ซึ่งหากหน่วยงานของรัฐยังไม่ส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมย่อมอาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการบังคับทางปกครอง นอกจากนี้ ในส่วนของการให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติฯ ซึ่ง สคก. ได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความเห็นของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในช่องทางต่าง ๆ แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบความเห็นของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองจึงไม่ได้มีการปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ดังนั้น คณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง จึงเห็นควรมีข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดังนี้
3.1 ให้หน่วยงานของรัฐ ทั้งราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการอบรมด้านการบังคับคดีจากกรมบังคับคดี ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับทางปกครองโดยเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกัน และกระทบกระเทือนต่อผู้อยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครองน้อยที่สุด
3.2 ให้หน่วยงานของรัฐที่หารือต่อคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองถือปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเช่นเดียวกับการให้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2482 ว่า “...เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นทางกฎหมายเป็นประการใดแล้ว โดยปกติให้เป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา นั้น”
13. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ไตรมาสที่ 1)
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอรายงานผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ไตรมาสที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 (เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 หมวด 7 การประเมินผลและการรายงาน ที่บัญญัติให้มีการจัดวางระบบการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จยบประมาณของหน่วยรับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการวัดผลสัมฤทธิ์หรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณในกรณีที่การประเมินผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณใดไม่ได้ตามเป้าหมายหรือตัวชี้วัดที่กำหนด ให้ผู้อำนวยการ สงป. จัดทำข้อเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้หน่วยรับงบประมาณปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หากหน่วยรับงบประมาณไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ สงป. รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อสั่งการตามที่เห็นสมควร) สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. ผลการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ไตรมาสที่ 1 วงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 3,285,962.48 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 942,707,43 ล้านบาท และก่อหนี้แล้ว 1,028,434.22 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 28.69 และ 31.30 ตามลำดับ สำหรับงบประมาณรายจ่ายกรณีไม่รวมงบกลาง มีผลการใช้จ่ายงบประมาณ ดังนี้
หน่วย : ล้านบาท
|
งบประมาณ (ไม่รวม งบกลาง) |
ผลการ เบิกจ่าย/ ก่อหนี้ |
เป้าหมาย การใช้จ่ายงบประมาณตามมติคณะรัฐมนตรี |
สูง/ต่ำกว่า เป้าหมาย (ร้อยละ) |
แผน การใช้จ่ายงบประมาณ |
สูง/ต่ำกว่า แผน (ร้อยละ) |
|
(ภาพรวม 2,671,346.23 ล้านบาท) |
|||||
|
เบิกจ่าย |
814,685.28 (ร้อยละ 30.50) |
854,830.79 (ร้อยละ 32.00) |
-1.50 |
821,975.74 (ร้อยละ 30.77) |
-0.27 |
|
ก่อหนี้ |
900,412.06 (ร้อยละ 33.71) |
854,830.79 (ร้อยละ 32.00) |
1.71 |
821,975.74 (ร้อยละ 30.77) |
2.94 |
|
รายจ่ายประจำ (2,083,973.70 ล้านบาท) |
|||||
|
เบิกจ่าย |
741,579.94 (ร้อยละ 35.58) |
750,230.53 (ร้อยละ 36.00) |
-0.42 |
706,728.91 (ร้อยละ 33.91) |
1.67 |
|
ก่อหนี้ |
754,705.64 (ร้อยละ 36.21) |
750,230.53 (ร้อยละ 36.00) |
0.21 |
706,728.91 (ร้อยละ 33.91) |
2.30 |
|
รายจ่ายลงทุน (587,372.53 ล้านบาท) |
|||||
|
เบิกจ่าย |
73,105.35 (ร้อยละ 12.45) |
117,474.51 (ร้อยละ 20.00) |
-7.55 |
115,246.83 (ร้อยละ 19.62) |
-7.17 |
|
ก่อหนี้ |
145,706.42 (ร้อยละ 24.81) |
117,474.51 (ร้อยละ 20.00) |
4.81 |
115,246.83 (ร้อยละ 19.62) |
5.19 |
2. ผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ไตรมาสที่ 1 จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ 6 ยุทธศาสตร์ และ 1 รายการ (ไม่รวมงบกลาง) สรุปได้ ดังนี้
หน่วย : ล้านบาท
|
ยุทธศาสตร์/รายการ |
ผลการ เบิกจ่าย/ ก่อหนี้ |
เป้าหมาย การใช้จ่ายงบประมาณตามมติคณะรัฐมนตรี |
สูง/ต่ำกว่า เป้าหมาย (ร้อยละ) |
แผน การใช้จ่ายงบประมาณ |
สูง/ต่ำกว่า แผน (ร้อยละ) |
|
(1) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง (399,469.71 ล้านบาท) |
|||||
|
เบิกจ่าย |
76,136.22 (ร้อยละ 19.60) |
127,830.31 (ร้อยละ 32.00) |
-12.40 |
110,469.49 (ร้อยละ 27.65) |
-8.05 |
|
ก่อหนี้ |
91,181.47 (ร้อยละ 22.83) |
127,830.31 (ร้อยละ 32.00) |
-9.17 |
110,469.49 (ร้อยละ 27.65) |
-4.83 |
|
(2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (394,588.45 ล้านบาท) |
|||||
|
เบิกจ่าย |
117,430.25 (ร้อยละ 29.76) |
126,268.30 (ร้อยละ 32.00) |
-2.24 |
134,847.64 (ร้อยละ 34.17) |
-4.41 |
|
ก่อหนี้ |
156,023.58 (ร้อยละ 39.54) |
126,268.30 (ร้อยละ 32.00) |
7.54 |
134,847.64 (ร้อยละ 34.17) |
5.37 |
|
(3) ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (579,388.33 ล้านบาท) |
|||||
|
เบิกจ่าย |
152,734.59 (ร้อยละ 26.36) |
185,404.26 (ร้อยละ 32.00) |
-5.64 |
144,718.92 (ร้อยละ 24.98) |
1.38 |
|
ก่อหนี้ |
161,423.90 (ร้อยละ 27.86) |
185,404.26 (ร้อยละ 32.00) |
-4.14 |
144,718.92 (ร้อยละ 24.98) |
2.88 |
|
(4) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (724,132.94 ล้านบาท) |
|||||
|
เบิกจ่าย |
242,270.42 (ร้อยละ 33.46) |
231,722.54 (ร้อยละ 32.00) |
1.46 |
197,067.47 (ร้อยละ 27.21) |
6.25 |
|
ก่อหนี้ |
244,825.78 (ร้อยละ 33.81) |
231,722.54 (ร้อยละ 32.00) |
1.81 |
197,067.47 (ร้อยละ 27.21) |
6.60 |
|
(5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (116,031.68 ล้านบาท) |
|||||
|
เบิกจ่าย |
16,768.86 (ร้อยละ 14.45) |
37,130.14 (ร้อยละ 32.00) |
-17.55 |
26,357.72 (ร้อยละ 22.71) |
-8.26 |
|
ก่อหนี้ |
32,502.52 (ร้อยละ 28.01) |
37,130.14 (ร้อยละ 32.00) |
-3.99 |
26,357.72 (ร้อยละ 22.71) |
5.30 |
|
(6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ (164,280.81 ล้านบาท) |
|||||
|
เบิกจ่าย |
41,324.50 (ร้อยละ 25.15) |
52,569.86 (ร้อยละ 32.00) |
-6.85 |
47,146.28 (ร้อยละ 28.70) |
-3.55 |
|
ก่อหนี้ |
46,434.36 (ร้อยละ 28.27) |
52,569.86 (ร้อยละ 32.00) |
-3.73 |
47,146.28 (ร้อยละ 28.70) |
-0.43 |
|
(7) รายการค่าการดำเนินการภาครัฐ (293,454.32 ล้านบาท) |
|||||
|
เบิกจ่าย/ก่อหนี้ |
168,020.44 (ร้อยละ 57.26) |
93,905.38 (ร้อยละ 32.00) |
25.26 |
161,368.23 (ร้อยละ 54.99) |
2.27 |
3. ปัญหาและอุปสรรค
3.1 หน่วยรับงบประมาณดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2564 ล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ ส่งผลให้การเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามแผนเนื่องจากในปีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พศ. 2563 หน่วยรับงบประมาณบางส่วนได้จัดซื้อจัดจ้างพัสดุด้วยระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยอิเล็กทรอนิกส์ภาครัฐ (e-GP) และเตรียมการดำเนินการงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2564 ในลำดับถัดมา รวมทั้งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โควิด-19) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงาน
3.2 หน่วยรับงบประมาณบางส่วนดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า เนื่องจากมีการปรับปรุงและแก้ไขร่างขอบเขตของงาน (TOR) หลายครั้ง รวมถึงกรณีที่หน่วยรับงบประมาณจัดสรรเงินไปยังสำนักงานในภูมิภาคล่าช้าหลังจากการได้รับการจัดสรรเงินจาก สงป.
3.3 รายจ่ายหน่วยลงทุนส่วนใหญ่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การสำรวจออกแบบและจัดทำรูปแบบรายการ การจัดทำ TOR และการกำหนดราคากลาง บางรายการมีการประกาศประกวดราคาแล้วแต่ประสบปัญหา จึงต้องเข้าสู่กระบวนการใหม่ในส่วนจังหวัดและกลุ่มจังหวัดมีแนวโน้มล่าช้ากว่าแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่กำหนด เนื่องจากต้องอาศัยบุคลากรจากหน่วยงานในภูมิภาคซึ่งมีความรู้เฉพาะทางในการพิจารณาแบบรูปรายการหรือการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ
3.4 กรณีรายการผูกพันใหม่ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ที่มีวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 32 รายการ มี 24 รายการที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการจัดทำร่าง TOR การกำหนดราคากลาง การแก้ไขปรับปรุงแบบรูปรายการให้เหมาะสมกับการใช้งาน และอยู่ระหว่างหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อขอยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ด้วยเหตุความจำเป็นทางด้านลักษณะงาน ด้านความมั่นคง จึงเป็นสาเหตุให้การดำเนินการล่าช้า
4. สงป. มีข้อเสนอแนะ เช่น
4.1 หน่วยรับงบประมาณควรเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายและหรือแผนที่กำหนดไว้ และควรให้ความสำคัญกับความพร้อมของโครงการก่อนขอรับการจัดสรรงบประมาณ รวมทั้งพิจารณากำหนดทิศทางหรือแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป (New Normal) เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตามวัตถุประสงค์และก่อประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
4.2 หน่วยรับงบประมาณควรเร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนรายการปีเดียว เห็นสมควรก่อหนี้ผูกพันให้เสร็จสิ้นทุกรายการภายในไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจากการระบาดของโควิด-19 และ สงป. จะได้นำผลการเบิกจ่ายและการก่อหนี้ผูกพันมาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ด้วย
4.3 หัวหน้าส่วนราชการควรกำกับดูแลรายงานผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขโดยเคร่งครัด เนื่องจากในปัจจุบันยังพบว่ามีหน่วยรับงบประมาณดำเนินการไม่ครบถ้วน
14. เรื่อง แผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2545 – 2565) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2563
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2545 – 2565) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2563 (แผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 2ฯ พ.ศ. 2563) และให้หน่วยงานรับผิดชอบดำเนินงานด้านผู้สูงอายุนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป
สาระสำคัญของเรื่อง
พม. รายงานว่า
1. แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545 – 2564) เป็นแผนแม่บทระยะยาวที่ใช้เป็นกรอบทิศทางในการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุของประเทศไทย เนื่องจากจำนวนและสัดส่วนผู้สูงอายุ (ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว ซึ่งจะมีผลต่อสภาพทางสังคม สภาวะเศรษฐกิจ และการจ้างงาน ตลอดจนการจัดสรรทรัพยากรทางสุขภาพและสังคมของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยแผนผู้สูงอายุแห่งชาติดังกล่าวได้ปรับปรุงมาแล้ว 1 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งต่อมา พม. (กรมกิจการผู้สูงอายุ) ได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2545 – 2565) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2561 ซึ่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒนาฯ) ในการประชุมครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2563 มีมติเห็นชอบในหลักการด้วยแล้ว โดยมีความเห็นเพิ่มเติมให้มุ่งเน้นประเด็นสำคัญ เช่น ควรปรับปรุงดัชนีชี้วัดในภาพรวมให้สามารถวัดได้ง่าย ปรับปรุงดัชนีหลักประกันรายได้เพื่อวัยสูงอายุให้ครอบคลุมในมิติเรื่องความเพียงพอทางการเงิน เพิ่มดัชนีด้านสุขภาพและการเจ็บป่วยของผู้สูงอายุ ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่น/ชุมชนทั้งด้านสุขภาพ สวัสดิการ และการเงิน เป็นต้น และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
2. ต่อมา พม. (กรมกิจการผู้สูงอายุ) ได้ปรับปรุงดัชนีชี้วัดแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2545 – 2565) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2561 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันตามมติสภาพัฒนาฯ และได้ปรับชื่อแผนเป็นแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 2ฯ พ.ศ. 2563 ซึ่งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ในการประชุมครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ได้เห็นชอบด้วยแล้ว
3. แผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 2ฯ พ.ศ. 2563 มีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้
3.1 วัตถุประสงค์
(1) เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี พึ่งพาตนเองได้และมีหลักประกันที่มั่นคง
(2) เพื่อสร้างจิตสำนึกให้สังคมไทยตระหนักถึงผู้สูงอายุในฐานะบุคคลที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมและส่งเสริมให้คงคุณค่าไว้ให้นานที่สุด
(3) เพื่อให้ประชากรทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมการ และมีการเตรียมความพร้อมเพื่อการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ
(4) เพื่อให้ประชาชน ครอบครัวและชุมชน ท้องถิ่น องค์กรภาครัฐและเอกชน ตระหนักและมีส่วนร่วมในภารกิจด้านผู้สูงอายุ
(5) เพื่อให้มีกรอบและแนวทางการปฏิบัติงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอันจะนำไปสู่การบูรณาการงานด้านผู้สูงอายุ
3.2 แผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 2ฯ พ.ศ. 2563 ประกอบด้วย 5 ยุทธศาตร์ 18 มาตรการ และดัชนีรวม 60 ดัชนี สรุปได้ ดังนี้
|
ยุทธศาสตร์และมาตรการที่สำคัญ |
ดัชนีที่สำคัญและค่าเป้าหมายในปี พ.ศ. 2565 เช่น |
|
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ (3 มาตรการ) |
|
|
(1) หลักประกันด้านรายได้เพื่อวัยสูงอายุ เช่น ขยายหลักประกันชราภาพให้ครอบคลุมถ้วนหน้า ส่งเสริมและสร้างวินัยการออมทุกช่วงวัย เป็นต้น |
- อัตราครอบคลุมการประกันยามชราภาพภาคสมัครใจกับภาคบังคับในประชากรอายุ 30 – 59 ปี ร้อยละ 80 - อัตราเงินออมภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง - สัดส่วนของประชากรอายุ 25 – 59 ปี ที่มีการออมเพียงพอเพื่อวัยสูงอายุ ร้อยละ 60 (เพิ่มดัชนีตามมติสภาพัฒนาฯ) |
|
(2) การให้การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่น ส่งเสริมการเข้าถึงและพัฒนาการจัดบริการการศึกษาและการเรียนรู้ต่อเนื่อง รณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงความจำเป็นของการเตรียมเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ เป็นต้น |
- สัดส่วนประชากรอายุ 18 – 59 ปี ที่มีความรู้ด้านวงจรชีวิต กระบวนการชรา และความรู้ดานการเตรียมการเพื่อวัยผู้สูงอายุ ร้อยละ 95 - มีรายวิชาเลือกหรือกิจกรรมดูแลสุขภาพและพฤติกรรมอนามัยเพื่อการเป็นผู้สูงอายุในอนาคตในสถานศึกษาในระบบ |
|
(3) การปลูกจิตสำนึกให้คนในสังคมตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ เช่น ส่งเสริมให้ประชาชนทุกวัยเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการดูแลรับผิดชอบผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน รวมถึงส่งเสริมให้มีกิจกรรมสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุกับคนทุกวัย เป็นต้น |
สัดส่วนทัศนคติทางบวกต่อผู้สูงอายุในประชากรอายุ 18 – 59 ปี ร้อยละ 90 |
|
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ (6 มาตรการ) |
|
|
(1) ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันการเจ็บป่วย และดูแลตนเองเบื้องต้น เช่น จัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพในรูปแบบที่หลากหลาย เป็นต้น |
- สัดส่วนประชากรสูงอายุที่มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ร้อยละ 50 |
|
(2) ส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างความเข้มแข็งขององค์กรผู้สูงอายุ เช่น ส่งเสริมการจัดตั้งและดำเนินงานชมรมผู้สูงอายุและเครือข่าย เป็นต้น |
- สัดส่วนของชุมชนที่มีชมรมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง - สัดส่วนชมรมผู้สูงอายุที่มีการจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอในรอบ 1 ปี (อย่างน้อย 1 ครั้ง ทุก 3 เดือน หรือ 4 ครั้งต่อปี) - สัดส่วนของงบประมาณขององค์กรปกครองท้องถิ่น/กรุงเทพมหานคร/เมืองพัทยาที่ใช้สำหรับกิจกรรมด้านผู้สูงอายุหรือเพื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง |
|
(3) ส่งเสริมด้านการทำงานและการหารายได้ของผู้สูงอายุ เช่น การทำงานทั้งเต็มเวลาและไม่เต็มเวลาทั้งในระบบและนอกระบบ ส่งเสริมการรวมกลุ่มในชุมชนเพื่อจัดทำกิจกรรมเสริมรายได้ โดยให้ผู้สูงอายุสามารถมีส่วนร่วม เป็นต้น |
- สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่พึงพอใจสถานะการเงินของตนเอง ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 90 - ร้อยละ 75 ของผู้สูงอายุมีความพร้อมด้านสุขภาพ ต้องการทำงานแต่ไม่มีงานทำ (เพิ่มดัชนีตามมติสภาพัฒนาฯ) |
|
(4) สนับสนุนผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ เช่น ประกาศเกียรติคุณผู้สูงอายุที่เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม ส่งเสริมให้เกิดคลังปัญญากลางของผู้สูงอายุเพื่อรวบรวมภูมิปัญญาในสังคม เป็นต้น |
- จำนวนองค์กรที่มีการประกาศเกียรติคุณผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง |
|
(5) ส่งเสริมสนับสนุนสื่อทุกประเภทให้มีรายการเพื่อผู้สูงอายุและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้รับความรู้และสามารถเข้าถึงข่าวสารและสื่อ เช่น ส่งเสริมการผลิต การเข้าถึงสื่อและการเผยแพร่ข่าวสารสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น |
- สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ได้รับข้อมูลข่าวสารสำหรับผู้สูงอายุผ่านสื่อในระยะ 1 เดือน ร้อยละ 80 - สัดส่วนของรายการที่ออกอากาศเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ผ่านสื่อสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง |
|
(6) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เช่น ให้ความรู้แก่ครอบครัวและผู้สูงอายุในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับความต้องการในวัยสูงอายุ กำหนดมาตรการแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อสร้าง/ปรับปรุงที่อยู่อาศัย และระบบสาธารณูปโภคสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น |
- สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อาศัยในบ้านมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง |
|
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านระบบคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ (4 มาตรการ) |
|
|
(1) คุ้มครองรายได้ เช่น ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับสวัสดิการด้านรายได้พื้นฐานที่รัฐจัดให้ การจัดตั้งกองทุนในชุมชนสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น
|
- สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ได้รับรายได้ที่รัฐจัดให้เป็นรายเดือน ร้อยละ 95 - สัดส่วนของชุมชนที่มีกองทุนที่มีวัตถุประสงค์ครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุ ร้อยละ 60 |
|
(2) หลักประกันด้านสุขภาพ เช่น พัฒนาและส่งเสริมระบบประกันสุขภาพที่มีคุณภาพเพื่อผู้สูงอายุทุกคน ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางสุขภาพและการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างทั่วถึง เป็นต้น |
- สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่ใช้ระบบประกันสุขภาพในการเจ็บป่วย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 - สัดส่วนของผู้สูงอายุที่ได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีร้อยละ 90 |
|
(3) ด้านครอบครัว ผู้ดูแล และการคุ้มครอง เช่น ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้อยู่กับครอบครัวให้นานที่สุด ส่งเสริมสมาชิกในครอบครัวและผู้ดูแลให้มีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น |
- สัดส่วนประชากรสูงอายุที่อยู่กับครอบครัวมากกว่าร้อยละ 90 - สัดส่วนผู้ดูแลที่มีความรู้ในการดูแล (โภชนาการ การแก้ไขปัญหาเวลาเจ็บป่วยเฉียบพลัน) ต่อผู้ดูแลทั้งหมดของผู้สูงอายุที่ออกจากบ้านไม่ได้ ร้อยละ 95 |
|
(4) ระบบบริการและเครือข่ายการเกื้อหนุน เช่น ปรับปรุงบริการสาธารณะทุกระบบให้สามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรทางศาสนา องค์กรเอกชน และองค์กรสาธารณะประโยชน์มีส่วนร่วมในการดูแลจัดสวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุโดยกระบวนการประชาคม เป็นต้น |
- สัดส่วนของผู้สูงอายุที่พึงพอใจต่อระบบบริการสาธารณะทุกระบบ ร้อยละ 80 - สัดส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการจัดงบประมาณและ/หรือกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุร้อยละ 95 |
|
ยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการระดับชาติ และการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ (2 มาตรการ) |
|
|
(1) การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนางานด้านผู้สูงอายุอย่างบูรณาการระดับชาติ เช่น เสริมสร้างความเข้มแข็ง กผส. ให้สามารถผลัดดันนโยบายและภารกิจที่สำคัญด้านผู้สูงอายุสู่การปฏิบัติ พัฒนาศักยภาพของเครือข่ายในระดับจังหวัดและท้องถิ่น เป็นต้น |
- ทุกหน่วยงานหลักด้านผู้สูงอายุรายงานความก้าวหน้าต่อที่ประชุม กผส. อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี - มีกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายในระดับจังหวัดและท้องถิ่นทุกจังหวัดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง |
|
(2) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ เช่น สนับสนุนการผลิตหรือฝึกอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุอย่างเพียงพอและมีมาตรฐาน เป็นต้น |
- จำนวนของบุคลากรด้านผู้สูงอายุที่ได้รับการผลิตหรือฝึกอบรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง |
|
ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการประมวล พัฒนา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุ และการติดตามประเมินผลการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ ระยะที่ 2 (3 มาตรการ) |
|
|
(1) สนับสนุนและส่งเสริมการวิจัย และพัฒนาองค์ความรู้ด้านผู้สูงอายุสำหรับการกำหนดนโยบายและการพัฒนาการบริการหรือการดำเนินการที่เป็นประโยชน์แก่ผู้สูงอายุ |
- จำนวนโครงการและ/หรืองบประมาณของการศึกษาวิจัยด้านผู้สูงอายุของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง |
|
(2) ดำเนินการให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุระยะที่ 2 ที่มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง |
- แผนผู้สูงอายุแห่งชาติได้รับการติดตาม และประเมินผลได้มาตรฐานอย่างน้อย ทุก 5 ปี |
|
(3) พัฒนาระบบข้อมูลทางด้านผู้สูงอายุให้ถูกต้องและทันสมัย โดยมีระบบฐานข้อมูลที่สำคัญด้านผู้สูงอายุที่ง่ายต่อการเข้าถึงและสืบค้น |
- มีฐานข้อมูลด้านผู้สูงอายุที่สำคัญทุกปีและมีการปรับปรุงฐานข้อมูลอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง |
|
ดัชนีรวมของยุทธศาสตร์ - อายุคาดหวัง* ที่ดูแลตนเองได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง - สัดส่วนอายุคาดหวังที่ยังดูแลตนเองได้** ต่ออายุคาดหวังมีสัดส่วนไม่ลดลง - ดัชนีวัดความสุขของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง - ดัชนีคุณภาพภาวะประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง |
|
หมายเหตุ : *อายุคาดหวัง หมายถึง จำนวนเฉลี่ยของประชากรที่คาดหวังว่าจะมีชีวิตต่อไปได้
**อายุคาดหวังที่ยังดูแลตัวเองได้ หมายถึง จำนวนปีเฉลี่ยของประชากรที่คาดหวังว่าจะอยู่ในสถานที่ทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขลักษณะส่วนตัว ประกอบด้วย การรับประทานอาหาร การทำความสะอาดบนใบหน้า การเคลื่อนย้ายจากนอนมานั่ง การเข้าใช้ห้องสุขา การสวมใส่เสื้อผ้า และการอาบน้ำ
15. เรื่อง การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบอาชีพในที่หรือทางสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ดังนี้
1. เห็นชอบในหลักการความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน เรื่อง การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบอาชีพในที่หรือทางสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอ
2. มอบหมายให้กรุงเทพมหานครเป็นหน่วยงานหลักรับความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนในเรื่องนี้ไปพิจารณาดำเนินการร่วมกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้รับความเห็นของรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ย.ป. เสนอว่า
1. เดิมคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 331/2560 ได้ดำเนินการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ นักวิชาการ องค์กรประชาสังคม สำนักเทศกิจกรุงเทพมหานคร กองบังคับการตำรวจจราจร และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอย 2) กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ โดยมีความเห็นและเสนอแนะเพิ่มเติมว่าการแก้ไขปัญหาต้องให้เกิดความสมดุลระหว่างการทำมาหากินหาเช้ากินค่ำของชาวบ้านและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของที่หรือทางสาธารณะ และควรมีมาตรการกำกับดูแลและติดตามอย่างต่อเนื่อง และคณะกรรมการฯ ได้มีมติเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 เห็นชอบให้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อกรุงเทพมหานคร และกองบัญชาการตำรวจนครบาล เรื่อง การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบอาชีพในที่หรือทางสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่เนื่องจากคณะกรรมการดังกล่าวได้สิ้นสุดลงภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเข้ารับหน้าที่ ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 ประกอบกับได้มีการยุบเลิกสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการให้แก่คณะกรรมการฯ ในขณะนั้น โดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2561 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 จึงไม่ได้มีการขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
2. ต่อมาได้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2563 กำหนดให้มีคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน โดยมีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาให้ความเห็น คำปรึกษา หรือข้อเสนอแนะด้านการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนแก่สำนักงาน ป.ย.ป. และให้รายงานผลการดำเนินการในแต่ละเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
3. คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน ในการประชุม ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันพุธที่ 2 ธันวาคม 2563 ได้พิจารณาปรึกษาหารือประเด็นการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างนัยสำคัญและสามารถดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยได้พิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบอาชีพในที่หรือทางสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นผลการพิจารณาที่ได้ดำเนินการศึกษาภายใต้คณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 331/2560 ตามข้อ 1.
4. คณะกรรมการฯ เห็นว่า การดำเนินการตามความเห็นและข้อเสนอแนะในเรื่องนี้เป็นการปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือประกอบอาชีพเพื่อมิให้เป็นภาระแก่ประชาชน ซึ่งเป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐ ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อีกทั้งยังสามารถดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งอาจกำหนดให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนได้อีกด้วย
รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) พิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าควรเห็นชอบให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ และให้รับประเด็นการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใต้ทางด่วนไปพิจารณาด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบ
สำนักงาน ป.ย.ป. จึงได้เสนอเรื่องดังกล่าว มาเพื่อดำเนินการ
สาระสำคัญของเรื่อง
ความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบอาชีพในที่หรือทางสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
1. สภาพปัญหา ปัจจุบันมีเสียงสะท้อนจากผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ซึ่งประกอบอาชีพในที่หรือทางสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า การดำเนินการตามนโยบายของกรุงเทพมหานครในการไม่ให้มีหาบเร่แผงลอยที่กระทบทางเท้าและการลดจุดผ่อนผันลง โดยจัดพื้นที่ให้ผู้ค้าใหม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประกอบอาชีพดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของพื้นที่แต่ละจุด อาทิ การดึงดูดนักท่องเที่ยว และไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างเพียงพอ
2. ข้อเสนอแนะ แบ่งออกได้เป็นข้อเสนอระยะสั้นและข้อเสนอระยะยาว ดังนี้
(1) ในระยะสั้น เห็นควรให้มีการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร กองบัญชาการตำรวจนครบาล กระทรวงสาธารณสุข และกรมการขนส่งทางบก เกี่ยวกับนโยบายการบริหารจัดการและแผนการจัดการในที่หรือทางสาธารณะที่ชัดเจนที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ
(2) ในระยะยาว เห็นควรดำเนินการ ดังนี้
(2.1) กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดจุดผ่อนผันที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ดุลพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการใช้ประโยชน์ในที่หรือทางสาธารณะ โดยมีการคำนึงถึงปัจจัยดังนี้
(ก) สภาพพื้นที่มีความเหมาะสม โดยพิจารณาจากความกว้างของที่หรือทางสาธารณะ การไม่กีดขวางการจราจร และไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมเกินสมควร
(ข) ความต้องการของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ โดยมีกลไกการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย
(ค) เป็นพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือพื้นที่สร้างเศรษฐกิจในการทำมาหากินของผู้ประกอบอาชีพรายย่อย โดยคำนึงถึงลักษณะของพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของวิถีชุมชน และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว
(2.2) ให้มีคณะกรรมการเพื่อทำผังการใช้ที่หรือทางสาธารณะและบริหารจัดการพื้นที่ทั้งในระดับกรุงเทพมหานครและในระดับเขต เพื่อพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะด้านนโยบาย การใช้พื้นที่การกำกับดูแลผู้ประกอบอาชีพในที่หรือทางสาธารณะ และพิจารณาเรื่องร้องเรียน
(2.3) กำหนดให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะจ่ายค่าตอบแทนหรือค่าธรรมเนียมการใช้ที่หรือทางสาธารณะให้แก่รัฐ เนื่องจากเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการใช้ที่หรือทางสาธารณะ เพื่อให้กรุงเทพมหานครมีงบประมาณในการจัดการบริการสาธารณะและสาธารณูปโภคได้ตาม ความเหมาะสม
(2.4) ให้กรุงเทพมหานครจัดมาตรการส่งเสริม โดยให้บริการสาธารณะและสาธารณูปโภคในที่หรือทางสาธารณะที่นำมาใช้ประโยชน์ และประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสม
3. ผลที่คาดว่าจะได้รับ สร้างความสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยให้สามารถประกอบอาชีพในที่หรือทางสาธารณะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยคำนึงถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของวิถีชุมชน และการสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการใช้ที่หรือทางสาธารณะ โดยมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
ทั้งนี้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการตามความเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนในเรื่องนี มีดังนี้
|
ลำดับ |
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง |
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าหาบเร่ฯ และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ |
|
1. |
พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 |
กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การควบคุมการจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะและการให้ใบอนุญาต (มาตรา 43 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 58) |
|
2. |
พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 |
กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดขายหรือจำหน่ายสินค้าในสถานสาธารณะ เว้นแต่เจ้าหน้าที่ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของ เจ้าพนักงานจราจร (มาตรา 19 มาตรา 20) |
|
3. |
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 |
กำหนดอำนาจหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครในเรื่อง การรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การผังเมือง การดูแลรักษาที่สาธารณะ (มาตรา 89) |
|
4. |
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 |
กำหนดห้ามกระทำการใด ๆ ที่มีลักษณะเป็นการกีดขวางการจราจร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน |
16. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2563
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ รายงานผลการดำเนินงา ตามแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2563 ซึ่งคณะรัฐนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2563-2564 ตามที่ ยธ. เสนอแล้ว สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. ผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ รวม 5 มาตรการ ประกอบด้วย
1.1 มาตรการความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเน้นพัฒนาความร่วมมือเชิงรุกในทุกมิติ
เพื่อกดดันและยุติบทบาทแหล่งผลิตภายนอกประเทศ ตลอดจนสร้างความร่วมมือเพื่อสกัดกั้นสารตั้งต้น เคมีภัณฑ์ และอุปกรณ์การผลิต เปิดปฏิบัติการร่วมสามเหลี่ยมทองคำ 1511 ภายใต้แผนปฏิบัติการรวมแม่น้ำโขงปลอดภัยเพื่อควบคุมยาเสพติด 6 ประเทศ ระยะ 4 ปี (ปี 2562-2565) ประกอบด้วย ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และประเทศไทย สามารถยึดยาบ้า 486,719,430 เม็ด กัญชา 18,518.379 กิโลกรัม ไอซ์ 37,502.02 กิโลกรัม เฮโรอีน 3,525.29 กิโลกรัม ฝิ่น 5,635 กิโลกรัม เอ็กซ์ตาซี 2,086,395 เม็ด สารตั้งต้น 15,070 กิโลกรัม เคมีภัณฑ์ 1,114,737.87 กิโลกรัม และกาเฟอีน 14,295.68 กิโลกรัม ลดศักยภาพการผลิตยาบ้าได้ถึง 200.14 ล้านเม็ด ซึ่งเป็นการลดทอนยาเสพติดมิให้ถูกลำเลียงข้ามชายแดนมายังประเทศไทย หรือไปยังประเทศต่าง ๆ
1.2 มาตรการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานความมั่นคง เพื่อยกระดับการสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ โดยเพิ่มความเข้มงวดในช่องทางตามแนวชายแดนใน 15 จังหวัด 40 อำเภอ 19 ช่องทาง ทางท่าอากาศยานนานาชาติ และทางท่าเรือ ส่งผลให้สามารถสกัดกั้นยาบ้าไม่ให้เข้าประเทศและพื้นที่ตอนในซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 70.28 เมื่อเทียบกับการจับกุมทั่วประเทศ และสกัดกั้นไอซ์ คิดเป็นร้อยละ 72.84 เมื่อเทียบกับการจับกุมทั่วประเทศ และปราบปรามกลุ่มการค้ายาเสพติด โดยมุ่งเน้นทำลายกลุ่มเครือข่ายนักค้ายาเสพติดรายสำคัญ รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายซึ่งสามารถจับกุมคดียาเสพติดในภาพรวม 324,552 คดี ผู้ต้องหา 338,560 คน ในจำนวนนี้ เป็นการจับกุมคดียาเสพติดในฐานความผิดคดีสำคัญ (ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย และครอบครองเพื่อจำหน่าย) จำนวน 94,237 คดี คิดเป็นร้อยละ 29.03 เมื่อเทียบกับการจับกุมทั่วประเทศ สามารถยึดอายัดทรัพย์สินผู้กระทำผิดรวม 1,853 ราย อายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 2,107.75 ล้านบาท (มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สิน 790.57 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการ 1,317.18 ล้านบาท)
1.3 มาตรการป้องกันยาเสพติด ได้แก่
1.3.1 แนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวชายแดนโดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการดำเนินการเสริมสร้างความเข็มแข็งในพื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวชายแดน ทั้งหมด
ตามเป้าหมาย 1,140 หมู่บ้าน/ชุมชน จากข้อมูลเปรียบเทียบผลการประเมินสถานะปัญหายาเสพติด
ในหมู่บ้าน/ชุมชน พบว่า สถานะปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชนระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 (เดือนเมษายน - กันยายน 2562) และปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 (เดือนเมษายน - กันยายน) สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวชายแดนได้ จำนวน 736 หมู่บ้านชุมชน คิดเป็นร้อยละ 64.56 โดยสามารถคงสถานะปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชนที่ไม่มีปัญหายาเสพติดได้ 560 หมู่บ้าน/ชุมชน และลดปัญหายาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชนที่มีปัญหายาเสพติด ได้ 176 หมู่บ้าน/ชุมชน
1.3.2 แนวทางการป้องกันยาเสพติด มุ่งเน้นการลดอุปสงค์ เพื่อนำไปสู่การลด
ความต้องการยาเสพติดภายในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กและเยาวชน มิให้เป็นเป้าหมายของขบวนการค้ายาเสพติด เน้นสร้างการรับรู้ เพิ่มภูมิคุ้มกัน เพื่อลดผู้เสพรายใหม่ โดยสร้างภูมิคุ้มกันในประชากรกลุ่มทั่วไปได้ 53,020,143 ราย จากเป้าหมาย 33,500,000 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 158.26 รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดในประชากรกลุ่มเสี่ยงสูง ช่วงอายุระหว่าง 15 - 24 ปี 5,611,904 ราย จากเป้าหมาย 4,850,570 ราย คิดเป็นร้อยละ 115.70
1.3.3 แนวทางการปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เน้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัย
เพื่อป้องกันยาเสพติดในกลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มแรงงาน และกลุ่มประชาชนทั่วไป โดยการดูแลช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง เพิ่มปัจจัยบวก และควบคุมปัจจัยเสี่ยงส่งผลให้สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัย ผลดำเนินการสามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยได้ 5,456 ตำบล/เขต จากเป้าหมาย 7,305 ตำบล/เขต คิดเป็นร้อยละ 74.68
1.4 มาตรการบำบัดรักษายาเสพติด เน้นการดูแลผู้ใช้ ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดให้เข้าถึงการบำบัดรักษาและการลดอันตรายหรือผลกระทบจากยาเสพติด และได้พัฒนาแนวทางการนำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบำบัดรักษาผู้ใช้ยาเสพติด (Community - based Treatment and Care : CBTx) พัฒนาศักยภาพครอบครัว ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลภายหลังการบำบัด พัฒนาแนวทางการติดตามการช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัด โดยให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เข้ามามีบทบาทในการติดตาม ดูแล และ/เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องร่วมกับชุดตำบลพัฒนานโยบายยาเสพติดแนวใหม่ เช่น การจัดให้มีคลินิกให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยในระบบศาล 25 แห่ง เพื่อช่วยเหลือแก้ไขฟื้นฟูจิตใจ ปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้น และป้องกันการกระทำผิดซ้ำ พัฒนาศักยภาพศูนย์บริการลดอันตรายจากยาเสพติดภาคประชาสังคมในพื้นที่ เพื่อรองรับผู้ป่วยยาเสพติดที่เข้าถึงได้ยาก และการแก้ไขปัญหาผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตอันเนื่องมาจากการใช้ยาเสพติด ส่งผลให้สามารถนำผู้เสพผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาในทุกระบบ 190,394 ราย ให้บริการเพื่อลดอันตรายจากยาเสพติด 35,083 ราย ติดตามดูแลผู้ผ่านบำบัด 193,003 ราย และให้ความช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัด 3,030 ราย
1.5 มาตรการบริหารจัดการอย่างบูรณาการ
1.5.1 แนวทางกิจการพิเศษ ประกอบด้วย
1) การควบคุมและใช้ประโยชน์จากยาเสพติด ได้แก่ 1) พัฒนาพืชกระท่อมให้เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยเสนอ (ร่าง) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ส่งผลให้มีการกำหนดพื้นที่นำร่องเสพพืชกระท่อมตามวิถีชุมชน โดยไม่มีความผิดตามนโยบาย Legalization ในช่วงแรก 135 หมู่บ้าน/ชุมชนใน 10 จังหวัด 2) ขับเคลื่อนการดำเนินการกัญชง โดยในปี พ.ศ. 2563 มีพื้นที่ขออนุญาตปลูกกัญชง เพื่อวิจัย ใช้สอยในครัวเรือน และผลิตเมล็ดพันธุ์ (Hemp) รวม 601 ไร่ 156 ตารางเมตร (เฉพาะหน่วยงานของรัฐ) ใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 131 ไร่ เชียงราย 94 ไร่ ตาก 376 ไร่ และปทุมธานี 156 ตารางเมตร 3) การขับเคลื่อนนโยบายกัญชา เน้นพัฒนาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์การวิจัย และเป็นทางเลือกแก่ผู้ป่วย โดยมีการขออนุญาตนำของกลางกัญชาที่มีการจับยึดได้ให้หน่วยงานนำไปศึกษาวิจัยใช้ประโยชน์ ส่งผลให้มีการสนับสนุนของกลางกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และศึกษาวิจัย 13 หน่วยงาน รวมทั้งสิ้น 3,866 กิโลกรัม
2) การขับเคลื่อนแผนพื้นที่พิเศษ ตามแผนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่เฉพาะ ดังนี้
1) แผนปฏิบัติการด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติดชายแดนภาคเหนือแบบเบ็ดเสร็จ พ.ศ. 2562 - 2565 เน้นแก้ไขเชิงโครงสร้างมีพื้นที่เป้าหมายในทุกมิติ 47 แห่ง ดำเนินการแล้ว 43 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 91.49 สามารถสกัดกั้นยาเสพติด และจับกุมผู้ต้องหาได้ 513 ราย ของกลางยาบ้า 74.59 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,391 กิโลกรัม เฮโรอีน 52.60 กิโลกรัม และฝิ่น 89.72 กิโลกรัม ดำเนินการสืบสวน ปราบปรามและยึดทรัพย์เครือข่ายการค้ายาเสพติด/สืบสวนทางการเงิน 6 เครือข่ายสำคัญ และดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด 4 ราย
2) แผนปฏิบัติการด้านการสกัดกั้นยาเสพติดภาคเหนือตอนล่าง ปี 2563 เน้นสกัดกั้นยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนใน และสร้างความเข้มแข็งหมู่บ้านตามแนวชายแดน มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น จัดตั้งชุดปฏิบัติการประจำด่านตรวจ/จุดตรวจ ครอบคลุมเป้าหมาย 20 แห่ง มีผลการจับกุมคดียาเสพติดตามด่านตรวจ/จุดตรวจชายแดน จำนวน 912 คดี ผู้ต้องหา 943 ราย ของกลาง ไอซ์ จำนวน 2.42 กิโลกรัม ยาบ้า 8,671,047 เม็ด และกัญชา 241.04 กิโลกรัม เสริมสร้างหมู่บ้าน/ชุมชนเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด ภายใต้โครงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 6,009 มีหมู่บ้าน/ชุมชนได้รับสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการป้องกันและเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด 5,995 แห่ง ซึ่งหมู่บ้าน/ชุมชนดังกล่าว มีการรายงานสถานการณ์ยาเสพติดผ่านระบบ QR Code (1 ตุลาคม 2562 – 30 กันยายน 2563) 5,838 หมู่บ้าน/ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 97.38 และมีการดำเนินกิจกรรมที่ได้รับงบประมาณ 5,775 หมู่บ้าน/ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 96.33 ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลสภาพปัญหาผู้เสพ/ผู้ค้า ระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายน 2563 พบผู้เสพ 8,479 ราย ผู้ค้า 1,420 ราย ดำเนินการต่อผู้เสพแล้ว 1,763 ราย และดำเนินการต่อผู้ค้าแล้ว 322 ราย
3) แผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2560 - 2564 เน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้สามารถสร้างชุมชนเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของประชาชน มีผลการดำเนินงานครบตามเป้าหมาย 2,145 หมู่บ้าน/ชุมชน มีสมาชิกครัวเรือนในการแก้ไขปัญหายาเสพติด 143,433 ครัวเรือน และมวลชนญาลันนันบารูรวมทั้งสิ้น 12,600 คน การสกัดกั้นและการปราบปรามยาเสพติด สามารถจับกุมคดียาเสพติด 14,801 คดี ผู้ต้องหา 15,718 คน ของกลาง ยาบ้า 6,924,930 เม็ด กัญชา 130.40 กิโลกรัม กระท่อม (ใบ/กาก) 10,936.38 กิโลกรัม ไอซ์ 2,207.97 กิโลกรัม เฮโรอีน 57.37 กิโลกรัม มีการดำเนินการป้องกันยาเสพติดในสถาบันการศึกษา 3,456 แห่ง (เป้าหมาย 3,385 แห่ง) และการดำเนินการในสถาบันปอเนาะ 71 แห่ง และตาดีกา 42 แห่ง (เป้าหมาย 361 แห่ง) การบำบัดรักษา สามารถนำผู้เสพเข้าบำบัดฟื้นฟู 6,078 คน (ระบบสมัครใจ 3,424 คน ระบบบังคับบำบัด 2,069 คน ระบบต้องโทษ 586 คน) การติดตามพัฒนาคุณภาพชีวิต สามารถติดตามผู้ผ่านการบำบัด 8,589 ราย และให้การช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัด 812 ราย
1.5.2 แนวทางการบริหารจัดการอย่างบูรณาการ เช่น การบูรณาการงบประมาณโดยจัดตั้งกลไกการขับเคลื่อน การบูรณาการในการกำกับติดตาม และการวางระบบรายงาน เพื่อพัฒนาประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และเอกภาพการบริหารจัดการเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยมีศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ศอ.ปส.) เป็นกลไกบูรณาการการปฏิบัติในระดับนโยบาย ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับจังหวัด/กรุงเทพมหานคร (ศอ.ปส.จ./กทม.) เป็นกลไกบูรณาการการปฏิบัติในพื้นที่ระดับจังหวัดและพื้นที่กรุงเทพมหานคร ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอำเภอ/เขต (ศป.ปส.อ./ข.) เพื่อเป็นกลไกบูรณาการการปฏิบัติในพื้นที่ระดับอำเภอและเขต และศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเทศบาลนคร/เมือง/ตำบล/องค์การบริหารส่วนตำบล/เมืองพัทยา (ศป.ปส.อปท.) เป็นกลไกบูรณาการการปฏิบัติในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งมีการกำกับติดตามผลการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่ เพื่อเร่งรัด กำกับ ตรวจสอบ และติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2. ผลสัมฤทธิ์การดำเนินงาน พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล ร้อยละ 93 และมีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหา
ยาเสพติดของรัฐบาล ร้อยละ 91
17. เรื่อง มาตรการการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ มาตรการการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยในการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 ให้มีมติเห็นชอบมาตรการฯ ดังกล่าวแล้ว สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1. การแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศ
|
ปัญหา |
มาตรการแก้ไข |
|
1. สถานที่รับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์และงบประมาณในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์มีจำกัด |
ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (อปท.) กรมการปกครอง และกรมโรงงานอุตสาหกรรม จัดสถานที่รับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์จากประชาชนและนำไปจัดการอย่างถูกต้อง จัดทำระบบการติดตามตรวจสอบและรายงานผลเพื่อกำกับดูแลให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการจัดการ อย่างถูกต้อง โดยให้มีการสนับสนุนด้านงบประมาณ บุคลากร และสถานที่ในการดำเนินการ โดยมีระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
|
|
2. การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์จากชุมชนอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีอย่างจำกัด |
1. ให้กรมควบคุมโรค และกรมอนามัย เฝ้าระวังสุขภาพอนามัยของประชาชนที่เกิดจากการประกอบกิจกรรมถอดแยกและรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ถูกต้อง โดยให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 2. ให้กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเฝ้าระวัง การปนเปื้อนมลพิษและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง |
|
3. ไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ |
1. ใช้กฎกระทรวงการจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตราย จากชุมชน พ.ศ. 2563 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 2. ให้กรมอนามัยออกกฎกระทรวงสาธารณสุขเพื่อกำหนดให้กิจการถอดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเตรียมความพร้อมของหลักกณฑ์/สุขลักษณะของสถานประกอบกิจการถอดแยกและวิธีการถอดแยกอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ระยะเวลดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน 3. ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผลักดันให้ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติท้องถิ่นตามกฎกระทรวงสาธารณสุขเพื่อกำหนดให้กิจการถอดแยกซากขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และให้หน่วยงาน กำกับดูแลเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสถานประกอบกิจการถอดแยกฯ ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน 4. ให้กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอนามัย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จัดทำ (ร่าง) พระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... เพื่อให้มีระบบการจัดการขยะอิล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพ โดยใช้หลักการการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน 5. ให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด จัดทำโครงการนำร่องการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน |
|
4. การสนับสนุนด้านงานวิจัยเกี่ยวกับนวัตกรรมการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์และการลดการใช้สารอันตรายในเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างจำกัด |
ให้สำนักงานวิจัยแห่งชาติ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พัฒนาเทคโนโลยี/นวัตกรรม ด้านการจัดการขยะอิล็กทรอนิกส์ และลดการใช้สารอันตรายในขยะอิเล็กทรอนิกส์ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน
|
2. การแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ
|
ปัญหา |
มาตรการแก้ไข |
|
1. มีการลักลอบการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ |
1. กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ได้ยกเลิกการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ (428 รายการ) โดยออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2563ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 2. ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดเงื่อนไขการนำเข้า เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้ว เพื่อควบคุมชนิดและปริมาณเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้แล้วที่เหมาะสมกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน |
|
2. ข้อจำกัดในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ดังนี้ 2.1 มีการออกใบอนุญาตนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นปริมาณมากเกินศักยภาพการรองรับของโรงงานและเจ้าหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบมีจำนวนไม่เพียงพอในการตรวจสอบโรงงาน 2.2 มีข้อจำกัดในการตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์นำเข้าสินค้าทุกตู้ทำให้เกิดการลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์และเศษพลาสติกที่มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามที่กำหนดเข้ามาในประเทศ 2.3 ไม่มีระบบการตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากท่าเรือถึงโรงงานรับกำจัดตามที่แสดงในใบขออนุญาต |
ให้กรมศุลกากร และกรมโรงงานอุตสาหกรรม จัดให้มี ระบบการตรวจสอบตู้บรรทุกสินค้าอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างผิดกฎหมายหรือการสำแดงเท็จ ระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 6 เดือน |
|
3. การปนเปื้อนจากการประกอบกิจการถอดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์สู่สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน |
1. ให้กรมควบคุมโรค และกรมอนามัย เฝ้าระวังสุขภาพอนามัยของประชาชนที่เกิดจากการประกอบกิจกรรม ถอดแยกและรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ถูกต้อง เพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชนระยะเวลาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 2. ให้กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาค และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเฝ้าระวังการปนเปื้อนมลพิษที่เกิดจกการประกอบกิจกรรม ถอดแยกและรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างไม่ถูกต้อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้มีสุขภาพอนามัยที่ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ระยะเวลาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
|
18. เรื่อง มติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 ครั้งที่ 2/2563 และครั้งที่ 5/2563 เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 และครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5
|
เรื่อง/การดำเนินการ |
มติ กก.วล. |
|
1. การประชุม กก.วล. ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 เรื่อง การยกระดับมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองในช่วงสถานการณ์วิกฤต |
|
|
1.1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกข้อบังคับต่าง ๆ ได้แก่ (1) ข้อบังคับเพิ่มเติมเพื่อขยายเขตพื้นที่จำกัดรถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ห้ามเดินรถในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) จากวงแหวนรัชดาภิเษกขยายเป็นวงแหวนกาญจนาภิเษก และ (2) ข้อบังคับหรือระเบียบตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อห้ามรถบรรรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป เข้ามาในพื้นที่ชั้นในของ กทม. ในวันคี่ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 ส่วนวันคู่ให้เข้ามาได้ตามช่วงเวลาที่กำหนด 1.2 กรมการขนส่งทางบกตรวจวัดควันดำอย่างเข้มงวดกับรถโดยสารทุกคัน โดยเพิ่มชุดตรวจเป็น 50 ชุด ใน 50 เขตของ กทม. 1.3 กรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง หากพบว่า ไม่เป็นไปตามค่ามาตรฐานที่กำหนด สั่งให้ปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือสั่งหยุดการประกอบกิจการ 1.4 กทม. แก้ไขปัญหาการจราจรจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า โดยกำกับให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ หากไม่ปฏิบัติตามให้ระงับการก่อสร้างและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดไม่ให้มีการเผาในที่โล่ง 1.5 จังหวัดต่าง ๆ (ยกเว้น 9 จังหวัดภาคเหนือ) ออกเทศบัญญัติหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นควบคุมการเผาขยะมูลฝอย หญ้า พืชไร่ พืชสวน ตอซังข้าว หรือสิ่งอื่นใด และเข้มงวดในการควบคุมยานพาหนะใช้งานอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง |
- ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษ ด้านฝุ่นละออง” และบังคับใช้ กฎหมายที่อยู่ในอำนาจ อย่างเข้มงวด - ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็น Single command - ให้หน่วยงานต่าง ๆ สร้างการรับรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับ ประชาชน - ให้ ทส. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ด้านวิชาการแก้ไขปัญหามลภาวะ ทางอากาศเสนอประธานกรรมการ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา ลงนาม |
|
2. การประชุม กก.วล. ครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 เรื่อง ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ใน กทม. และปริมณฑล พื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด และจังหวัดที่มีปัญหาหมอกควัน |
|
|
2.1 ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ใน กทม. และปริมณฑล ดังนี้ 2.1.1 มาตการเพิ่มเติม ระยะเร่งด่วน (ปี 2563) เช่น สนับสนุน และสร้างแรงจูงใจให้คนใช้ระบบขนส่งสาธารณะ/รถยนต์ไฟฟ้า หรือทางเลือกอื่น ที่ไม่ก่อมลพิษ ตรวจจับรถยนต์ที่ไม่ได้ติดตั้งหรือมีการถอด Catalytic Converter หรือ DPF และให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติงานจากบ้าน สำหรับระยะกลาง-ระยะยาว (ปี 2563 -2567) ได้แก่ (1) ภาคคมนาคมขนส่ง (เช่น กำหนดค่าปรับและบทลงโทษกรณีที่มี การถอด DPF ออกจากรถยนต์สร้างระบบ Citizen Watch ให้ประชาชนรายงานป้ายทะเบียนของรถควันดำและพิจารณาการเข้าน้ำมันที่มีมาตรฐานยูโร 5 จากต่างประเทศมาใช้ในระยะสั้น) (2) ภาคการเกษตรและการเผาในที่โล่ง (เช่น ห้ามเผาในพื้นที่ เขตชุมชนเด็ดขาดและมีบทลงโทษกับผู้ก่อมลพิษทางอากศ) (3) ภาคอุตสาหกรรม (เช่น รายงานข้อมูลการระบาย การปลดปล่อย และเคลื่อนย้ายมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมและเพิ่มมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดจากอุตสาหกรรมและตึกสูงใน กทม. ที่ใช้ Boiler) (4) ด้านการเงินการคลัง (ลดหย่อนภาษีหน้ากากอนามัยเครื่องฟอกอากาศ รวมทั้งอุปกรณ์ทางการแพทย์ และสนับสนุนการลดภาษีให้กับสถานประกอบการที่ลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ) (5) ด้านการศึกษาวิจัย (ศึกษาการใช้เครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างง่ายสำหรับรายงานข้อมูลให้กับประขาขน) และ (6) ด้านสาธารณสุขและอนามัย (เช่น สำรองหน้ากากอนามัยให้เพียงพอ และส่งสริมให้โรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงมีการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในห้องเรียน) 2.1.2 การสื่อสารประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความตระหนกและร่วมมือในการลดฝุ่นละออง 2.1.3 นโยบายสาธารณะ ดำเนินมาตรการภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” และข้อเสนอจากคณะอนุกรรมการด้านวิชาการแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศที่มีผลกระทบต่อประชาชน 2.2 ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในภาคเหนือ 9 จังหวัด และจังหวัดที่มีปัญหาหมอกควัน โดยให้ดำเนินการตามนโยบายเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์หมอกควันภาคเหนือปี 2563 ส่วนมาตรการและแนวทางที่เสนอเพิ่มเติมสรุปได้ ดังนี้ 2.2.1 มาตรการเพิ่มเติม ระยะเร่งด่วน (2563) เช่น วางแผนการจัดการเศษวัสดุการเกษตรในพื้นที่ และการจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า สำหรับระยะกลาง-ระยะยาว (ปี 2563-2567) เช่น (1) ภาคการเกษตรและการเผาในที่โล่ง (เช่น ส่งเสริมให้มีตลาดเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรสำหรับเก็บเกี่ยวและจัดการแปลงแทนการเผา และเพิ่มส่วนต่างราคารับซื้ออ้อยไฟไหม้และอ้อยสด) (2) ด้านการเผาในที่โล่งในพื้นที่ป่าไม้และชุมชน (เช่น ให้บริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าชุมชนด้วยจุลินทรีย์ ส่งเสริมงานวิจัยพื้นที่ต้นแบบในการบริหารจัดการเชื้อเพลิง และมาตรการห้ามเผาควรทำควบคู่กับการจัดระเบียบการเผา) และ (3) ด้านการเงินการคลัง (พิจารณายกเว้นภาษีสำหรับเงินที่บริจาคให้กับเจ้าหน้าที่และจิตอาสาในการดับไฟป่า) 2.2.2 ให้สื่อสารประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนให้เกิดความร่วมมือในการลดฝุ่นละออง 2.2.3 ดำเนินมาตรการภายใต้แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” และข้อเสนอจากคณะอนุกรรมการด้านวิชาการแก้ไขปัญหามลภาวะทางอากาศที่มีผลกระทบต่อประชาชน เช่น การทำเกษตรปลอดการเผา และสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรปลอดการเผา
|
- ให้ทุกหน่วยงานเร่งรัด การปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง”* - เห็นชอบข้อเสนอเพิ่มเติม แนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ใน กทม. และปริมณฑล ภาคเหนือ 9 จังหวัด และจังหวัดที่มีปัญหา หมอกควันและให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป - ให้ ทส. โดยกรมควบคุมมลพิษ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเรื่องนโยบายสาธารณะ ต่อไป [หมายเหตุ : * ทส. ชี้แจงข้อมูล เพิ่มเติมว่า การเร่งรัดดำเนินการ ในเรื่องต่าง ๆ มุ่งให้เป็นไปตาม แผนปฏิบัติการฯ ที่คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นกรอบดำเนินการในภาพรวม สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง ในพื้นที่วิกฤต โดย ทส. จะดำเนินการ ตามร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” (พ.ศ. 2563) และแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ร่างแผนปฏิบัติการฯ (พ.ศ. 2563) ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ] |
|
3. การประชุม กก.วล. ครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563 เรื่อง การเสริมสร้างการรับรู้เรื่องฝุ่นละออง PM2.5 สู่สาธารณะ |
|
|
3.1 แนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในช่วงวิกฤต ปี 2563-2564 ประกอบด้วย (1) การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากการจราจร (2) การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากอุตสาหกรรมและการแก้ไขปัญหาจากการเผาในที่โล่ง และ (3) ข้อเสนอด้านกฎหมายในการรับมือวิกฤตฝุ่นละออง ทั้งนี้ การดำเนินการในช่วงวิกฤตฝุ่นละออง PM2.5 แบ่งตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ โดยระดับที่ 1-3 ให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง ส่วนระดับที่ 4 (ค่า PM2.5 มีค่ามากกว่า 100 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) ให้เสนอ กก.วล. พิจารณาและเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป 3.2 ข้อเสนอด้านการสื่อสารสร้างการรับรู้เรื่อง PM2.5 ต่อสาธารณชน เพื่อเสริมสร้างการรับรู้และความข้าใจเรื่องฝุ่นละออง PM2s ต่อสาธารณะ ประกอบด้วย (1) แผนการประชาสัมพันธ์และสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเน้นฝุ่นละออง PM2.5 และ (2) กลไกการขับเคลื่อนการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เช่น การมีศูนย์ข้อมูลฝุ่นละออง PM2.5 และการสร้างช่องทางการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ภายใต้ กก.วล. เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชน
|
- เห็นชอบข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองฯ และข้อเสนอด้านสื่อสารสร้างการรับรู้ฯ |
19. เรื่อง ผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนไทย (Financial Literacy)
คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนไทย (Financial Literacy) ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป
เรื่องเดิม
1. สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (สว.) ได้เสนอผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนไทย (Financial Literacy) ของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา มาเพื่อดำเนินการ โดยคณะกรรมาธิการฯ ได้มีข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1) กำหนดให้ความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนเป็นวาระแห่งชาติ จัดให้มีการรวบรวมข้อมูลการสำรวจระดับความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนในแต่ละกลุ่ม จัดทำช่องทางดิจิทัลเพื่อมาส่งเสริมและติดตามพัฒนาการของความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนในวงกว้าง และกำหนดให้มีขั้นตอนการดำเนินการและบทบาทของหน่วยงาน/องค์กร 2) จัดให้มีการปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น และคำนึงถึงการบูรณาการกับนโยบายและมาตรการอื่น 3) ควรมีสวัสดิการของรัฐสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและด้อยโอกาส และสนับสนุนให้มีการจัดทำบัญชีครัวเรือนและส่งเสริมการออมผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และให้มีองค์กรการเงินชุมชน และส่งเสริมการออมที่ไม่ใช่ตัวเงิน 4) ควรกำหนดให้ความรอบรู้ทางการเงินเป็นหลักสูตรวิชาบังคับในระบบการศึกษา
2. รองนายกรัฐมนตรี (นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์) พิจารณาแล้วมีคำสั่งมอบหมายให้ กค. เป็นหน่วยงานหลักรับรายงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ข้อเท็จจริง
กค. เสนอว่าได้ดำเนินการพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยพิจารณาข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ แล้ว สรุปผลการพิจารณาได้ ดังนี้
|
ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ |
ผลการพิจารณาตามข้อเสนอแนะฯ |
|
1) กำหนดให้ความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนเป็นวาระแห่งชาติ จัดให้มีการรวบรวมข้อมูลการสำรวจระดับความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนในแต่ละกลุ่ม จัดทำช่องทางดิจิทัลเพื่อมาส่งเสริมและติดตามพัฒนาการของความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนในวงกว้างและกำหนดให้มีขั้นตอนการดำเนินการและบทบาทของหน่วยงาน/องค์กร เช่น จัดทำแผนแม่บทในการสร้างความรอบรู้ทางการเงินให้กับคนไทยอย่างเหมาะสมกับกลุ่มคนและช่วงวัย |
- สำนักงาน ก.ล.ต. รายงานว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนไทยในระดับวาระแห่งชาติแล้ว สำหรับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ เช่น ในการสำรวจระดับความรอบรู้ทางการเงินของคนไทย เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนและสามารถวางแผนดำเนินการที่เหมาะสม การมีช่องทางดิจิทัลให้ประชาชนวงกว้าง เช่น เว็บไซต์ความรู้การเงินสำหรับคนไทย การมีแผนแม่บทการให้ความรู้ที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่มีตัวชี้วัดที่วัดประสิทธิผลได้ชัดเจนและมีหน่วยงานรับผิดชอบในแต่ละกลุ่ม เป็นต้น ซึ่งแนวทางตามข้อเสนอแนะดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาตลาดทุนไทย พ.ศ. 2560 - 2564 คปภ. ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการดำเนินงานที่ช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้ร่างแผนแม่บทเพื่อส่งเสริมความรอบรู้ทางการเงินของประชาชนไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ คปภ. โดยจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับการประกันภัยให้กับประชาชนควบคู่ไปกับการเรียนรู้ที่เหมาะสมตามกลุ่มเป้าหมาย และ ธปท. ได้มีการจัดทำรายงานผลสำรวจทักษะทางการเงินของไทย ปี 2561 ตามกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นทางการแล้ว |
|
2) จัดให้มีการปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น เช่น การตั้งเป้าให้มีการขยายผลการเรียนการสอนความรอบรู้ทางการเงินลงไปในระดับที่อายุน้อยลง และขยายกลุ่มเป้าหมายของการยกระดับความรู้ และคำนึงถึงการบูรณาการกับนโยบายและมาตรการอื่น 3) ควรมีสวัสดิการของรัฐสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและด้อยโอกาส และสนับสนุนให้มีการจัดทำบัญชีครัวเรือน และส่งเสริมการออมผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และให้มีองค์กรการเงินชุมชน เนื่องจากเป็นหน่วยงานใกล้ชิดประชาชนแต่ละพื้นที่ และส่งเสริมการออมที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การปลูกต้นไม้มูลค่าสูงระยะยาว |
- กค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ เนื่องจากสามารถนำมาปรับใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงินของประชาชนไทย โดยจำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างคณะกรรมการหรือคณะทำงานที่สามารถสั่งการ กำกับดูแล และติดตามผลการดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงินได้อย่างบูรณาการ ครอบคลุมภารกิจของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงินซึ่งเป็นการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตที่ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องในการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่ง กค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างดำเนินการ โดย กค. ได้มีคำสั่งที่ 818/2563 ลงวันที่ 10 เมษายน 2563 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานการพัฒนาทักษะทางการเงิน โดยประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานรัฐทั้งในและนอกสังกัด กค. หน่วยงานกำกับดูแลสาขาการเงิน และสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะทางการเงินของประชาชน เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนและบูรณาการการดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงินระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ทั้งนี้ กค. จะได้นำข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการฯ มาพิจารณาในรายละเอียดกับหน่วยงานในคณะทำงานฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงินของประชาชนไทยต่อไป |
|
4) ควรกำหนดให้ความรอบรู้ทางการเงินเป็นหลักสูตรวิชาบังคับในระบบการศึกษา |
- ศธ. ได้บรรจุเรื่องความรอบรู้ทางการเงินไว้ในหลักสูตรพื้นฐาน/บังคับของระบบการศึกษาไทยแล้ว โดยปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ภายใต้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในสาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ |
20. เรื่อง ผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “แนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ” ของคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการพิจารณารายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ” ของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ และแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทราบต่อไป
เรื่องเดิม
1. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) ได้เสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ” มาเพื่อดำเนินการ โดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้มีข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ทั้ง 9 ประเด็น ได้แก่ (1) การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (2) การนิรโทษกรรม (3) กระบวนการยุติธรรม (4) การรักษาบรรยากาศของการปรองดอง สมานฉันท์ (5) ข้อสังเกตเกี่ยวกับสื่อ (6) ข้อสังเกตด้านการเยียวยา (7) การแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษ (8) ข้อสังเกตเกี่ยวกับกองทัพ และ (9) ข้อสังเกตเกี่ยวกับการชุมนุมและสิทธิผู้ชุมนุม ทั้งนี้ เพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในอดีตที่ผ่านมาและเพื่อให้บ้านเมืองเกิดบรรยากาศของการปรองดอง สมานฉันท์
2. รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) สั่งและปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้กระทรวงยุติธรรมเป็นหน่วยงานหลักรับรายงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของรายงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะและข้อสังเกตดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่างในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ข้อเท็จจริง
ยธ. รายงานว่า ได้ร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณารายงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการฯ ตามข้อ 1. โดยมีข้อเสนอแนะและมาตรการดำเนินการ ดังนี้
1) การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมเห็นว่า เนื่องจากปัจจุบันมีกระบวนการเพื่อดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว สำหรับการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชนนั้น จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีกฎหมายที่สามารถจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชน และต้องกำหนดกรอบระยะเวลาการจัดตั้งให้ชัดเจน โดยเทียบเคียงกับการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่มีการออกกฎระเบียบที่ชัดเจน นอกจากนี้ เรื่องการยุบสภาภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญแก้ไขเสร็จแล้ว เห็นว่า เป็นดุลยพินิจและอำนาจของนายกรัฐมนตรีซึ่งระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
2) การนิรโทษกรรม ที่ประชุมเห็นว่า ผู้ที่หนีคดีไปต่างประเทศจะต้องกลับมาสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน จึงสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการนิรโทษกรรมได้และให้นำมาใช้กับทุกคดี รวมทั้งได้เสนอหลักการร่างกฎหมายนิรโทษกรรม มี 4 ข้อ ดังนี้
2.1) นิรโทษกรรมจากการชุมนุมทางการเมือง โดยไม่รวมคดีอาชญากรรมร้ายแรง คดีเกี่ยวกับการคอรัปชัน และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
2.2) นิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ไม่ว่าคดีจะตัดสินเสร็จหรืออยู่ระหว่างการต่อสู้ในขั้นตอนใดก็ตาม
2.3) ไม่ตัดสิทธิบุคคลที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการหรือหนีคดีไป สามารถใช้สิทธิได้ แต่ต้องกลับสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน
2.4) มีคณะกรรมาธิการพิเศษขึ้นมาตัดสิน แยกแยะ ออกกฎเกณฑ์ที่เป็นกฎหมายลำดับรองว่าอะไรเข้าข่าย ไม่เข้าข่าย เช่น อะไรที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม
ที่ประชุมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมสำหรับบุคคลที่หนีคดี ซึ่งอาจขัดกับหลักการพิจารณาคดีของกระบวนการยุติธรรม สมควรนำหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ร่วมกับการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อฟื้นฟูสัมพันธภาพระหว่างคู่ขัดแย้ง อำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายและลดปัญหาความขัดแย้ง โดยอาจนำมาตรการหรือศึกษาประสบการณ์ของต่างประเทศที่เคยเผชิญความขัดแย้งอย่างรุนแรงมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศไทย ซึ่งอาจกำหนดกลไกพิเศษสำหรับคนที่หลบหนีคดี และต้องมีการศึกษาให้รอบคอบ ทั้งนี้ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ควรดำเนินการในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นอาจเป็นเพียงการชะลอปัญหาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และอาจกระทบต่อบรรยากาศของการสร้างความปรองดองได้ และควรยกเว้นคดีความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคดีทุจริต
3) กระบวนการยุติธรรม การนำหลักการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมาใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งให้เกิดเป็นรูปธรรมนั้น เป็นเรื่องยากและมีความซับซ้อนเนื่องจากไม่มีกรอบหรือรูปแบบที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละประเทศ ซึ่งหากสังคมยังไม่มีความเข้าใจ หรือยอมรับแนวความคิดที่จะปรองดองและสมานฉันท์แล้ว การนำเอาหลักการดังกล่าวมาใช้อาจไม่ประสบความสำเร็จ แต่อาจเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่พึงปรารถนา สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ บนพื้นฐานว่าจะจดจำหรือลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมาตรการในการลงโทษผู้กระทำความผิดหรือเน้นเยียวยาผู้เสียหาย โดยมีวิธีการ ดังนี้
3.1) การฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่มีส่วนต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
3.2) การนิรโทษกรรมอาจเป็นผลมาจากการต่อรองระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่ หรือบางกรณีได้รับการยกเว้นการลงโทษด้วยการยอมรับว่าได้กระทำความผิดลงไป
3.3) คณะกรรมการค้นหาความจริงมีหน้าที่ทำความจริงให้ปรากฏในช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อเปิดเผยให้ผู้ได้รับผลกระทบหรือสังคมได้ทราบรายละเอียดเหตุการณ์อย่างถูกต้อง และเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้แสดงออก
3.4) โครงการช่วยเหลือเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งด้านจิตใจ ร่างกาย และทรัพย์สินผ่านโครงการหรือการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการกล่าวคำขอโทษจากคู่ขัดแย้งอย่างเป็นทางการ
3.5) การระลึกถึงผู้ได้รับผลกระทบเป็นกระบวนการที่ทำให้สังคมยอมรับ ตระหนักรู้ และกระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในศีลธรรมถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก โดยอาจอยู่ในรูปของพิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์แห่งความทรงจำ
3.6) การปฏิรูปสถาบัน เป็นกระบวนการปฏิรูปสถาบัน หน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน อาทิ กองทัพทหาร ตำรวจ สื่อสารมวลชน กระบวนการยุติธรรม ฯลฯ เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้หน่วยงานหรือองค์กรดังกล่าวใช้รูปแบบเดิมในการปฏิบัติที่อาจนำความรุนแรงกลับมาอีกครั้ง
ที่ประชุมเห็นว่า การนำหลักการของกระบวนการยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่านและความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ยังคงมีความสำคัญ โดยต้องพิจารณาในระยะเวลาที่เหมาะสม บรรยากาศภาพรวมของสังคมและประชาชนต้องมีความรู้สึกในการปรองดอง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับที่จะยุติเรื่องในการดำเนินการ ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสมเมื่อเกิดบรรยากาศเหล่านั้น จะนำไปสู่กลไกการปรับแก้ไขกฎหมายหรือเพิ่มเติมกลไกเพื่อให้สามารถใช้บังคับตามหลักการดังกล่าวได้ ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายเกี่ยวกับการพิจารณาคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการที่มาเสริมการดำเนินการในส่วนนี้ได้
4) การรักษาบรรยากาศของการปรองดอง สมานฉันท์ และสื่อ โดยให้รัฐบาล ผู้นำฝ่ายค้าน พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง โดยเฉพาะสื่อมวลชนและประชาชนควรร่วมกันบริหารความขัดแย้งอย่างสันติวิธี อันจะทำให้สังคมก้าวผ่านความขัดแย้งไปสู่ความปรองดองได้ ส่วนการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อทุกแขนงจะต้องมีความระมัดระวังและมีความรับผิดชอบในการเสนอข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณชน โดยไม่เสนอข้อมูลเท็จ บิดเบือน หรือถ้อยคำในการปลุกเร้าหรือปลุกระดมมวลชนให้ใช้ความรุนแรง ซึ่งปัจจุบันมีร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และเห็นควรให้มีการผลักดันร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวออกมาบังคับใช้โดยเร็ว
5) การเยียวยา เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ โดยกระบวนการที่นำมาใช้ จะต้องมีการตกผลึก มีความชัดเจนและพิจารณาถึงความละเอียดรอบคอบ ครบถ้วน และรอบด้าน ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะการเยียวยาด้วยตัวเงินเท่านั้น
6) การแสดงความรับผิดชอบด้วยการขอโทษ เป็นกระบวนการค้นหาความจริง โดยจะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าใจ ตระหนัก และยอมรับถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของกระบวนการความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เมื่อความจริงปรากฏและได้ข้อยุติจะทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการขอโทษในท้ายที่สุด
7) กองทัพ ปัจจุบันภารกิจบางประการอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่การปฏิบัติภารกิจอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย มีความโปร่งใส มีความเป็นกลาง และไม่สนับสนุนฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยศึกษาบทเรียนจากอดีตจนถึงปัจจุบันทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในความเป็นกลางทางการเมืองและการปฏิบัติภารกิจทางทหารกับในส่วนที่อาจไปเกี่ยวข้องกับการเมืองได้เป็นอย่างดี เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเมืองในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจในสังคม การลดความหวาดระแวงระหว่างกัน การเห็นอกเห็นใจกัน และการอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ทุกคนต้องเคารพและใช้บังคับไม่ให้เกิดความขัดแย้ง โดยเจ้าหน้าที่และประชาชนต้องร่วมกันหาทางออกให้ได้ ทั้งนี้ จะต้องไม่ให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเป็นเครื่องมือไปสนับสนุนมวลชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเด็ดขาด
8) การชุมนุมและสิทธิผู้ชุมนุม เห็นว่า สามารถกระทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด โดยการแสดงออกไม่ควรกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น
ที่ประชุมจึงเห็นว่า การสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ตามข้อ 4) - ข้อ 8) เป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการและไม่สามารถเกิดผลสัมฤทธิ์ได้ทันที โดยในหลักการสามารถนำหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) มาใช้ในการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ อย่างไรก็ตาม การนำหลักการดังกล่าวมาใช้จะต้องมีการศึกษาให้รอบด้าน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับบรรยากาศ ซึ่งประเด็นต่าง ๆ มีความละเอียดอ่อน ควรดำเนินการในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะกลไกทางกฎหมายจะต้องพิจารณาให้รอบด้านและมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก่อนที่จะมีการตรากฎหมาย เพื่อให้สามารถยุติปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ควรถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้มีความรู้ที่ถูกต้อง ครบถ้วน และมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ต่อไป
21. เรื่อง แนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (Thailand AI Ethics Guideline)
คณะรัฐมนตรีรับทราบแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์1 (Thailand Artificial Intelligence Ethics Guideline) และเห็นชอบให้หน่วยงานราชการใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการพัฒนา ส่งเสริม และนำไปใช้ในทางที่ถูกต้องและมีจริยธรรมต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมต่อไป ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ และให้ ดศ. รับความเห็นของ กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป
_________________________________
1 ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) คือเทคโนโลยีเป็นความรู้ ความฉลาดที่สร้างขึ้นจากสิ่งไม่มีชีวิต รวบรวมและจัดใส่ข้อมูลซอฟต์แวร์หลากหลายระบบและพัฒนาให้สามารถคิดและทำงานในด้านต่าง ๆ คล้ายกับมนุษย์ ทั้งในด้านการตัดสินใจ การแก้ปัญหาและการเรียนรู้ อาทิ ระบบนำทางรถยนต์ไร้คนขับ ผู้ช่วยอัจฉริยะในสมาร์ทโฟน หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ช่วยงาน เป็นต้น
สาระสำคัญของเรื่อง
ดศ. รายงานว่า
1. คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในคราวประชุม ครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 มีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (Thailand AI Ethics Guideline) และควรเห็นเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบและใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป
2. แนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (Thailand AI Ethics Guideline) แบ่งออกเป็น 3 บท ดังนี้
2.1 บทที่ 1 หลักการและเหตุผลการปฏิบัติตามจริยธรรม ซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานขององค์ประกอบ 6 ด้าน ได้แก่
|
องค์ประกอบ |
รายละเอียดโดยสังเขป |
|
ด้านที่ 1 ความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Competitiveness and Sustainability Development) |
AI สามารถถูกสร้าง พัฒนา และใช้งานเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับมนุษย์ในหลายด้าน แต่ก็อาจเป็นภัยคุกคามได้เช่นกัน ดังนั้น การใช้งาน AI ควรเป็นไปเพื่อสร้างประโยชน์และส่งเสริมการแข่งขันที่สร้างสรรค์และเป็นธรรม และควรเป็นหลักการที่ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนต้องคำนึงเสมอ |
|
ด้านที่ 2 ความสอดคล้องกับกฎหมาย จริยธรรม และมาตรฐานสากล (Laws Ethics and International Standards) |
ผลลัพธ์จากการตัดสินใจ AI อาจมีความสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อกฎหมายและจริยธรรมที่สังคมหนึ่ง ๆ ถือปฏิบัติ ดังนั้น AI จึงควรถูกพัฒนาและใช้งานให้สอดคล้องกับกฎหมาย จริยธรรม และมาตรฐานสากล โดยต้องเคารพความเป็นส่วนตัว สิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน และควรใช้หลักการมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจ |
|
ด้านที่ 3 ความโปร่งใส และภาระความรับผิดชอบ (Transparency and Accountability) |
ผลลัพธ์จากการตัดสินใจ AI อาจส่งผลกระทบกับผู้รับบริการและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงระดับร้ายแรง ดังนั้น AI จึงควรถูกพัฒนาและใช้งานด้วยความโปร่งใส สามารถอธิบายและคาดการณ์ได้ รวมถึงสามารถตรวจสอบกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นย้อนหลังได้ |
|
ด้านที่ 4 ความมั่นคงปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว (Security and Privacy) |
ในหลายครั้งข้อมูลจาก AI มีความอ่อนไหว เป็นความลับหรือเป็นข้อมูลส่วนตัว และอาจถูกเข้าถึงโดยผู้ไม่ประสงค์ดี ดังนั้นการออกแบบและพัฒนา AI ควรคำนึงถึงหลักการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและการป้องกันข้อมูล รวมทั้งควรมีกลไกให้มนุษย์สามารถแทรกแซงการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น |
|
ด้านที่ 5 ความเท่าเทียม หลากหลาย ครอบคลุม และเป็นธรรม (Fairness) |
ผลลัพธ์จากการตัดสินใจ AI อาจมีความไม่เป็นธรรม หากชุดข้อมูลที่ได้ถูกนำมาใช้ในการสอน ทดสอบ และพิสูจน์ มีความเอนเอียง ดังนั้น การพัฒนาและออกแบบ AI จึงควรคำนึงถึงความหลากหลายก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนในวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสในสังคมและสามารถพิสูจน์ถึงความเป็นธรรมของระบบได้ |
|
ด้านที่ 6 ความน่าเชื่อถือ (Reliability) |
ผลลัพธ์จากการตัดสินใจ AI ที่ไม่ถูกต้องจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของระบบได้ ดังนั้น การควบคุมกระบวนการวิจัย ออกแบบ และพัฒนาระบบ AI ให้สามารถคาดการณ์และตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งการควบคุมและปรับปรุงคุณภาพของข้อมูลผ่านกระบวนการรับผลสะท้อนกลับ (Feedback) จากผู้ใช้งาน เพื่อให้ระบบสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือแก่ผู้ใช้ได้ |
2.2 บทที่ 2 การมีจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics Case Study) เป็นการกล่าวถึงกรณีศึกษาของภาคเอกชนทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งได้นำจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นแนวทางในการวิจัย ออกแบบ พัฒนา และให้บริการ รวมทั้งพิจารณาถึงขอบเขตความเหมาะสมในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้เห็นถึงประโยชน์และปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยมีกรณีตัวอย่างของบริษัทเอกชนในประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 2 แห่ง สรุปสาระสำคัญของกรณีศึกษาได้ ดังนี้
|
กรณีศึกษา |
ประเด็นศึกษา |
ความสอดคล้องกับแนวปฏิบัติจริยธรรม AI |
|
บริษัท วายอิง จำกัด |
ใช้ AI ตัดสินใจร่วมกับผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ในการพัฒนาระบบการค้นหาข้อมูลเม็ดยาด้วยเทคโนโลยีวิเคราะห์และจดจำรูปภาพยาอัจริยะบนมือถือ “Phamasafe” เพื่อช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถตรวจสอบยาที่ไม่ทราบชื่อ ซึ่งอาจเกิดจากฉลากชำรุด เสียหายหรือทิ้งไปแล้ว เพื่อให้สามารถระบุชื่อยาได้ถูกต้อง และสามารถให้คำแนะนำในการใช้ยาที่ถูกต้องปลอดภัยได้ |
1) ดำเนินงานในรูปแบบทางธุรกิจที่มีการแข่งขัน มีแนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน 2) คำนึงถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและพึงระวัง อาทิ เรื่องยาและการโฆษณา มีการนำข้อมูล Feedback จากบุคลากรทางการแพทย์มาปรับปรุงฐานข้อมูล ไม่มีการส่งเสริมตัวยาใดเป็นพิเศษ |
|
บริษัท SERTIS จำกัด |
ดำเนินการพัฒนาหรือให้บริการผลิตภัณฑ์อย่างมีความเท่าเทียม ไม่เอนเอียง หรือผิดต่อหลักการจริยธรรมและกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี “CPF AI FarmLab Powered by Sertis” เพื่อมาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ ส่งเสริมให้เจ้าของฟาร์มเลี้ยงสัตว์สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว สังเกตพฤติกรรมของสัตว์ที่เบี่ยงเบนจากที่เป็นอยู่ เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การรักษาได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งมีการจัดตั้งคณะทำงาน (AI Ethic Board) เพื่อพิจารณาขอบเขตการทำงานของระบบ AI |
1) มีการกำหนดเป้าหมายในการดำเนินการพัฒนาหรือให้บริการผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีความเท่าเทียมไม่เอนเอียงหรือผิดต่อหลักจริยธรรมและกฎหมายทั้งในและต่างประเทศ 2) จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาขอบเขตของ AI ในแง่จริยธรรมและความเหมาะสมต่อการพัฒนาของบริษัท |
2.3 บทที่ 3 กรอบแนวทางจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (Thailand AI Ethics Framework) มีรายละเอียด ดังนี้
2.3.1 ตัวแบบหลักของจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (Thailand AI Ethics Core Model) แบ่งเป็น 3 องค์ประกอบ คือ
|
องค์ประกอบที่ 1 |
องค์ประกอบที่ 2 |
องค์ประกอบที่ 3 |
|
ผู้กำหนดระเบียบ กำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎระเบียบและแนวทางปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (Regulator/Policy) เช่น ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงาน ผู้จัดการโครงการมีงานรวมทั้งหมด 6 ด้าน อาทิ การกำหนด AI Ethics Framework การแข่งขันในระดับภูมิภาค การบริหารความเสี่ยง |
องค์กรวิจัยหรือนักวิจัย/บริษัทที่ออกแบบและการพัฒนาระบบ/ผู้ให้บริการระบบปัญญาประดิษฐ์กับผู้ใช้งาน (Researcher/ Developer/Service Provider) งานรวมทั้งหมด 28 ด้าน อาทิ การออกแบบระบบการจัดการ การจัดการกลยุทธ์ การจัดการนวัตกรรม การจัดการทรัพยากรบุคคลสำหรับ AI Ethics |
ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์หรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากระบบปัญญาประดิษฐ์ (User) ผู้ตระหนักการใช้ประโยชน์จาก AI มีงานรวมทั้งหมด 5 ด้าน อาทิ การให้การศึกษาและสร้างการตระหนักรู้ การประเมินความน่าเชื่อถือของ AI
|
2.3.2 วิธีการปฏิบัติตามจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ องค์กรควรจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics Board) โดยมีองค์ประกอบทั้งจากผู้ได้รับประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ เพื่อเป็นคณะทำงานในการกำกับดูแลและกำหนดเป้าหมายระดับการปฏิบัติตามจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์และกระบวนการในภาพรวม โดยวิธีการปฏิบัติตามจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่
|
ขั้นตอนที่ 1 กำหนดเป้าหมายตามหลักการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ทั้ง 6 ด้าน |
ขั้นตอนที่ 2 พิจารณากิจกรรมเพื่อปฏิบัติตามแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ |
ขั้นตอนที่ 3 ปฏิบัติและติดตามตัวชี้วัด |
|
- กำหนดบทบาท (Role) ตามตัวแบบหลักของจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ - กำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับหลักการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ทั้ง 6 ด้าน ตามความเหมาะสมของทรัพยากรองค์กร ระบบการบริหารจัดการภายในองค์กรและความสามารถในการปฏิบัติตาม |
- นำข้อมูลที่กำหนดเป็นเป้าหมายฯ (ตามขั้นตอนที่ 1) มาพิจารณาความเหมาะสมและจัดทำเป็นบัญชีกิจกรรม (Activities Lists) - กำหนดรายละเอียดและออกแบบการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย - กำหนดขอบเขตและคำนิยามจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์อย่างรอบด้าน |
- ดำเนินการปฏิบัติตามแนวทางกิจกรรมที่ได้กำหนดไว้ (ตามขั้นตอนที่ 2) ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการในการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อจัดหาและนำมาให้บริการแก่ประชาชนในอนาคต - ติดตามผลการดำเนินการตามตัวชี้วัดเพื่อนำมาวิเคราะห์หาผลกระทบในเชิงบวกและลบ รวมทั้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติฯ - เปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็น ข้อทักท้วง ข้อแนะนำต่าง ๆ (Feedback) |
22. เรื่อง ขออนุมัติใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี
ฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร สำหรับค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกทำลาย ตามมาตรา 13 (4) แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 279,782,374 บาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ
ทั้งนี้ กษ. เสนอว่า
เนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีการแพร่ระบาด ขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 ถึงปัจจุบันได้มีการระบาดใน 34 ประเทศ หลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งเป็นทวีปยุโรปจำนวน 13 ประเทศ ทวีปแอฟริกาจำนวน 7 ประเทศทวีปเอเชียจำนวน 13 ประเทศ และประเทศแถบโอเชียเนีย 1 ประเทศ โดยมีรายงานการระบาดครั้งแรกของทวีปเอเชียที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งประเทศล่าสุดในทวีปเอเชียที่พบการระบาดของโรค คือ ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 รวมทั้งพบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรของแต่ละประเทศ อีกทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มสูงยิ่งขึ้น
ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มสูงยิ่งขึ้นที่โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรจะแพร่ระบาดเข้าสู่ประเทศ เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ดังนี้
1. การแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศเพื่อนบ้านยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นและขยายเป็นวงกว้าง
2. ชายแดนประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านที่มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร มีความยาวรวมกว่า 5,000 กิโลเมตร จึงมีความเสี่ยงที่จะมีการลักลอบนำซากสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรผ่านตามแนวชายแดน
3. การลักลอบนำซากสุกรและผลิตภัณฑ์สุกรที่ติดตัวมากับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีการระบาดของโรครวมถึงแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยที่มีจำนวน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2563)
กรมปศุสัตว์จึงได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านและผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงตามหลักการทางระบาดวิทยาแล้วพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูงถึงสูงมากได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ประกาศเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในพื้นที่ 43 จังหวัด พร้อมดำเนินมาตรการตามแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรอย่างเข้มงวด
สาระสำคัญ
1. โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเป็นโรคไวรัสที่ติดต่อร้ายแรงในสุกรที่แพร่กระจายในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก และหากมีการระบาดของโรคนี้ในประเทศแล้วจะกำจัดโรคได้ยาก เพราะในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันและยาที่รักษาโรค และเชื้อไวรัสที่ก่อโรคมีความทนทานในผลิตภัณฑ์จากสุกรและสิ่งแวดล้อมสูง สุกรที่หายป่วยแล้วจะเป็นพาหะของโรคได้ตลอดชีวิตและยิ่งกว่านั้นโรคนี้เป็นโรคที่มีความรุนแรง ทำให้สุกรที่ติดเชื้อมีการตายเฉียบพลันเกือบร้อยละ 100 แม้โรคนี้จะไม่ติดต่อสู่คนและสัตว์อื่น แต่ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง จากการที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องสูญเสียสุกรที่ป่วยตายจากโรค จนถึงขั้นหมดอาชีพ และยังกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ได้แก่ โรงงานอาหารสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สุกร ธุรกิจการค้าเวชภัณฑ์สัตว์ รวมถึงเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านบาท อีกทั้งยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูอาชีพให้กับเกษตรกร ซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณเป็นจำนวนมาก และใช้เวลานาน จะก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนเนื้อสุกรในการบริโภคอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาส ในการส่งออกสุกรมีชีวิต เนื้อสุกรแช่แข็งและผลิตภัณฑ์สุกรไปจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่ามีมูลค่าไม่น้อยกว่า 22,000 ล้านบาทต่อปี
2. มาตรการลดความเสี่ยงต่อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยยังคงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิตสุกรและอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านบาท รักษาความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทยในการนำเข้าทั้งสุกรมีชีวิตและซากสุกร ทั้งนี้ หากพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทยจะสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกร รายละเอียดดังนี้
2.1 กรณีต้องมีการทำลายสุกรเพื่อการควบคุมโรคจะมีมูลค่าความเสียหาย ดังนี้
ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรจำนวน 187,272 ราย เป็นเกษตรกร รายย่อย 184,091 ราย เลี้ยงสุกรขุน 2,246,332 ตัว สุกรพันธุ์ 390,993 ตัว ลูกสุกร 689,562 ตัว เป็นเกษตรกรรายใหญ่ 3,181 ราย เลี้ยงสุกรขุน 5,746,265 ตัว สุกรพันธุ์ 683,998 ตัว และลูกสุกร 1,532,035 ตัว หากเกิดการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศไทย จะต้องมีการทำลายสุกรเกิดการสูญเสีย ดังนี้
1) กรณีเกิดโรคร้อยละ 30 ของสุกรที่เลี้ยง เกษตรกรรายย่อย 5,133,886,800 บาท เกษตรกรรายใหญ่ 11,544,610,200 บาท รวม 16,678,497,000 บาท
2) กรณีเกิดโรคร้อยละ 50 ของสุกรที่เลี้ยง เกษตรกรรายย่อย 8,556,478,000 บาท เกษตรกรรายใหญ่ 19,236,245,500 บาท รวม 27,792,723,500 บาท
3) กรณีเกิดโรคร้อยละ 80 ของสุกรที่เลี้ยง เกษตรกรรายย่อย 13,690,364,800 บาท เกษตรกรรายใหญ่ 30,777,992,800 บาท รวม 44,468,357,600 บาท
4) กรณีเกิดโรคร้อยละ 100 ของสุกรที่เลี้ยง เกษตรกรรายย่อย 17,112,956,000 บาท เกษตรกรรายใหญ่ 38,472,491,000 บาท รวม 55,585,447,000 บาท
2.2 ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
1) โดนระงับการส่งออกเนื้อสุกรชำแหละ เนื้อสุกรแปรรูปเป็นมูลค่าปีละ 6,000 ล้านบาท
2) สูญเสียโอกาสการส่งออกสุกรมีชีวิตเป็นมูลค่าปีละประมาณ 16,000 ล้านบาท
3) ด้านธุรกิจอาหารสัตว์ 66,666 ล้านบาท ประมาณการความเสียหายจากการระบาดของโรคที่ร้อยละ 50
4) ด้านธุรกิจเวชภัณฑ์ 3,500 ล้านบาท ประมาณการความเสียหายจากการระบาดของโรคที่ร้อยละ 50
5) ผลกระทบด้านราคาสุกรขุนมีชีวิตภายในประเทศ เนื่องจากผู้บริโภคเกิดความตื่นตระหนก ทำให้ราคาลดลง ดังนี้
- ราคาลดลงกิโลกรัมละ 10 บาท ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ปีละ 22,000 ล้านบาท
- ราคาลดลงกิโลกรัมละ 20 บาท ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ปีละ 44,000 ล้านบาท
- ราคาลดลงกิโลกรัมละ 30 บาท ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ปีละ 66,000 ล้านบาท
2.3 ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูอาชีพและความเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นจำนวนมากและใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูเป็นเวลานาน
3. ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่มีการแพร่ระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน จนถึงปัจจุบันประเทศไทยยังคงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยในการนำเข้าทั้งสุกรมีชีวิตและซากสุกรเพิ่มมากขึ้น ดังข้อมูลการส่งออกสุกรของประเทศไทยปี พ.ศ. 2563 ( 1 มกราคม ถึง 14 ธันวาคม 2563) ประเทศไทยสามารถส่งออกสุกรมีชีวิตจำนวนมากกว่า 2.3 ล้านตัว มูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านบาท โดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา มูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มูลค่าประมาณ 3,400 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการส่งออกเนื้อสุกรสดและเนื้อสุกรแปรรูป มีปริมาณมากกว่า 54,000 ตัน โดยประเทศคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนสำหรับการส่งออกเนื้อสุกรสด และประเทศญี่ปุ่นสำหรับการส่งออกเนื้อสุกรแปรรูป ซึ่งการส่งออกทั้งหมดของประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 300 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 22,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาและแนวโน้มการส่งออกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4. การป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความจำเป็นต้องลดจำนวนประชากรของสุกรที่มีความเสี่ยงสูงในพื้นที่ในอัตราร้อยละ 15 ซึ่งจากการประเมินความเสี่ยงเชิงพื้นที่ โดยใช้วิธี Spatial Multi – criteria Decision Analysis พบว่าจังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง คือ
จังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน และได้ประกาศเป็นเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรทั้งหมด 27 จังหวัด จำนวน 108 อำเภอ จำนวนเกษตรกรประมาณ 43,230 ราย จำนวนสุกรประมาณ 517,188 ตัว ดังนั้นการลดความเสี่ยงที่ร้อยละ 15 คิดเป็นจำนวนเกษตรกรประมาณ 6,485 ราย จำนวนสุกรประมาณ 77,578 ตัว การดำเนินการลดจำนวนประชากรของสุกรที่มีความเสี่ยงสูงในพื้นที่อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 13 (4) และกฎกระทรวงกำหนดค่าชดใช้ราคาสัตว์ที่ถูกทำลายอันเนื่องจากเป็นโรคระบาด หรือมีเหตุอันสงสัยว่าเป็นโรคระบาด หรือสัตว์หรือซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาด พ.ศ. 2560 กำหนดให้ชดใช้ราคาแก่เจ้าของสัตว์หรือซากสัตว์สามในสี่ของราคาสัตว์ หรือซากสัตว์ ซึ่งขายได้ในตลาดท้องที่ก่อนเกิดโรคระบาด โดยการชดใช้ราคาสัตว์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินราคาสัตว์ ประกอบด้วย สัตวแพทย์ 1 คน พนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น อย่างน้อย 2 คน เป็นกรรมการ
23. เรื่อง สรุปผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) (ศบค.) ครั้งที่ 2/2564
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) เสนอ สรุปผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) (ศบค.) ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2564 ดังนี้
สรุปสถานการณ์ ปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนะ
1. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อ ที่ประชุมรับทราบรายงานสถานการณ์ ดังนี้
1) สถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลก ณ วันที่ 28 มกราคม 2564 มีจำนวนผู้ติดเชื้อรวมทั้งสิ้น 101,433,090 ราย โดยประเทศที่พบผู้ติดเชื้อมาก 3 ลำดับแรกของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อินเดีย และบราซิล โดยประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 120 จาก 217 ประเทศทั่วโลก
2) สถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2563 -
29 มกราคม 2564 มีผู้ป่วยยืนยันสะสม จำนวน 12,786 ราย (เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 4,458 คน คัดกรองเชิงรุก 7,664 คน มาจากต่างประเทศ 664 คน) หายป่วยแล้ว 7,456 ราย กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล 1,428 ราย และอยู่ในโรงพยาบาลสนาม 3,886 ราย ณ วันที่ 29 มกราคม 2564 พบผู้ป่วยรายใหม่ 802 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 89 ราย การคัดกรองเชิงรุก 692 ราย และผู้ป่วยที่เดินทางมาจากต่างประเทศและอยู่ระหว่างกักตัวในสถานที่กักกันที่ทางราชการ 21 ราย
3) สรุปสถานการณ์โรคโควิด - 19 ระลอกใหม่ของประเทศไทยในภาพรวม พบว่าจังหวัดต่าง ๆ
มีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงและควบคุมเป็นอย่างดี ยกเว้น จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งยังคงพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง ในส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังพบผู้ติดเชื้อในสถานที่ทำงานและจากงานเลี้ยงต่าง ๆ ส่วนสถานการณ์ทั่วโลก ยังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเทศมาเลเซียและเมียนมา จึงต้องคงระดับการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดตามพื้นที่ชายแดนของประเทศ
2. ความคืบหน้าการจัดหาและการเตรียมความพร้อมการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 ที่ประชุมรับทราบรายงานความคืบหน้า ดังนี้
1) แนวทางดำเนินการเพื่อให้คนไทยเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด – 19 ประกอบด้วย การวิจัยพัฒนาในประเทศไทย การทำความร่วมมือวิจัยกับต่างประเทศ และการจัดซื้อจัดหาวัคซีนนำมาใช้ในประเทศ
2) การจัดหาวัคซีนครอบคลุมประชากรไทย ร้อยละ 50 (ประชากร 33,000,000 คน) ปี 2564 ประกอบด้วย
(1) บริษัท AstraZeneca จำกัด จำนวน 26,000,000 โดส ดำเนินการจองเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะได้รับวัคซีนในเดือนมิถุนายน 2564
(2) ผู้ผลิตรายอื่น ได้แก่ บริษัท Sinovac Biotech จำกัด จำนวน 2,000,000 โดส และจองซื้อเพิ่มจากบริษัท AstraZeneca จำกัด จำนวน 35,000,000 โดส
(3) โครงการ COVAX อยู่ระหว่างการพิจารณาเงื่อนไขและการเจรจาต่อรอง
3) กลุ่มเป้าหมายการให้วัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 ในประเทศไทย แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 มีวัคซีนปริมาณจำกัดดำเนินการในพื้นที่ที่มีการระบาด (ก.พ.-เม.ย. 2564) สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน บุคคลที่มีโรคประจำตัวตามเกณฑ์ 6 โรคที่กำหนด ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และเจ้าหน้าที่ควบคุมโรค ระยะที่ 2 มีวัคซีนมากขึ้นขยายพื้นที่ครอบคลุมทั้งประเทศ (พ.ค. - ธ.ค.2564) สำหรับกลุ่มเป้าหมายระยะที่ 1 บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่นอกเหนือจากด่านหน้า เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยโควิด - 19 ผู้ประกอบอาชีพด้านขนส่งสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐาน และผู้เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ ระยะที่ 3 มีวัคซีนเพียงพอ (ม.ค. 2565 เป็นต้นไป) สำหรับประชาชนทั่วไป
4) กลไกการดำเนินงานบริหารจัดการการให้บริการวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 ปี 2564 ได้แก่ คณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 ภายใต้อำนาจคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ซึ่งมีองค์ประกอบครอบคลุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ข้อสังเกตที่ประชุม
เห็นควรเร่งสร้างการรับรู้และความเข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั่วไป และควรพิจารณาแผนการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนกลุ่มอื่น ๆ อาทิ กลุ่มนักการทูตและนักลงทุนต่างชาติ เพื่อเกิดประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ
3. การป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - 19 ตามแนวชายแดน ที่ประชุมรับทราบรายงาน ดังนี้
1) การสกัดกั้นผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ได้กวดขันและบูรณาการการปฏิบัติของกองกำลังป้องกันชายแดน โดยเพิ่มความถี่ ทั้งการเฝ้าตรวจและการลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดน ตลอดจนวางเครื่องกีดขวางตามช่องทาง/ท่าข้ามที่สำคัญ และเครื่องมือพิเศษทุกระบบในการเฝ้าตรวจพื้นที่
2) การป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ตามแนวชายแดน ประกอบด้วย การปฏิบัติในพื้นที่ชายแดนทางบกของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในทุกด้าน และการจัดตั้งจุดตรวจจุดสกัด และชุดสายตรวจร่วมตามเส้นทางต่าง ๆ รวมถึงการตรวจสถานที่ซึ่งอาจเป็นแหล่งพักพิงผู้ลักลอบเข้าเมือง โดยผลการปฏิบัติ ยอดจับกุมในภาพรวมเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 มียอดการจับกุม จำนวน 1,564 คน และในเดือนมกราคม 2564 จำนวน 1,889 คน ทั้งนี้ คาดว่าภายหลังสิ้นสุดการเปิดให้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2564 จำนวนผู้ที่พยายามลักลอบข้ามแดนจะมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากยังมีความต้องการแรงงานต่างด้าวของผู้ประกอบการภายในประเทศ
3) การบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้มาตรการที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 กำหนด เช่น การจัดจุดตรวจ ชุดสายตรวจ และชุดตรวจกิจการ เพื่อควบคุมเส้นทางคมนาคมสำคัญซึ่งเป็นรอยต่อ และจุดตรวจย่อยตามเส้นทางรอง/พื้นที่เสี่ยง การควบคุมการเดินทางข้ามจังหวัด โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตลอดจนกวดขันจับกุมกลุ่มบุคคลที่ทำผิดกฎหมาย และป้องกันมิให้มีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค
4) การสนับสนุนการปฏิบัติงานของจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ การจัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์สนับสนุน เพื่อควบคุมพื้นที่ตลาดกลางกุ้งและการเดินทางเข้าออกจังหวัด การจัดล่ามภาษาเมียนมา ปฏิบัติงาน ณ ศูนย์ห่วงใยคนสาคร สนับสนุนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ทางการช่าง รวมทั้งเตียงนอนและเครื่องนอน จำนวน 3,000 ชุด เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม จัดรถยนต์บรรทุกขนย้ายผู้ป่วย ตลอดจนสนับสนุนการตรวจเชิงรุกในพื้นที่
4. การดำเนินการให้เป็นไปตามข้ออนุมัติของนายกรัฐมนตรีตามการเสนอของคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19
ที่ประชุมรับทราบรายงาน ดังนี้
1) การผ่อนคลายเพื่อจัดการแข่งขันกีฬาภายใต้มาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค
โควิด - 19 มีหลักการสำคัญในการพิจารณาผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ (1) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากต่างประเทศต้องกักกันตนเองเป็นระยะเวลา 14 วัน (2) ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนต้องผ่านการตรวจหาเชื้อโควิด - 19 (3) ผู้จัดกิจกรรมต้องจำกัดพื้นที่ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ (4) ทุกกิจกรรมยังไม่ได้รับอนุญาตให้มีผู้เข้าชม เว้นแต่สถานการณ์เปลี่ยนแปลง และ (5) เน้นมาตรการป้องกันโรคโควิด - 19 อาทิ การเว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย จัดจุดบริการเจล ตรวจวัดอุณหภูมิและสังเกตอาการ ติดตั้งและสแกนแอปพลิเคชันไทยชนะ หมอชนะ ทั้งนี้ กิจกรรมที่ได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินการ ได้แก่ (1) การแข่งขันฟุตบอลอาชีพไทยลีก (31 มกราคม – เมษายน 2564) (2) การแข่งขันวอลเลย์บอล ไทยแลนด์ ลีก (13 กุมภาพันธ์ - 11 เมษายน 2564) (3) การแข่งขันจักรยานชิงแชมป์ประเทศไทย และประเภทนานาชาติ (กุมภาพันธ์ - พฤศจิกายน 2564) (4) การประกวด Miss Grand International 2020 (1 - 28 มีนาคม 2564) (5) การแข่งขันกอล์ฟ LPGA พื้นที่จังหวัดชลบุรี (3 - 9 พฤษภาคม 2564)
2) การจัดทำสถานกักกันตัวรูปแบบเฉพาะองค์กร (Organization Quarantine : OQ) ในพื้นที่ของกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน โดยดำเนินการปรับปรุงและใช้พื้นที่โรงนอน เพื่อรองรับบุคคล
ที่ลักลอบเข้าประเทศ แรงงานต่างด้าวที่จะเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย และสามารถพัฒนาให้เป็นโรงพยาบาลสนามต่อไปได้ รวมจำนวน 14 แห่ง สามารถรองรับการกักตัวได้ 84,000 คน
5. ที่ประชุมเห็นควรให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวปฏิบัติในการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการป้องกันและยับยั้งของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ระลอกใหม่ ตั้งแต่วันที่
1 - 28 กุมภาพันธ์ 2564 โดยกำหนดเขตพื้นที่สถานการณ์และแนวปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ ดังนี้
1) พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 1 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร
(1) ปิดสถานที่และเข้มงวดการควบคุมกำกับ ได้แก่ สถานบริการ สถานประกอบการคล้ายกับสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ สนามมวย สถานที่ออกกำลังกายในร่ม ห้างสรรพสินค้า ฟิตเนส สนามชนไก่ ชนวัว กัดปลา บ่อน สนามพระเครื่อง กิจการอาบน้ำ อาบอบนวด สปา นวดแผนไทย โรงเรียน โรงเรียนกวดวิชา สถาบันการศึกษา สนามเด็กเล่น สวนสนุก เครื่องเล่นเด็ก ตู้เกมส์ ร้านเกมส์ ร้านอินเตอร์เน็ต การประชุมงานเลี้ยง กิจกรรมประเพณีที่มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก การจัดงานแสดงสินค้า สถานีขนส่งสาธารณะ
(2) เปิดสถานที่ โดยเข้มงวดมาตรการป้องกันโรคในสถานที่ ได้แก่
- ตลาด ตลาดนัด จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการและกำกับการเว้นระยะห่าง
- ร้านอาหาร เปิดบริการได้ไม่เกิน 21.00 น. และงดดื่มสุราในร้าน
- ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า จำกัดเวลาเปิดไม่เกิน 21.00 น.
- ศูนย์เด็กเล็กและสถานที่พักผู้สูงวัย เฉพาะเข้าพักเป็นการประจำ
- สถานประกอบการ โรงแรม กำกับมาตรการป้องกันโรคในองค์กร จัดให้มีระบบติดตามตัวของผู้เดินทางเข้าออกทุกคน
2) พื้นที่ควบคุมสูงสุด 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ
- ปิดสถานบริการ สถานประกอบการคล้าย ผับ บาร์ คาราโอเกะ ปิดสถานที่/ซื้ออาหารนำไปรับประทานที่อื่น
- ร้านอาหาร จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม ให้นั่งรับประทานอาหารได้ จำกัดจำนวนคนต่อโต๊ะ (เน้นการเว้นระยะห่าง) จำกัดเวลาไม่เกิน 23.00 น. งดดื่มสุราในร้าน (ซื้อกลับได้)
- การจัดการเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรม จัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน
(On site, Online, On air) งดกิจกรรมที่มีผู้ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากในสถานที่ กรณีโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนรวมทั้งโรงเรียนไม่เกิน 120 คน หรือโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทุกพื้นที่เปิดการเรียนได้ตามปกติ และมีการกำกับมาตรการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด
- การประชุม สัมมนา จัดเลี้ยง การแจกจ่ายอาหาร/สิ่งของ (เน้นกำกับการใช้แอพพลิเคชั่นไทยชนะและหมอชนะ ก่อนและหลังร่วมกิจกรรม) จำกัดจำนวนผู้ร่วมกิจกรรมไม่เกิน 100 คน งดดื่มสุราและงดแสดงดนตรีที่มีการเต้นรำ
- ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ เปิดบริการได้ตามเวลาปกติ ภายใต้มาตรการป้องกันโรคที่กำหนด งดกิจกรรมที่มีผู้ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากในสถานที่
- ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม จัดนิทรรศการ เปิดบริการได้ตามเวลาปกติ ภายใต้มาตรการป้องกันโรคที่กำหนด จำกัดจำนวนผู้ร่วมกิจกรรมตามขนาดพื้นที่ ไม่น้อยกว่า 1 ตารางเมตร /คน
- แรงงานต่างด้าว จำกัดการเดินทางและเคลื่อนย้าย และใช้แอพพลิเคชั่นหมอชนะ ในกรณี
มีความจำเป็นในการเดินทางและเคลื่อนย้ายเพื่อทำงานและเป็นไปตามสัญญาที่ได้จัดทำไว้ ให้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด
- บ่อนการพนัน สนามชนไก่ ชนวัว ปิดสถานที่ทุกพื้นที่จังหวัด
- สถานบริการ อาบน้ำ อาบอบนวด ปิดสถานที่ งดให้บริการนอกสถานที่
- สปา นวดแผนไทย จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ ตามขนาดพื้นที่ ทุกพื้นที่จังหวัด
- สถานที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง ในอาคาร ยิม ฟิตเนส สนามมวย ให้แข่งขันได้แบบไม่มีผู้ชม สามารถฝึกซ้อมได้และมีการป้องกันโรคส่วนบุคคล
3) พื้นที่ควบคุม 20 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตราด ตาก นครนายก นครปฐม ปราจีนบุรี เพชรบุรี ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรสงคราม สระแก้ว สระบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง
- สถานบริการ สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ นั่งรับประทานอาหารในร้านได้ (เน้นการเว้นระยะห่าง) ไม่เกิน 23.00 น. จำกัดเวลาจำหน่าย/ดื่มสุรา ได้ไม่เกิน 23.00 น. แสดงดนตรีได้ งดการเต้นรำ
- ร้านอาหาร จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม ให้นั่งรับประทานอาหารได้ จำกัดจำนวนคนต่อโต๊ะ (เน้นการเว้นระยะห่าง) จำกัดเวลาจำหน่าย/ดื่มสุรา ได้ไม่เกิน 23.00 น.
- การจัดการเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรม เปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติและกำกับมาตรการป้องกันโควิด – 19 จำกัดจำนวนผู้ร่วมกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคน ในสถานที่ กรณีโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนรวมทั้งโรงเรียนไม่เกิน 120 คน หรือ โรงเรียน ตำรวจตระเวนชายแดน ทุกพื้นที่เปิดการเรียนได้ตามปกติ และมีการกำกับมาตรการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด
- การประชุม การสัมมนา การจัดเลี้ยง การแจกจ่ายอาหาร/สิ่งของ (เน้นกำกับการใช้แอพพลิเคชั่นไทยชนะและหมอชนะ ก่อนและหลังร่วมกิจกรรม) จำนวนผู้ร่วมกิจกรรมไม่เกิน 300 คน
แสดงดนตรีได้ งดการเต้นรำ
- ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอล ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ เปิดให้บริการได้ตามปกติ ภายใต้มาตรการป้องกันโรคที่กำหนด งดจัดกิจกรรมที่มีผู้ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากในสถานที่
- คนไทยเดินทางข้ามจังหวัด เน้นการตรวจคัดกรอง ติดตามกำกับกรณีเดินทางมาจากมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด
- สถานบริการ อาบน้ำ อาบอบนวด เปิดบริการได้ โดยจำกัดผู้ใช้บริการ สปา นวดแผนไทย จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ ตามขนาดพื้นที่ ทุกพื้นที่จังหวัด
- สถานที่ออกกำลังกาย - ในอาคาร ยิม ฟิตเนส สนามมวย แข่งขันได้ มีผู้ชมตามเกณฑ์ที่กำหนด
- บ่อนการพนัน สนามชนไก่ ชนวัว ปิดสถานที่ทุกพื้นที่จังหวัด
4) พื้นที่เฝ้าระวังสูง 17 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ชัยนาท ชัยภูมิ ชุมพร นครราชสีมา นครสวรรค์ นราธิวาส บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา เพชรบูรณ์ ยะลา ระนอง สงขลา สุโขทัย สุราษฎร์ธานี อุทัยธานี
- สถานบริการ สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ จำกัดเวลาจำหน่าย/ดื่มสุรา ไม่เกิน 24.00 น.
- ร้านอาหาร จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม ให้นั่งรับประทานอาหารได้ จำกัดจำนวนคนต่อโต๊ะ (เน้นการเว้นระยะห่าง) จำกัดเวลาจำหน่าย/ดื่มสุรา ไม่เกิน 24.00 น.
- ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอล ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ จำกัดจำนวน
ผู้ร่วมกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก
- คนไทยเดินทางข้ามจังหวัด เน้นการตรวจคัดกรอง ติดตามกำกับกรณีเดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด
- สถานบริการ อาบน้ำ อาบอบนวด เปิดให้บริการได้ โดยจำกัดใช้บริการ
- สปา นวดแผนไทย จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ ตามขนาดพื้นที่ ทุกพื้นที่จังหวัด
- สถานที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง ในอาคาร ยิม ฟิตเนส สนามมวย แข่งขันได้ มีผู้ชมตามเกณฑ์ที่กำหนด
- บ่อนการพนัน สนามชนไก่ ชนวัว ปิดสถานที่ทุกพื้นที่จังหวัด
5) พื้นที่เฝ้าระวัง 35 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง นครพนม นครศรีธรรมราช น่าน บึงกาฬ ปัตตานี พะเยา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก แพร่ ภูเก็ต มหาสารคาม มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ร้อยเอ็ด ลำปาง ลำพูน เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุตรดิตถ์ อุบลราชธานี
- สถานบริการ สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ เปิดบริการได้ จำกัดเวลา ตามที่กฎหมายกำหนด จำหน่าย/ดื่มสุราในร้านตามที่กฎหมายกำหนด แสดงดนตรีได้ เต้นรำได้ เน้นการเว้นระยะห่าง
- ร้านอาหาร จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม ให้นั่งรับประทานอาหารได้ จำกัดจำนวนคนต่อโต๊ะ (เน้นการเว้นระยะห่าง) เปิดบริการได้ จำกัดเวลาตามที่กฎหมายกำหนด จัดระเบียบการเข้าใช้บริการ
- คนไทยเดินทางข้ามจังหวัด เน้นการตรวจคัดกรอง ติดตามกำกับกรณีเดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุด
- สถานบริการ อาบน้ำ อาบอบนวด เปิดให้บริการได้ โดยจำกัดผู้ใช้บริการ สปา นวดแผนไทย จำกัดจำนวนผู้ใช้บริการ ตามขนาดพื้นที่ ทุกพื้นที่จังหวัด
- สถานที่ออกกำลังกายในอาคาร ยิม ฟิตเนส สนามมวย แข่งขันได้ มีผู้ชมตามเกณฑ์ที่กำหนด
- บ่อนการพนัน สนามชนไก่ ชนวัว ปิดสถานที่ทุกพื้นที่จังหวัด
ข้อสังเกตและมติที่ประชุม
1. เห็นชอบในการให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สามารถกำหนดมาตรการที่เข้มงวดมากกว่าที่ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 กำหนดกรณีหากต้องการปรับระดับของพื้นที่สถานการณ์ย่อยในระดับเขต/อำเภอ ให้เสนอขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 ผ่านศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19
2. เห็นควรให้บังคับใช้แนวปฏิบัติในการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ระลอกใหม่ ในระหว่างวันที่ 1 - 28 กุมภาพันธ์ 2564 โดยให้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะ และสามารถทบทวนปรับปรุงระยะเวลาหรือยกเลิกได้ตลอดเวลา
3. เห็นควรให้พิจารณาการผ่อนปรนหรือยกเลิกการตั้งจุดตรวจ จุดสกัดเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ที่ได้รับการปรับระดับของพื้นที่สถานการณ์ โดยให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณาตามบริบทและสถานการณ์ของแต่ละจังหวัด
ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี
1. ให้ทุกหน่วยงานเตรียมการเพื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งเป็นกลไกของรัฐสภาที่จะช่วยในการแก้ไขปัญหาของประเทศ จึงขอให้ทุกหน่วยงานเน้นการชี้แจงผลงานที่รัฐบาลดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบโดยมีข้อมูลข้อเท็จจริงและรายละเอียดประกอบการชี้แจงด้วย
2. ให้ กระทรวงสาธารณสุข และโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 ประชาสัมพันธ์และให้ประชาชนทราบข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศ มาตรการการป้องกันและควบคุมโรคโควิด - 19 มาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด - 19 เป็นต้น
3. ให้ ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านความมั่นคง และหน่วยงานความมั่นคง ดำเนินการกวดขันและเฝ้าระวังตามพื้นที่ชายแดนทั้งประเทศ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย รวมถึงการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะอื่น เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจการประกอบกิจการ และกิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลาย โดยหากมีการฝ่าฝืนขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น
4. ให้ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศ สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบความคืบหน้าการวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 ในประเทศไทย ความร่วมมือวิจัยกับต่างประเทศ การจัดซื้อจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 และการส่งเสริมการวิจัยพัฒนาวัคซีนในประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าและนำไปสู่การผลิตได้ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการพัฒนาวัคซีนจากใบยาสูบ และการวิจัยวัคซีน ชนิด mRNA เป็นต้น รวมทั้งติดตามสถานการณ์วัคซีนในต่างประเทศและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 เพิ่มเติมด้วย
5. ให้ คณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 ดำเนินการ ดังนี้ 1) จัดทำแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 จำนวน 26,000,000 โดส ของบริษัท AstraZeneca และซิโนแวคโดยให้จัดรายละเอียดกลุ่มเป้าหมาย จำนวน และระยะเวลาให้ชัดเจน 2) จัดทำแผนการแจกจ่ายวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 ประกอบด้วย สถานที่การฉีดวัคซีนป้องกันโรค โควิด - 19 เช่น โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เป็นต้น และการบริหารจัดการขนย้ายวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19 เพื่อดำเนินการแจกจ่าย โดยให้ร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ในการเตรียมการขนส่งไม่ให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564
6. ให้ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแอปพลิเคชันติดตาม
ผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด - 19 และให้ติดตามแนวทางการรับรองผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด - 19
จากต่างประเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดแนวทางต่อไป
7. ให้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำรวจการจัดทำแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และอื่น ๆ ทั้งนี้ ให้ทุกกระทรวงรายงานผลการดำเนินการของแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์ม เพื่อให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรวบรวมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป
8. ให้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลและประสานงานให้การจัดกิจกรรมการแข่งขันต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งให้มีการเน้นย้ำมาตรการป้องกันโรคโควิด - 19 คือ D - M - H - T - T (D = Distancing, M = Mask Wearing, H = Hand Washing,T = emperature Check, T = Thaichana/Morchana)
9. ให้ กระทรวงศึกษาธิการ จัดทำแผนงานการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบต่าง ๆ
ของสถานศึกษาในแต่ละเขตพื้นที่ให้ชัดเจน และให้ขอความร่วมมือจากองค์กรที่รับผิดชอบด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อาทิ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) พิจารณาการเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายให้มีความครอบคลุมและทั่วถึง เพื่อให้การเรียนการสอนในระบบ Online ของสถานศึกษาต่าง ๆ เกิดความต่อเนื่องและประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน รวมถึงให้ขอความร่วมมือสถานศึกษาเอกชน พิจารณาลดค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดโรคโควิด – 19
24. เรื่อง ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2564
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ที่ได้พิจารณาความเหมาะสมของการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เป็นสาระสำคัญของโครงการ และผลการดำเนินการการจัดทำข้อเสนอโครงการขององค์กรภาคประชาชนผ่านหน่วยงานของรัฐ เพื่อขอใช้เงินกู้สำหรับแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามขั้นตอนของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินการตามแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 พ.ศ. 2563 (ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ) และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. อนุมัติให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ปรับปรุงเงื่อนไขการดำเนินโครงการเราชนะ ในส่วนของขอบเขตผู้ประกอบการ/ร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการฯ ให้ครอบคลุมผู้ประกอบการ/ร้านค้า/บริการที่มีลักษณะเดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และร้านค้าในโครงการธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เร่งปรับปรุงสาระสำคัญของโครงการฯ ในระบบ eMENSCR ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
2. รับทราบผลการจัดทำข้อเสนอโครงการขององค์กรภาคประชาชนผ่านหน่วยงานของรัฐเพื่อขอใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (พระราชกำหนดฯ) ของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้มีการขยายระยะเวลาการจัดทำข้อเสนอโครงการขององค์กรภาคประชาชนผ่านหน่วยงานของรัฐ (เพิ่มเติม) ในส่วนขององค์กรภาคประชาชน จากเดิมสิ้นสุดภายในวันที่ 31 มกราคม 2564 เป็นสิ้นสุดภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564
สาระสำคัญของเรื่อง
กระทรวงการคลัง (กค.) โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาการปรับปรุงรายละเอียดโครงการเราชนะ (โครงการฯ) ในส่วนของขอบเขตผู้ประกอบการ/ร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้ครอบคลุมผู้ประกอบการ/ร้านค้า/บริการที่มีลักษณะเดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ และร้านค้าในโครงการธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) ที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้จ่ายได้อยู่เดิม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ/ร้านค้า/บริการที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
1) เป็นผู้ประกอบการร้านธงฟ้าฯ หรือ
2) เป็นผู้ประกอบการประเภทร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง หรือ
3) เป็นผู้ประกอบการประเภทบริการสัญชาติไทย ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
3.1) เป็นผู้ประกอบการประเภทใดประเภทหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (1) ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ (2) เป็นผู้ประกอบการของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 หรือ (3) เป็นผู้ประกอบการของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
3.2) มีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งและตรวจสอบได้ หรือเป็นผู้ให้บริการประเภทรถที่ตรวจสอบได้ เช่น สามล้อถีบ เป็นต้น
3.3) ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม - 31 มีนาคม 2564
3.4) ไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ
3.5) ไม่เป็นผู้ที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขของมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ หรือฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ
4) เป็นผู้ประกอบการประเภทบริการด้านขนส่งสาธารณะสัญชาติไทยที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
4.1) เป็นผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล
4.2) เป็นผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน (TAXI METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย
4.3) ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม - 31 มีนาคม 2564
4.4) ไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ
4.5) ไม่เป็นผู้ที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขของมาตรการต่าง ๆ ของรัฐ หรือฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ
5) เป็นผู้ประกอบการประเภทบริการด้านขนส่งสาธารณะมวลชน ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ และเรือโดยสารสาธารณะ ที่ลงทะเบียนและผ่านกระบวนการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทยฯ
นอกจากนี้ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ช่วยเหลือภาระค่าของชีพ จึงเห็นควรกำหนดไม่ให้มีการใช้สิทธิ์ตามโครงการเราชนะในการซื้อสินค้าอันมิใช่สินค้าจำเป็นเพื่อการดำรงชีพเพิ่มเติม ได้แก่สินค้าประเภททองคำ รวมถึงร้านค้าที่ขึ้นทะเบียนการขายทอดตลาดและค้าของเก่าประเภทเพชร พลอย ทอง นาก เงินหรืออัญมณี
25. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ภายใต้โครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับประชาชนไทยโดยการจองล่วงหน้า (AstraZeneca)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอดังนี้
1. รับทราบรายละเอียดการดำเนินงานจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับประชาชนไทย โดยการจองซื้อล่วงหน้า (AstraZeneca) ในส่วนของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
2. อนุมัติสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 2,741,336,000 บาท ภายใต้โครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับประชาชนไทยโดยการจองล่วงหน้า (AstraZeneca) ในส่วนที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวข้อง
โดยขอให้กรมควบคุมโรคเร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแผนงาน/โครงการอย่างเคร่งครัด รวมทั้งจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ
สาระสำคัญ
1. กระทรวงสาธารณสุข โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติร่วมกับกรมควบคุมโรคได้จัดทำโครงการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับประชาชนไทย โดยการจองล่วงหน้า (AstraZeneca) กรอบวงเงินทั้งสิ้น 6,216.25 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 และวันที่ 12 มกราคม 2564 ทั้งนี้ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2563 ถึงมกราคม 2564 สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้ดำเนินการจัดหาวัคซีนโดยการจองล่วงหน้าผ่านความร่วมมือแบบทวิภาคีกับบริษัท AstraZeneca จำนวน 26 ล้านโด๊ส เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
2. ภายใต้โครงการดังกล่าว กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีหน้าที่ในการ
ชำระเงินร้อยละ 40 ของมูลค่าวัคซีนรวม เมื่อผลิตวัคซีนสำเร็จและมีการส่งมอบวัคซีน โดยแบ่งชำระ 5 งวด ๆ ละ 3 เดือน และดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ การบริหารจัดการ และการสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ มีกรอบวงเงินรวม จำนวน 3,670.29 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าวัคซีนส่วนที่เหลือ 40% ของราคาวัคซีนทั้งหมด วงเงิน จำนวน 1,575.60 ล้านบาท และเป็นค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม วงเงิน จำนวน 110.29 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น จำนวน 1,685.89 ล้านบาท และส่วนที่เหลือเป็นค่าบริหารจัดการวัคซีนและค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องอีกกับการเตรียมความพร้อมในระดับพื้นที่ เพื่อรองรับการฉีดวัคซีน จำนวน 1,984.40 ล้านบาท
3. เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2564 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ขึ้นทะเบียนวัคซีน COVID-19 ของบริษัท AstraZeneca Thailand เป็นประเภทยาควบคุมพิเศษ ที่สามารถนำหรือสั่งเข้ามาในประเทศไทยได้ โดยต้องปฏิบัติตามประกาศ อย. เรื่อง การอนุญาตผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบันสำหรับมนุษย์แบบมีเงื่อนไขในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีการระบาดใหญ่ของโรค (Conditional Approval for Emergency Use of Medicinal Products) ดังนั้น กรมควบคุมโรค จึงดำเนินการจัดซื้อวัคซีนจากบริษัท AstraZeneca ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID – 19)) ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2563 ข้อ 6 โดยวัคซีนล๊อตแรก จำนวน 50,000 โด๊ส จะส่งมอบให้ไทยภายในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้ และจะดำเนินการบริหารจัดการวัคซีนตามแผนกลยุทธ์การบริหารจัดการให้วัคซีน COVID-19 ต่อไป
4. ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้มีหนังสือถึงสำนักงบประมาณเพื่อขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ภายใต้โครงการข้างต้น วงเงิน 3,670.29 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโครงการในส่วนที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้การเตรียมการจัดซื้อวัคซีนและบริหารจัดการวัคซีนสำหรับให้บริการกับประชาชนไทยได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด
5. สำนักงบประมาณได้แจ้งว่า นายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรค เบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 2,741,336,000 บาท
ต่างประเทศ
26. เรื่อง การขยายวาระการดำรงตำแหน่งประธานร่วมของการประชุม Steering Group Meeting of OECD Southeast Asia Regional Programme (SEARP)
คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบในหลักการให้ประเทศไทยขยายวาระการดำรงตำแหน่งประธานร่วมของการประชุม Steering Group Meeting (SGM) of OECD Southeast Asia Regional Programme (SEARP) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ไปจนถึงสิ้นสุดการประชุม SEARP Ministerial Conference ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 และให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม OECD Southeast Asia (SEA) Regional Forum ในปี 2564 ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ
โดยที่การดำรงตำแหน่งประธานร่วมของประเทศไทยในการประชุม SGM of OECD SEARP วาระปี 2561 – 2563 ได้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และการประชุมต่าง ๆ ถูกเลื่อนออกไป สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) ดังนั้น OECD จึงมีหนังสือทาบทามขอให้ประเทศไทยพิจารณาขยายวาระการดำรงตำแหน่งประธานร่วมออกไปจนถึงการส่งมอบตำแหน่งประธานร่วมในระหว่างการประชุม SEARP Ministerial Conference ซึ่งคาดว่าจะจัดในปี 2565 เพื่อสานต่อแผนงานที่ประเทศไทยกับ OECD ได้วางไว้ โดยเฉพาะการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม OECD SEA Regional Forum ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมดังกล่าว ภายใต้หัวข้อ “Human Capital Development” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในอาเซียน ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 3 กรกฎาคม 2563 แต่ได้เลื่อนการจัดงานดังกล่าวออกไปเป็นปี 2564 เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด 19 โดยจะมีการจัดประชุมในรูปแบบ hybrid และอาจมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีเข้าร่วม
กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า การขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งประธานร่วมของการประชุม SGM of OECD SEARP จะเป็นการแสดงบทบาทนำของประเทศไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์กับ OECD และประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสผลักดันความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคหลังจากการระบาดของโรคโควิด 19 เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยกับประเทศสมาชิก OECD รวมถึงเป็นการปูทางสู่การเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยในอนาคต
27. เรื่อง ขอความเห็นชอบท่าทีของฝ่ายไทยต่อการเสนอขอภาคยานุวัติสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญาในภูมิภาคอาเซียนของสาธารณรัฐคาซัคสถานและสาธารณรัฐอินเดีย
คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบต่อท่าทีของประเทศไทย (ไทย) ที่จะพิจารณาร่วมสนับสนุนฉันทามติให้สาธารณรัฐคาซัคสถาน (คาซัคสถาน) และสาธารณรัฐอินเดีย (อินเดีย) ภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญาในภูมิภาคอาเซียน พ.ศ. 2547 (Treaty on Mutual Legal Assistance in Criminal Matters 2004) (สนธิสัญญาฯ) ในการประชุมของที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของผู้ประสานงานกลางด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องอาญา (Senior Officials’ Meeting of the Central Authorities on Mutual Legal Assistance in Criminal Matters : SOM-MLAT) และในการประชุมของที่ประชุมอัยการสูงสุด/รัฐมนตรีของผู้ประสานงานกลางด้านความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องอาญา (ASEAN Ministers/Attorneys-General Meeting of the Central Authorities on Mutual Legal Assistance in Criminal Matters: AMAG-MLAT) ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอ
โดยมีเหตุผลประเด็นสำคัญดังนี้
|
ประเด็น |
กรณีคาซัคสถาน |
กรณีอินเดีย |
|
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ |
ไทยยังไม่มีสนธิสัญญาฯ กับคาซัคสถาน ดังนั้น การภาคยานุวัติเป็นภาคีของคาซัคสถาน จะทำให้ไทยและคาซัคสถานมีพันธกรณีระหว่างประเทศต่อกันด้านความช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญาตามสนธิสัญญาดังกล่าวและจะเป็นประโยชน์ในการร่วมกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม |
ไทยและอินเดียมีสนธิสัญญาระหว่างกันในลักษณะดังกล่าวแล้ว แต่เนื่องจากข้อ 30 (2) ของสนธิสัญญาฯ พ.ศ. 47 ระบุว่า หากไทยไม่ให้ความยินยอมแล้ว อินเดียก็ไม่อาจภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาฯ ได้ ซึ่งอาจทำให้เสียโอกาสในการขยายขอบเขตความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รวมทั้ง จะเป็นก้าวแรกในการขยายความร่วมมือทางอาญาของอาเซียนไปยังประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกอาเซียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ไทยในระยะยาว |
|
การขอความร่วมมือในเรื่องทางอาญา |
ไม่ปรากฏข้อมูลว่าเคยมีการรับคำร้องขอหรือการส่งคำร้องขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาระหว่างกัน |
ปรากฏข้อมูลการรับคำร้องขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาจากอินเดีย จำนวน 39 เรื่อง และปรากฏข้อมูลการส่งคำร้องขอความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาไปยังอินเดีย จำนวน 8 เรื่อง |
28. เรื่อง การเตรียมการด้านงบประมาณสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำบิมสเทค ครั้งที่ 6 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในปี 2564
คณะรัฐมนตรีมีมติให้เห็นชอบกรอบวงเงินและรายละเอียดคำของบประมาณประจำปี พ.ศ. 2564 จำนวน 275.02 ล้านบาท สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมบิมสเทค (BIMSTEC) และการประชุมที่เกี่ยวข้องใน ปี 2565
ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นประธานบิมสเทค
1. การใช้โอกาสการเป็นประธานบิมสเทคของไทยอย่างเต็มที่ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริม การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคม การเชื่อมโยงทางการค้าและการผลิตเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตระหว่างภูมิภาค ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพประชาชนไทยกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งผ่านการเผยแพร่แนวคิด Bio-Circular-Green Economy (BCG) Model
2. การเล่นบทบาท “ผู้เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน” มีความสำคัญต่อการต่างประเทศของไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งการบริหารจัดการประเด็นต่าง ๆ ในภูมิภาค เช่น ส่งเสริมให้อินเดียมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในภูมิภาคและส่งเสริมให้เมียนมามีปฏิสัมพันธ์และเข้าร่วมในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างมีเสรีภาพ ตลอดจนการรักษาดุลยภาพของอิทธิพลจากประเทศมหาอำนาจ เพื่อส่งเสริมความมั่นของประเทศในระยะยาวโดยการมีบทบาทกำหนดบริหารจัดการและจัดลำดับความสำคัญในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อไทยตั้งแต่ขั้นต้น
3. การเป็นเจ้าภาพการประชุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมระดับผู้นำ เป็นโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจและจ้างงาน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยให้รักษาความโดดเด่นและมีมาตรฐานทัดเทียมนานาชาติ
29. เรื่อง การประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 24 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบการประชุมทางไกล
คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบต่อร่างปฏิญญาพนมเปญมุ่งสู่การท่องเที่ยวของอาเซียนที่ยั่งยืน ครอบคลุม และฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น (Phnom Penh Declaration Towards a More Sustainable, Inclusive and resilient ASEAN Tourism) รวมทั้งร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 24 (The 24th meeting of ASEAN Tourism Ministers , Joint media Statement) ร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) ครั้งที่ 20 (the 20th Meeting of ASEAN Plus Three (China, japan and Republic of Korea) Tourism Ministers และร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน - อินเดีย ครั้งที่ 8 (Eighth Meeting of ASEAN-India Tourism Ministers, Joint Media Statement) และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างปฏิญญาและร่างแถลงข่าวร่วมดังกล่าว ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสามารถดำเนินการได้ โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบในภายหลัง หากมีการปรับปรุงแก้ไขพร้อมด้วยเหตุผลประกอบ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 24 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง และให้ร่วมรับรองร่างปฏิญญาและร่างแถลงข่าวร่วมดังกล่าว โดยไม่มีการลงนามในการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 24 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบการประชุมทางไกล ในวันที่ 4 - 5 กุมภาพันธ์ 2564 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 24 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบการประชุมทางไกล ระหว่างวันที่ 2 - 5 กุมภาพันธ์ 2564 โดยการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนจะให้การรับรองร่างปฏิญญาพนมเปญ มุ่งสู่การท่องเที่ยวของอาเซียนที่ยั่งยืน ครอบคลุม และฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น รวมถึงร่างแถลงข่าวร่วม จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ (1) ร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 24 (2) ร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 20 และ (3) ร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน - อินเดีย ครั้งที่ 8
2. ร่างปฏิญญาพนมเปญมุ่งสู่การท่องเที่ยวของอาเซียนที่ยั่งยืน ครอบคลุม และฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น (Phnom Penh Declaration towards a More Sustainable, Inclusive and Resilient ASEAN Tourism) มีสาระสำคัญ ดังนี้
รัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนมุ่งมั่นในวิสัยทัศน์สำหรับการท่องเที่ยวอาเซียนที่จะเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ซึ่งนำเสนอประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และมีความหลากหลายของอาเซียน อีกทั้งมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ ยั่งยืน ครอบคลุม และสมดุล เพื่อที่จะนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาคมอาเซียน ภายในปี 2568 ตามที่ระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ปี พ.ศ. 2559 - 2568 (ASEAN Tourism Strategic Plan 2016 - 2025) โดยจะเสริมสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อเริ่มต้นและสร้างการท่องเที่ยวของอาเซียนที่ปลอดภัยใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะในบทบาทของการเป็นส่วนขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ซึ่งที่ผ่านมาการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างไรก็ตาม อาเซียนจะแก้ปัญหาดังกล่าวผ่านแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวอาเซียน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2563 ตลอดจนการใช้นวัตกรรมใหม่ เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวในการสนับสนุนการดำเนินแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวอาเซียนภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เช่นเดียวกับปฏิญญาปากเซว่าด้วยแผนแม่บทสำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาการท่องเที่ยวกลุ่มนิเวศและระเบียงการท่องเที่ยวอาเซียน (Pakse Declaration on ASEAN Roadmap for Strategic Development of Ecotourism Clusters and Tourism Corridors) ที่เรียกร้องให้มีการดำเนินการร่วมกัน เพื่อการพัฒนาที่สมดุลอย่างยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
3. ร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 24 (Joint Media Statement of the 24th Meeting of ASEAN Tourism Ministers) มีสาระสำคัญ ดังนี้
รัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในปี 2563 เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
รัฐมนตรีได้ให้การรับรองแผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ฉบับปรับปรุง ปี พ.ศ. 2559 - 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางเชิงกลยุทธ์ของความร่วมมือในอนาคตของภาคการท่องเที่ยวที่มีความยืดหยุ่น ยั่งยืนและครอบคลุมมากขึ้น
รัฐมนตรีได้รับทราบความคืบหน้าของการดำเนินการตามลำดับความสำคัญของแถลงการณ์ร่วมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวอาเซียน (Joint Statement of the ASEAN Tourism Ministers on Strengthening Cooperation to Revitalise ASEAN Tourism) และได้แสดงความยินดีกับการเปิดตัวโครงการศึกษาผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และข้อเสนอแนะด้านนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศสำหรับแผนฟื้นฟูภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) สำหรับการท่องเที่ยวภูมิภาคอาเซียน และรับทราบว่า อาเซียนกำลังพัฒนาแนวทางด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยสำหรับบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและสภาพแวดล้อมในการทำงาน และจะได้ข้อสรุปภายในปี 2564
รัฐมนตรีได้รับทราบความคืบหน้าของการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ทั้ง 7 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวอาเซียน ฉบับปรับปรุง ปี พ.ศ. 2559 - 2568 และยินดีต่อการปรับปรุงแผนกลยุทธ์การตลาดท่องเที่ยวอาเซียน ให้ครอบคลุมระยะ 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2564 - 2568) และสนับสนุนให้คณะกรรมการด้านการท่องเที่ยวอาเซียนที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนด และเพื่อยกระดับการพิจารณาของกลุ่มเป้าหมายและตลาดให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นกลุ่มเป้าหมายและตลาดสำหรับจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในวันหยุด (Holiday Destination) โดยมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ภายในปี 2568
รัฐมนตรีได้อนุมัติข้อริเริ่มของเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการท่องเที่ยวอาเซียน เพื่อทำการศึกษาเกี่ยวกับ “ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการพัฒนาจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของเรือสำราญอาเซียน” (ASEAN Cruise Economic Impacts and Destination Development) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดและประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจ การมีส่วนร่วม และผลกระทบจากอุตสาหกรรมเรือสำราญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อเศรษฐกิจและชุมชนในประชาคมอาเซียน
รัฐมนตรีได้รับทราบความคืบหน้าของการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการทั้ง 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) ยกระดับชุมชนท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของภาครัฐและเอกชนในห่วงโซ่คุณค่าการท่องเที่ยว 2) ทำให้มั่นใจถึงความปลอดภัยโดยให้ความสำคัญในการปกป้องและการจัดการแหล่งมรดกเป็นอันดับแรก และ 3) เพิ่มการตอบสนองต่อการปกป้องสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งยินดีที่ได้ทราบถึงการพัฒนาคู่มือรายชื่อเมืองอารยสถาปัตย์ (Directory for Universal Design City) ของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เข้าถึงได้สำหรับคนทั้งมวล
รัฐมนตรีจึงเห็นพ้องที่จะขยายการเป็นประธานอาเซียนด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชาไปถึงเดือนมกราคม 2565 เพื่อให้กัมพูชาได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการท่องเที่ยวอาเซียน (ASEAN Tourism Forum: ATF) ในปี 2564
4. ร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียนบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) ครั้งที่ 20 (Joint Media Statement of the 20th Meeting of ASEAN Plus Three (China, Japan and Republic of Korea) Tourism Ministers) มีสาระสำคัญ ดังนี้
รัฐมนตรีได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบและมาตรการสำหรับการบรรเทาผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ดำเนินการโดยประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสาม รวมทั้งหารือเกี่ยวกับแนวทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อฟื้นฟูความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวของประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสาม โดยมุ่งเน้นไป ที่ความพยายามในการฟื้นฟูและการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ในการดำเนินโครงการและกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และได้ให้การรับรองแผนงานความร่วมมืออาเซียนบวกสาม ปี 2564 - 2568 ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวอาเซียนบวกสามในอีก 5 ปีข้างหน้า
รัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมถึงบทบาทสำคัญของศูนย์อาเซียน - จีน ศูนย์อาเซียน - ญี่ปุ่น และศูนย์อาเซียน - เกาหลี ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศสมาชิกบวกสามตลอดปี 2563 โดยมุ่งเน้นที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และกิจกรรมสำคัญอื่น ๆ
5. ร่างแถลงข่าวร่วมการประชุมรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน - อินเดีย ครั้งที่ 8 (Joint Media Statement of the 8th Meeting of ASEAN - India Tourism Ministers) มีสาระสำคัญ ดังนี้
รัฐมนตรีแสดงความเห็นใจต่อการเสียชีวิตและการเสียโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชนในภูมิภาค อันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดระดับโลกของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของการร่วมแรงร่วมใจในการบรรเทาผลกระทบของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ต่อภาคการท่องเที่ยว โดยการสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและเตรียมความพร้อมสำหรับการฟื้นฟูภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนา 2019 (โควิด-19)
เห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวอาเซียน - อินเดีย ภายใต้กรอบการดำเนินงานตามบันทึกความเข้าใจระหว่างอาเซียนและอินเดียว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวด้วยความพยายามและกิจกรรมที่เข้มข้นขึ้น
รัฐมนตรีได้รับทราบการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจดังกล่าวที่จัดขึ้นผ่านกิจกรรมในปี 2563 มีดังนี้
(1) แบ่งปันแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ และ/หรือ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
(2) แบ่งปันทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในด้านการศึกษาการท่องเที่ยวและการฝึกอบรม เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ
(3) ติดต่อสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กรการท่องเที่ยว และ/หรือ สถานที่ท่องเที่ยว ผ่านการจัดตั้งคณะสื่อสารในภาวะวิกฤตอาเซียน - อินเดีย
(4) แลกเปลี่ยนข้อมูลสถิติและยุทธศาสตร์การพัฒนาโอกาสในการลงทุนและข้อมูลทางเศรษฐกิจ
30. เรื่อง การขยายระยะเวลาความตกลงให้การสนับสนุนทางการเงินภายใต้โครงการ Sustainable Use of Peatland and Haze Mitigation in ASEAN
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างหนังสือตอบรับของฝ่ายอาเซียนเพื่อแก้ไขความตกลงให้การสนับสนุนทางการเงินภายใต้โครงการ Sustainable Use of Peatland and Haze Mitigation in ASEAN ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงถ้อยคำในหนังสือตอบรับดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง รวมทั้งอนุมัติให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือตอบรับของฝ่ายอาเซียน และให้กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งความเห็นชอบของประเทศไทยต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนต่อไป ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
สาระสำคัญ
สำนักเลขาธิการอาเซียนได้มีหนังสือถึงคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา แจ้งเรื่องการขยายระยะเวลาความตกลงให้มีการสนับสนุนทางการเงินภายใต้โครงการ Sustainable Use of Peatland and Haze Mitigation in ASEAN โดยไม่เพิ่มเงินสนับสนุน (no-cost extension) มีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ในการประชุม SUPA Project Committee เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ที่ประชุมเห็นว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนอาจไม่สามารถดำเนินโครงการที่วางแผนไว้ได้ภายในเดือนธันวาคม 2564 ตามที่ความตกลงให้การสนับสนุนทางการเงินกำหนดไว้เดิม จึงมีมติให้ขยายระยะเวลาดำเนินโครงการออกไปอีกสองปีจนถึงเดือนธันวาคม 2566 โดยไม่เพิ่มเงินสนับสนุน
2. ASEAN Task Force on Peatlands และคณะกรรมการภายใต้ความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ซึ่งเป็นองค์กรเฉพาะสาขาของอาเซียนที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความเห็นชอบต่อการขยายระยะเวลาดำเนินการดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2563 และวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 ตามลำดับ
3. สำนักเลขาธิการอาเซียนได้ยกร่างหนังสือตอบจากเลขาธิการอาเซียนถึงฝ่ายสหภาพยุโรป ซึ่งจะถือเป็นหนังสือสัญญา และขอรับความเห็นชอบผ่านคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียนของประเทศสมาชิกอาเซียน ต่อ (1) การขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ SUPA โดยไม่เพิ่มเงินสนับสนุน และ (2) การให้เลขาธิการอาเซียนเป็นผู้ลงนามในหนังสือตอบฝ่ายสหภาพยุโรปในนามอาเซียน ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการอาเซียนขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนแจ้งความเห็นชอบภายในเดือนมกราคม 2564
แต่งตั้ง
31. เรื่อง การแต่งตั้งโฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายข้าราชการประจำ)
คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอการแต่งตั้งโฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายข้าราชการประจำ) เนื่องจาก รง. มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารของกระทรวง ดังนั้น เพื่อให้งานด้านการสื่อสารองค์กร การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ บทบาท ภารกิจ และการดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงได้ดำเนินการ ดังนี้
1. ยกเลิกคำสั่งเดิมที่แต่งตั้งนางเธียรรัตน์ นะวะมะรัตน์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นโฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายข้าราชการประจำ) และนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นรองโฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายข้าราชการประจำ) [คำสั่ง รง. ที่ 131/2563 เรื่อง แต่งตั้งโฆษกกระทรวงแรงงานและรองโฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายข้าราชการประจำ) ลงวันที่ 5 มีนาคม 2563]
2. แต่งตั้งนายประทีป ทรงลำยอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นโฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายข้าราชการประจำ) ซึ่ง รง. ได้มีคำสั่ง รง. ที่ 21/2564 เรื่อง แต่งตั้งโฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายข้าราชการประจำ) ลงวันที่ 8 มกราคม 2564 ด้วยแล้ว
32. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้ง นางกาญจนา คูณรังษีสมบูรณ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ (ด้านเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน) กลุ่มงานการแพทย์ กลุ่มบริการทางการแพทย์ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน) กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
33. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้ง นายดิสทัต คำประกอบ เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในประกาศแต่งตั้ง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี