546.jpg
‘ปชป.’ฟาดแรง!งบปี65รอแร่ทาแค่ยาแดง กระตุ้นรากหญ้าเหมือนฟ้ากับเหว

‘ปชป.’ฟาดแรง!งบปี65รอแร่ทาแค่ยาแดง กระตุ้นรากหญ้าเหมือนฟ้ากับเหว

วันจันทร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 19.08 น.

“อิสระ”ติง เอสเอ็มอีใกล้ตายเเต่อัดฉีดเงินเหมือนทาเเค่ยาเเดง สาวไส้งบฯ ฐานรากตกหัวละ 174 บาท แต่งบพัฒนาบุคลากรภาครัฐเฉลี่ย คนละ504,435บาท

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ที่รัฐสภา  นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2565 เป็นทั้งรถบรรทุกความฝัน ความหวังแก้ปัญหาโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจ เเม้ทั้ง 2 ปัญหานี้ ไม่ใช่ความผิดรัฐบาล แต่เป็นหน้าที่ต้องเร่งแก้ไขเร่งด่วน ถ้าวันนี้ร่างพ.ร.บ.นี้คือ เลือดปั้มหัวใจภาคเศรษฐกิจที่กำลังหายใจรวยริน  สิ่งที่ช่วยกระตุกสัญญาณชีพของผู้ประกอบการที่กำลังร่อเเร่ คือ อัดฉีดเงินเข้าไปในภาคเศรษฐกิจอยู่ 2 ภาคส่วนคือ เศรษฐกิจจริง หรือเรียลเซ็กเตอร์ อย่างภาคการผลิต และการบริการ ส่วนที่สอง คือเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งยังไม่ตอบโจทย์ทั้งสองส่วน ในเชิงปริมาณ ยุทธศาสตร์มี 15 เเผน มีเพียง 3 เเผน ที่มีเงินอัดลงไปในเศรษฐกิจจริง คือ 1.เกษตรสร้างมูลค่า 2.เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว และ3.พัฒนาเอสเอ็มอี ใน 3 แผนที่ได้รับการจัดสรรงบ คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 53,198 ล้านบาท คำนวณสัดส่วนได้เพียง 1.72 % ของเงินงบทั้งหมด3.1ล้านล้านบาท ขณะที่เอสเอ็มอีในไทย มี 3 ล้านกว่าราย มีการจ้างงาน 12 ล้านคน คือ เส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศที่กำลังบาดเจ็บสาหัส  แต่เเผนงานเเผนเงินที่ใส่ลงไปแค่นี้ เหมือนเอายาเเดงไปทาแผลปฐมพยาบาล มองไม่ออกว่า จะช่วยให้รอดชีวิต ได้อย่างไร


นายอิสระ อภิปรายว่า ส่วนที่สอง เศรษฐกิจฐานราก ในยุทธศาสตร์ที่ 4 แผนที่ 5 เขียนไว้สวยหรู16 บรรทัด17ภาพฝัน ว่าจะเพิ่มรายได้ ลดความยากจน ลดหนี้สิน พัฒนาอาชีพ ที่ดินทำกิน สารพัดจะทำเเต่ทราบหรือไม่ ทั้งหมดที่จะทำนี้ได้งบ 1,642 ล้านบาท ลดลงจากปีที่เเล้ว พันกว่าล้านบาท ถ้าดูจากข้อมูลเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ปีก่อน  ประเทศไทยมีประชากรที่อยู่ในเศรษฐกิจฐานรากอย่างน้อย 9,400,000 คน ถ้านำเงินที่ให้ หารกับจำนวนคน ตกเเล้วเฉลี่ยได้คนละ 174 บาท 75 สตางค์ ที่น่าตกใจกว่านั้นหากนำตัวเลขนี้ไปเทียบกับงบพัฒนาบุคลากร ที่เเทรกซึมอยู่ในทุกยุทธศาสตร์ ทุกแผนงาน ตนกดตัวเลขรวมกันได้ทั้งหมด 7 เเสน 7 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมงบพัฒนาบุคลากรที่ไปเเทรกซึมอยู่ในงบกลาง อีก 4  เเสน 7 หมื่นกว่าบาท รวมสองตัวนี้ได้ 1.2 ล้านล้านบาท ตนคิดเเบบเดียวกันคือเอา 1.2 ล้านล้านบาท หารด้วยจำนวนบุคลากรภาครัฐ ที่มีอยู่จากข้อมูลของ กพ. 2.3 ล้านคน ตกเเล้วได้คนละ  504,435 บาท เมื่อเทียบกับงบที่ส่งลงไปช่วยผู้ประกอบการตาดำๆ 174 บาท 75 สตางค์แล้ว ไม่อยากใช้คำว่า ต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่ว่านี่คือข้อเท็จจริง

นายอิสระ กล่าวว่า งบกระทรวงศึกษาธิการสูงที่สุด แต่ต้องตั้งคำถามว่า กระจายไปถูกที่หรือไม่ ยกตัวอย่าง เเผนงานด้านการพัฒนาการเรียนการสอน  13,252 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มมาประมาณหมื่นล้านบาทจากปีก่อน กระทรวงศึกษาให้เหตุผลว่าเพื่อให้การศึกษาทันกับการเปลี่ยนเเปลงของศตวรรษ ที่21 ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย แต่มันขัดกับที่ตนติดตามมาตลอด และขัดกับผลการศึกษาของต่างประเทศทุกประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาบอกว่าการศึกษาออนไลน์ จะทำให้ต้นทุนเรื่องการบริหารการศึกษาลดลงถึง 80 กว่าเท่า  แล้วเหตุใดในงบฉบับนี้ถึงต้องเพิ่มต้นทุน ในขั้นงบประมาณสูงขนาดนี้ ทั้งๆที่คนที่เดือดร้อนรับภาระจากการเรียนการสอนออนไลน์จริงๆ ในภาวะโควิด คือนักเรียน และผู้ปกครอง ขอให้นำเงินหมื่นกว่าล้านนี้ เจียดไปช่วยเยียวยาต่อลมหายใจผู้ปกครองส่วนหนึ่งที่กำลังเดือดร้อน ได้หรือไม่ ขอให้มีการปรับปรุงในชั้นกมธ.ด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top