546.jpg
ฝ่ายค้านชำแหละ‘บิ๊กตู่’ยึดอำนาจ จี้ลงหลังเสือแก้‘โควิด’เหลว

ฝ่ายค้านชำแหละ‘บิ๊กตู่’ยึดอำนาจ จี้ลงหลังเสือแก้‘โควิด’เหลว

วันจันทร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 17.07 น.

เพียงระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์แล้วที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวบอำนาจมาไว้ในมือของ “ลุงตู่”  เพียงคนเดียว โดยกำหนดให้อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีตามกฎหมายจาก พ.ร.บ. 31 ฉบับ เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกฯ อ้างเรื่องการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ถัดจากนั้นไม่กี่วัน ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 หรือ “ศบค.” นัดพิเศษ มีการตั้ง ศบค.กทม.และปริมณฑล เพื่อแก้ไขปัญหาโควิด-19 โซน “สีแดงเข้ม” โดยมี “ลุงตู่”นั่งแท่นเป็นประธาน


แต่การแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น มีแต่แย่ลงทุกวัน นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2564 ที่ ครม. มีมติอนุมัติการ “โอนอำนาจ” ให้ “นายกฯลุงตู่” ข้อมูลจากการแถลงของ ศบค. พบว่า ยอดผู้ติดเชื้อเฉลี่ยวันละหลายพันคนติดต่อกัน

จนการมาถึงของ “คลัสเตอร์เรือนจำ” ทำตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึงเฉียด 5 พันคน โดยจำนวนนี้มีผู้ติดเชื้อจากเรือนจำกว่า 2,800 คนเข้าไปแล้ว ร้อนถึงกรมราชทัณฑ์ต้องรีบออกจากชี้แจงเป็นการด่วนว่า มิได้หมกเม็ดตัวเลขผู้ติดเชื้อภายในเรือนจำ

ทว่าจากการเผยแพร่ข่าวของกรมราชทัณฑ์ และเรือนจำแต่ละจังหวัดที่ค่อย ๆ ทยอยตรวจเชิงรุกผู้ต้องขัง ผู้คุม และบุคลากรภายในเรือนจำ พบว่ายอดผู้ติดเชื้อขณะนี้พุ่งสูงขึ้นราวหลักหมื่นคนเข้าไปแล้ว เรียกได้ว่ายอดสูงที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อร้ายแรงเมื่อต้นปี 2563 ด้วยซ้ำ

นับเฉพาะข้อมูลเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2564 “ศบค.” รายงานสถานการณ์ว่า พบผู้ป่วยใหม่ 9,635 คน โดยจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยจากเรือนจำหรือที่ต้องขัง 6,853 คน ขณะที่ยอดผู้ป่วยสะสมพุ่งสูงถึง 11,082 คน โดยเป็นการติดเชื้อในประเทศ 96,862 คน จากเรือนจำหรือที่ต้องขัง 10,748 คน ผู้เดินทางจากต่างประเทศ 3,472 คน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตสะสมมากถึง 614 คน และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลงได้อย่างไร?

ไม่แปลกใจว่าทำไมที่ผ่านมานับตั้งแต่ “นายกฯลุงตู่” รวบอำนาจไว้กับตัว จะทำให้ประชาชน นักวิชาการ แพทย์ หรือแม้แต่นักการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากมายขนาดนี้

โดยเฉพาะ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล พูดตรงสถานการณ์ที่สุดว่า เป็นการแก้ไขวิกฤติโควิด-19 แบบ “One Man Show”

นายกฯปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ “โควิด-19” ระบาดอย่างหนักในตอนนี้ สาเหตุหลักมาจากความบกพร่องของรัฐบาล มีคนของรัฐบาลหลายคนก่อให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ ทำ “ลุงตู่” เข้าตาจนต้องเล่นบท “ริบอำนาจ”  พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดมาไว้ในมือตัวเองคนเดียว ทั้งที่ความเป็นจริงนายกฯนั่งหัวโต๊ะ และมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจทุกวงประชุมอยู่แล้ว?

ขณะที่ “คลัสเตอร์เรือนจำ” ตอนแรกมีการปกปิดข้อมูลนักโทษผู้ติดเชื้อ แต่สุดท้ายทานกระแสสังคมไม่ไหวต้องออกมาเปิดเผยยอดให้เห็น และกลายเป็น “คลัสเตอร์” ใหญ่ที่สุดเท่าที่พบในตอนนี้

ประเด็นที่น่าสนใจไปกว่านั้น โครงสร้างของ ศบค.กทม.-ปริมณฑล ที่นายกฯนั่งหัวโต๊ะนั้น กลับเดินแผนการด้านความมั่นคงนำการแพทย์ เห็นได้จากแผนบูรณาการควบคุมโควิด-19  แทนที่จะให้บุคลากรทางการแพทย์ หรือกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดำเนินการ?

นอกจากนี้การแก้ปัญหาในพื้นที่กรุงเทพฯยัง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเน้นเดินเกม ‘สร้างภาพ-การตลาด’ โดยเฉพาะในพื้นที่ กรุงเทพฯ ที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน (และยังหวังลงสมัครเลือกตั้งครั้งหน้า) ถูกตั้งข้อสังเกต สร้าง ‘คะแนนนิยม’ เน้นฉีดวัคซีนเป็นหลัก รวมทั้งยังมีการติดป้ายประชาสัมพันธ์ตัวเองหราไปทั่วกรุง? ขนาดคู่แข่งผู้ว่าฯกทม. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร. โพสต์เหน็บว่า “เป็นผม ผมไม่ทำ”

แต่การฉีดวัคซีนอย่างเดียวไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหาโควิด-19 ที่บานปลายไปแล้ว ทั้งที่ควรแก้ที่ต้นเหตุก่อน เช่น การเว้นระยะห่าง การสวมแมสก์ หรือการล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ เป็นต้น 

ยกตัวอย่างที่สหรัฐอเมริกา เชิญชวนให้ประชาชนไปฉีดวัคซีน จำนวนมาก ได้ก็จริง เพราะเป็นประเทศต้นทางผู้ผลิต แต่สุดท้ายคนก็ยังติดโควิดวันละหลายหมื่นคน เพราะไม่ป้องกันตัวเองด้วยมาตรการดังกล่าว

โดยแผนการฉีดวัคซีน ตามที่ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมาคือ ไทยมีแผนเตรียมฉีดวัคซีน 63 ล้านโดส โดยขยายเป้าฉีด 100 ล้านโดส เพิ่มเป็น 150 ล้านโดสและ เริ่มทยอยฉีดได้ตั้งแต่ มิ.ย. 2564 เป็นต้น

ดังนั้นการทำงาน ของกระทรวงสาธารณสุข จึงเน้นการควบคุม-มาตรการป้องกันโรคเป็นหลัก มากกว่าการฉีดวัคซีน เพราะขณะนี้ยังมีข้อจำกัดด้านจำนวนวัคซีน แต่ถ้าเข้าเดือน มิ.ย. วัคซีนมาพร้อมเมื่อไหร่ถึงค่อยลุยฉีดให้เต็มที่ทันทีแบบปูพรม

ขณะที่นายกฯ อีกเรื่องที่ จำเป็นมากๆหากยังบริหารจัดการแบบนี้  หรือ ทำตัว “One Man Show” สุดท้ายยังไม่สามารถทำให้ตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตลดลงได้  ก็จะถูกโจมอย่างหนักหน่วง และประชาชน อาจเห็นพ้อง กับคำพูดของพิธา ที่ออกโจมตีอย่างรุนแรง

“ผมขอย้ำอีกครั้งพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ขาดอำนาจ แต่ขาดความสามารถ”  

ไม่นับภาคประชาชน ที่ออกมาเคลื่อนไหว ขับไล่ และเรียกร้องให้เสียสละออกจากตำแหน่งเพื่อยุติปัญหาต้นต่อของปัญหาที่แบบชนิดขุดรากต้องถอนโคนอย่างที่เห็นและเป็นไป...!!!

 

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top