538.jpg
ครม.ล้างไพ่ลงทะเบียนใหม่ รื้อบัตรคนจน เคลียร์ทั้งระบบ

ครม.ล้างไพ่ลงทะเบียนใหม่ รื้อบัตรคนจน เคลียร์ทั้งระบบ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ครม.ล้างไพ่ลงทะเบียนใหม่

รื้อบัตรคนจน

เคลียร์ทั้งระบบ

ตัดสิทธิ์นร. นศ.

ไทยช่วยไทยแรง

สะพัด2,581ล้าน

โฆษกรัฐบาลเผย“ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดจับจ่ายพุ่งทะลุ 2,581 ล้านบาท รวมรายการใช้จ่าย 17.71 ล้านครั้ง มีร้านค้าเข้าร่วมและมีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วกว่า 711,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ ขณะที่ ครม.ไฟเขียว เคลียร์ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เผย 4 เงื่อนไข คัดคนจนทิพย์ เปิดลงทะเบียนรอบใหม่ เริ่มใน 1 เดือน ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์

เมื่อวันที่ 2มิถุนายน2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส60/40 ว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและบทบาทของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,581.03 ล้านบาท


ทั้งนี้ แบ่งเป็นการใช้จ่ายในส่วนของประชาชน จำนวน 1,078.18 ล้านบาท และภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่าย จำนวน 1,502.85ล้านบาทสำหรับจำนวนผู้เข้าร่วมใช้จ่ายผ่านโครงการฯ มีแล้วกว่า 10.09 ล้านคน เกิดรายการใช้จ่ายรวม 17.71 ล้านครั้ง ขณะที่มีร้านค้าเข้าร่วมและมีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วกว่า 711,000 ร้านค้า ทั่วประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้ารายย่อย ผู้ประกอบการท้องถิ่น และธุรกิจชุมชนทั่วประเทศ

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญสร้างสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจฐานราก และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน ทั้งนี้ รัฐบาลจะได้ติดตามการดำเนินการโครงการฯ เพื่อให้จัดทำเป็นข้อมูลมหภาคเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายต่อไป” น.ส.รัชดา กล่าว

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรมว.อุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ไทยช่วยไทยพลัสคึกคักกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง จาก“ลุงตู่”ถึง“ลุงหนู” โดยได้สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยมีสาระสำคัญในการสนับสนุนโครงการดังกล่าวว่าเป็นกลไกที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง และเป็นการสานต่อความสำเร็จจากแนวคิดในอดีตสู่ปัจจุบันโดยเปรียบเทียบความต่อเนื่องของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ลุงตู่) มาสู่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ลุงหนู) โดยเน้นย้ำว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” คือการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ“คนละครึ่ง” ที่เคยทำผลงานได้ดีในการพยุงเศรษฐกิจช่วงวิกฤตที่ผ่านมา

รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพไทยช่วยไทยพลัส60:40 ว่า ภาพรวมสถานการณ์ของรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยในเวลานี้เริ่ม ตั้งหลักได้ หลังต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านมาตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศรัฐบาลชุดปัจจุบันถือว่าเข้ามาทำงานในช่วงเวลาที่ไม่ง่าย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อน ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงวิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อพลังงานและเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่รัฐบาลควบคุมได้ยากอย่างไรก็ตาม มองว่าแม้จะเป็นโชคร้าย แต่ก็เป็นบททดสอบ สำคัญของรัฐบาลเช่นกัน และหากผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ ก็จะเป็นจุดพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารประเทศ

“ตอนนี้คิดว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นตามลำดับ หลายเรื่องเริ่มคลี่คลาย ถ้ามองอย่างเป็นธรรม เรื่องพลังงานที่ก่อนหน้านี้มีคนวิจารณ์ว่าประเทศอาจขาดแคลนน้ำมัน แต่จนถึงวันนี้ไทยยังสามารถบริหารจัดการได้ดี ถือว่าเป็นการรับมือวิกฤตที่ทำได้ค่อนข้างดี” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว พร้อมมองว่า แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือปฏิบัติการทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้ามอยู่เป็นปกติ แต่หากพิจารณาจากการทำงานโดยรวม รัฐบาลเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส60:40 ที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างชัดเจน

รศ.ดร.โอฬาร ยังเสนอว่ารัฐบาลไม่ควรประมาทกับความสำเร็จระยะแรก แต่ควรต่อยอดโครงการให้เกิดผลระยะยาว โดยเฉพาะการช่วยให้ผู้ประกอบการ SME สามารถใช้เทคโนโลยีออนไลน์เพิ่มช่องทางการขาย สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน

นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการลักษณะนี้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้าง Big Data ของประเทศได้ เพราะข้อมูลการใช้จ่ายจะสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนอย่างละเอียด ทั้งระดับรายได้ รูปแบบการใช้เงิน และสินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางนโยบายเศรษฐกิจในอนาคต ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวคิดให้รัฐบาลสนับสนุนการสร้าง Influencer ระดับท้องถิ่น เพื่อช่วยขายสินค้าชุมชน โดยมองว่าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ละตำบลควรมีคนรุ่นใหม่ที่สามารถไลฟ์ขายสินค้า สร้างเรื่องราวให้สินค้า และเชื่อมผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนบริเวณ ห้างสรรพสินค้า S.R. ซุปเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นร้านโชว์ห่วยและศูนย์ค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ตลอดทั้งวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างเนืองแน่นและคึกคักเป็นพิเศษ โดยพบว่ามีประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดินทางมารอเข้าคิวเพื่อเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคกันตั้งแต่เช้าตรู่ เวลา 06.00 น. อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

จากการสำรวจภาคสนามพบว่า มีประชาชนหนาแน่นมากกว่า 500 คน สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาเลือกซื้อสินค้าภายในห้างสรรพสินค้า โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมและขายดีจนแทบเกลี้ยงแผง ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน อาทิ ข้าวสารบรรจุถุง, น้ำมันพืช, เครื่องปรุงรสอาหาร, อาหารแห้ง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รวมไปถึงของใช้จำเป็นในครัวเรือน เช่น ผงซักฟอก และสบู่ ซึ่งประชาชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วงเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและต่อลมหายใจให้ครอบครัวได้เป็นอย่างมาก ในสภาวะการณ์ที่ค่าครองชีพในปัจจุบันยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ประชาชนหลายรายที่มานั่งรอคิวเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองและเพื่อนบ้านเดินทางมาจากพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร โดยบางคนมีบ้านพักอาศัยอยู่บนพื้นที่ดอยสูงและภูเขา ซึ่งห่างจากตัวอำเภอหล่มสักกว้างไกลกว่า 40 กิโลเมตร ในการเดินทางลงมาครั้งนี้ ชาวบ้านใช้วิธีรวบรวมสมาชิกในหมู่บ้านที่มีสิทธิ์บัตรคนจนเหมือนกัน แล้วมาลงขัน “หารค่าน้ำมันรถยนต์” ร่วมกัน เพื่อเหมารถยนต์กระบะเดินทางลงมาใช้สิทธิ์ในตัวอำเภอ เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการของรัฐบาลที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระทางเศรษฐกิจและจับต้องได้จริงในชีวิตประจำวัน

ด้านกลุ่มนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยมองว่า มาตรการของรัฐบาลในการอัดฉีดและเพิ่มวงเงินช่วยเหลือในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เป็น 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือนนั้น ถือเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับฐานรากและชุมชนได้อย่างรวดเร็ว มาตรการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าและลดผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นให้กับผู้มีรายได้น้อยในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการและร้านค้าท้องถิ่นในต่างจังหวัด ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจภูมิภาคเพิ่มมากขึ้นในช่วงกลางปีนี้

เมื่อเวลา 12.35 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง เดินหน้าดำเนินโครงการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะเป็นการกำหนดรายละเอียด และหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ เบื้องต้นหลักเกณฑ์ยังคงยึดแนวทางใกล้เคียงกับการลงทะเบียนครั้งที่ผ่านมา เช่น รายได้ทั้งปีต้องไม่เกิน 100,000บาท รอบนี้นักเรียน-นักศึกษาจะไม่สามารถลงทะเบียนได้จะพิจารณาจากรายได้และคุณสมบัติของผู้มีสิทธิ์เป็นหลัก คาดว่ากระบวนการตรวจสอบข้อมูลจะมีความเข้มงวดมากขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความจำเป็นมากขึ้น

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เข้าเกณฑ์สามารถเข้าถึงสิทธิ์ได้อย่างทั่วถึง โดยจะมีกลไกจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกระทรวงมหาดไทย เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกด้านการลงทะเบียน สำหรับกรอบเวลาการดำเนินงาน คาดจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนภายในประมาณ 1เดือน หลังจากนี้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ ส่วนรายละเอียดอย่างเป็นทางการยังต้องรอการชี้แจงจากกระทรวงการคลังอีกครั้ง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top