วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
‘จุรินทร์’ซัดงบฯปี67‘เป็ดง่อย’
นักกู้ถุงเท้าสีชมพู
แซะแต่รบ.ลุงตู่แต่กู้หนักกว่า
ฉะสาละวนตั้งรบ.ทำงบล่าช้า
‘ชัยธวัช’ขยี้เหล้าเก่าในขวดใหม่
หยัน‘รัฐบาลรวมการเฉพาะกิจ’
นายกฯร่ายยาวกว่าชั่วโมงครึ่ง แจงงบฯปี’67 เน้น 6 ยุทธศาสตร์ใหญ่ โดยเฉพาะกระตุ้นศก.-แก้เหลื่อมล้ำ-พัฒนากองทัพ –แก้รธน. ด้าน “ชัยธวัช”ผู้นำฝ่ายค้านฉะยับตั้งงบ’67 สะเปะสะปะเลื่อนลอยเหล้าเก่าในขวดใหม่ เป็น “รัฐบาลรวมการเฉพาะกิจ” แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ขณะที่ “จุรินทร์”อัดซ้ำตั้งฉายางบ “เป็ดง่อย” เหตุมัวแต่ยุ่งตั้งรบ.ทำให้ล่าช้ามีเวลาใช้เงินแค่ 5 เดือนจะกระตุ้นศก.อย่างที่แถลงนโยบายได้อย่างไร เย้ยว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง วิจารย์รบ.ประยุทธ์กู้เงินเยอะ แต่ตัวเองกู้เพิ่มมากกว่าเป็นแสนล้านกลายเป็น “นักกู้ถุงเท้าสีชมพู” เช่นเดียวกับสส.ส่วนใหญ่ผิดหวัง งบประมาณไม่ตกปก จัดทำแบบตัดแปะ
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 3 มกราคม ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันแรก บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ร่วมประชุมพร้อมเพรียง
นายกฯแจงงบปี67-คาดศก.โต2.7%
โดยนายเศรษฐาลุกขึ้นแถลงสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.งบฯปี 2567 ต่อที่ประชุมสภาฯว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ประเมินว่า เศรษฐกิจปี 2567 จะขยายตัวร้อยละ2.7-3.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการส่งออก การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว แต่ยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากการลดลงของแรงขับเคลื่อนด้านการคลัง ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจอยู่ในระดับสูง ผลกระทบปัญหาภัยแล้งความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ร้อยละ1.7–2.7 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ1.5 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ทั้งนี้ ตัวเลขการประเมินข้างต้นอาจถูกกระทบโดยปัจจัยที่คาดไม่ถึงในอนาคต เช่น ราคาพลังงานที่ผันผวน การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่
ใช้ท่องเที่ยว-ซอฟต์พาวเวอร์ฟื้นศก.
นายเศรษฐากล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจเป็นอันดับต้น เพราะประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบ จึงจำเป็นเร่งด่วนที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้น สร้างอุปสงค์เพื่อขยายการผลิต การท่องเที่ยวให้เข้าถึงเมืองรองมากขึ้น สนับสนุนการใช้อัตลักษณ์ของไทยนำไปสู่การพัฒนาSoft Power ของประเทศในระยะยาว นโยบายลดรายจ่าย ทั้งแก้หนี้ในและนอกระบบ ลดราคาพลังงานและปรับโครงสร้างพลังงานให้เหมาะสม รัฐบาลจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ สร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ทำให้การระบบคมนาคมและโลจิสติกส์มีประสิทธิภาพ เป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศ การลงทุนเรื่องน้ำครอบคลุมทั้งระบบ เชื่อมต่อชลประทานให้มากขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติจะได้รับการดูแล อากาศสะอาด ฝุ่นพิษต้องได้รับการแก้ไขด่วน
พัฒนากองทัพ-นโยบายตปท.กินได้
นายเศรษฐากล่าวอีกว่า อีกด้านที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือ สังคมและความมั่นคง ประชาชนต้องมีสุขภาวะที่ดีทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้รวดเร็วมากขึ้น อัพเกรดระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคให้ดียิ่งขึ้น จะพัฒนากองทัพให้ทันสมัย ระบบเกณฑ์ทหารจะเปลี่ยนเป็นแบบสมัครใจ สร้างแรงจูงใจโอกาสประกอบอาชีพหลังเป็นทหารประจำการ เพื่อสถาบันทหารมีความเป็นมืออาชีพ มีภาพลักษณ์ดี ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น ส่วนการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ จะดำเนินนโยบายการต่างประเทศที่กินได้ สร้างจุดยืนที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทย เป็นประเทศแนวหน้าในภูมิภาค มีอำนาจต่อรอง และได้รับการยอมรับในสากล
ย้ำเร่งแก้จุดด้อยรธน.-ไม่สร้างขัดแย้ง
นายเศรษฐากล่าวว่า ด้านการเมืองการปกครอง ประชาชนจะได้เห็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะแก้ไขจุดด้อยของฉบับที่ผ่านมาผ่านการทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ จะแก้รัฐธรรมนูญบนหลักการที่เป็นไปได้มากที่สุดเหมาะสมกับสถานการณ์ ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งใหม่ในสังคมไทย ประชาชนจะได้รับการบริการจากภาคราชการเร็วขึ้น จะใช้งบประมาณรายจ่ายพัฒนารัฐบาลดิจิทัลให้เกิดขึ้นเร็วยิ่งขึ้น ให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี รวดเร็ว สะดวก ไม่จำเป็นต้องใช้เอกสารกระดาษอีกต่อไป
ทำงบขาดดุลมุ่งเก็บรายได้2.91ล้านล.
“รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง โดยประมาณจัดเก็บรายได้จากภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น รวม 2.91 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 จากปีก่อน ส่วนหนี้สาธารณะคงค้าง วันที่ 31 ตุลาคม 2566 มีจำนวน 11.1 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 62.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 70 ขณะที่ฐานะเงินคงคลัง วันที่ 31 ตุลาคม 2566 มีจำนวน 297,093ล้านบาท รัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับเหมาะสม บริหารรายรับ รายจ่ายให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายปี2567 จำนวน3.48ล้านล้านบาทนั้น จะจำแนกออกเป็นรายจ่ายประจำ 2,532,826 ล้านบาท หรือร้อยละ 72.8 รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 118,361 ล้านบาท หรือร้อยละ3.4 รายจ่ายลงทุน 717,722 ล้านบาท หรือร้อยละ 20.6 และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 118,320 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.4
แจกแจงจัดงบให้6ยุทธศาสตร์หลัก
นายกฯยังชี้แจงการจัดงบประมาณด้วยว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี2567 จำแนกตามยุทธศาสตร์ได้ดังนี้ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 390,149.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.2 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อให้ประเทศมั่นคง รับมือภัยคุกคามภัยพิบัติได้ทุกรูปแบบ อาทิ ป้องกันปราบปราม บำบัดผู้ติดยาเสพติด การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเป้าหมายลดเหตุรุนแรงลงร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับปี 2560 การรักษาความสงบในประเทศ เสริมสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติให้อยู่ร่วมกันภายใต้สังคมพหุวัฒนธรรม 2.ยุทธศาสตร์สร้างความสามารถการแข่งขัน 393,517 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.3 มีแผนงานสำคัญอาทิ พัฒนาความมั่นคงทางพลังงาน พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล มาตรการเฝ้าระวังรับมือภัยคุกคามไซเบอร์ สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว สนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค 3.ยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ 561,954 ล้านบาท หรือร้อยละ 16.1 เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัย มีคุณภาพชีวิตดี
ทุ่ม8.3แสนล้านลดเหลื่อมล้ำ
4.ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 834,240 ล้านบาท หรือร้อยละ 24 เพื่อให้คนไทยได้รับสวัสดิการพื้นฐานทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติ 5.ยุทธศาสตร์สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 131,292 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.8 เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล 6.ยุทธศาสตร์ด้านปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 604,804 ล้านบาท หรือร้อยละ 17.4 เพื่อให้ระบบบริหารราชการมีประสิทธิภาพ มีแผนงานสำคัญ อาทิ ต่อต้านทุจริต โดยปรับปรุงกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การมีรัฐบาลดิจิทัล ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคพัฒนาประเทศ
มั่นใจเก็บรายได้เพิ่มขึ้น11.9%
ตอนท้ายของการแถลงนายกฯยังระบุด้วยว่า ถึงแม้งบประมาณรายจ่ายปีนี้จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่รัฐบาลจะจัดเก็บรายได้ได้มากขึ้นกว่าร้อยละ 11.9 ทำให้จัดสรรงบไปลงทุนได้กว่า 717,722 ล้านบาท และสามารถชดใช้เงินคงคลังและชำระคืนต้นเงินกู้ได้กว่า 118,361 ล้านบาท เป็นการเตรียมพร้อมให้รัฐบาลมีกรอบลงทุนระยะกลางและยาวมากขึ้นในปีงบประมาณปี 2568 การบริหารงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดนี้เป็นจุดเริ่มต้นดำเนินนโยบายทั้งระยะสั้นถึงระยะยาว รัฐบาลจะดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง ใช้เงินภาษีประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้นำฝ่ายค้านยำเนื้อหาเลื่อนลอย
จากนั้น นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายหลังนายกฯชี้แจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 67ว่า วันนี้ตนฟังนายเศรษฐาอ่านเอกสารประกอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ทำให้นึกถึงบรรยากาศวันที่นายกฯแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอีกครั้ง เพราะเต็มไปด้วยข้อความสวยหรูหมดครบทุกด้าน เอาภารกิจของทุกกระทรวงมาเรียบเรียงและบอกว่ารัฐบาลจะทำอะไร แต่ผลเป็นอย่างไรสวยหรูอย่างที่แถลงไว้หรือไม่ทุกท่านทราบดี วันที่นายกฯ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็บรรยากาศแบบนี้ เพิ่มเติมคือมีตัวเลขงบประมาณรวมมาให้แต่ละยุทธศาสตร์ แต่ปัญหายังมีอยู่เหมือนเดิมคือแถลงแผนงาน เป็นงบประมาณกว้างๆ ถ้าดูเนื้อในแล้วเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ เบี้ยหัวแตกสะเปะสะปะไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีความสำคัญ
เย้ยไส้ในเหล้าเก่าในขวดใหม่
“เมื่อลงไปดูในแผนงานแต่ละกระทรวง พบปัญหาเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นแผนงานที่ไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ไม่สามารถวัดความสำเร็จจากนโยบายได้จริง หรือไม่ก็เป็นแผนงานที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางนโยบายจริง เมื่อเข้าไปดูไส้ในของนโยบายเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นโครงการเดิม ที่กระทรวงทำอยู่แล้วทุกปีเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่ ซ้ำกันทุกปี บ้างก็ยัดโครงการประจำของกระทรวงเข้ามาเป็นแนวนโยบาย บอกว่าเป็นแผนงานที่รัฐบาลใหม่จะทำ สับสนปนเปแยกไม่ออกว่าตกลงอันไหนเป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่จะทำ หรืออันไหนเป็นงานประจำที่แต่ละหน่วยงานทำอยู่แล้วทุกปี”นายชัยธวัชระบุ
และว่า รัฐบาลใช้เวลา 3 เดือนปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ ซึ่งคาดหวังกันว่าจะนำไปสู่การจัดสรรงบใหม่เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายเป้าหมายของรัฐบาล แต่สุดท้ายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ฉบับนี้ที่กำลังพิจารณากันอยู่ มันแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างน้อย พ.ร.บ.ฉบับนี้ควรยึดโยงกับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่มี ถ้าไปดูเนื้อในของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะพบว่ามันเป็นการจัดสรรงบประมาณที่ไม่ได้ตอบโจทย์ หัวข้ออาจสวยหรู แต่เนื้อในไส้ในตอบไม่ได้ว่ามันจะบรรลุเป้าหมายทางนโยบายอย่างไร ลักษณะแบบนี้เกิดเต็มไปหมดในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
ไร้งบทำประชามติ-ดิจิทัลวอลเล็ต
ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวอีกว่า นโยบายเร่งด่วนบอกจะให้คนไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเราทราบกันดีว่าถ้าจะไปสู่จุดนั้น ปีนี้คงต้องทำประชามติเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 1-2 ครั้ง แต่เราก็ไม่เห็นการตั้งงบประมาณรอไว้สำหรับเรื่องนี้ กกต.ของบประมาณไป 2,000 ล้านบาท แต่สุดท้ายได้รับ 1,000 ล้านบาทโดยประมาณ อย่างนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่คาดการณ์ได้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เกิดขึ้น ส่วนนโยบายเติมเงิน 1 หมื่นบาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ตอนที่แถลงนโยบายนั้น นายกฯกับรัฐบาลยืนยันว่าจะไม่กู้ จะบริหารงบประมาณปกติในการดำเนินนโยบายเรือธงอันนี้ แต่วันนี้ชัดเจนว่าไม่มีการตั้งงบประมาณใดๆ ไว้ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 นี้ รัฐบาลต้องรอว่าจะเสนอร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านเข้าสภาได้หรือไม่
ซัดวิธีตั้งงบไม่ต่างจากรบ.ชุดก่อน
นายชัยธวัชยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า การจัดทำงบประมาณครั้งนี้คาดการณ์รายได้เกินจริงไปมาก เท่าที่เราคำนวณน่าจะประมาณ 1 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันฝั่งรายจ่ายกลับตั้งงบที่ควรจะทราบว่าต้องจ่ายแน่ๆ หรือคาดการณ์ได้ว่าต้องจ่ายในปีงบประมาณนี้ไว้ไม่พอ เช่น บำเหน็จบำนาญ เงินเดือนข้าราชการ งบสวัสดิการ ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วก็ทำแบบนี้ สุดท้ายก็ต้องไปตั้งรายจ่ายชดเชยเงินคงคลังทีหลัง นอกจากนั้น ยังมีเรื่องงบประมาณเพื่อตอบสนองนโยบายเพิ่มเงินเดือนข้าราชการของรัฐบาลชุดใหม่ ค่าชดเชยภาษีรถ EV ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลเก่า ค่าไฟที่ต้องชดเชยหนี้ให้กฟผ. งบซอฟท์พาวเวอร์ที่ระบุว่าจะต้องงบไว้ 5,000 ล้านบาท เหล่านี้ก็ไม่เคยในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ ซึ่งไม่น่าจะน้อยกว่า 1 แสนล้านบาทและสุดท้ายก็ต้องปัดเป็นงบกลาง เป็นรายจ่ายที่ต้องชดเชยเงินคงคลังในปีถัดไป ไม่ต่างจากรัฐบาลชุดที่แล้วเคยทำมา
ไร้เป้าหมายเพราะเป็นรบ.รวมการฉก.
นายชัยธวัชยังอภิปรายว่า ปัญหาของ พ.ร.บ.งบประมาณยังสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นว่า ที่เรามองไม่เห็นวาระเป้าหมายของรัฐบาลผ่านการจัดทำ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ จริงๆ แล้วรัฐบาลชุดนี้เป็นเพียงรัฐบาลรวมการเฉพาะกิจที่ไม่ได้มีวาระเป้าหมายทางนโยบายที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน เป็นการรวมการเฉพาะกิจเพื่อแบ่งปันอำนาจกัน แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ชั่วคราว เพราะเป็นแบบนี้เราจึงเห็นการตั้ง ครม.แบบผิดฝาผิดตัวเต็มไปหมด ไม่ได้แบ่งงานกันตามวาระเป้าหมาย บ่งกันตามโควตาทางการเมือง วางเจ้ากระทรวงไม่ถูกกับงานเต็มไปหมด เพราะเป็นแบบนี้เราจึงเห็นการแถลงนโยบายของรัฐบาล การกำหนดแผนงานของกระทรวง ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว
“ถ้าตั้งรัฐบาลชุดนี้จะมีวาระร่วมกันจริง คงเป็นวาระเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตทางอำนาจของชนชั้นนำ เพราะการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลชุดนี้แสดงโจ่งแจ้งว่า เป็นการรวมตัวเพื่อรักษาสภาวะเดิมของสังคมไทยเอาไว้ เป็นการรวมตัวกันเพื่อพยายามฝืนทวนความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย เป็นการรวมตัวกันเพื่อปกป้องพลังทางสังคมแบบจารีตและต่อต้านพลังสังคมใหม่ๆ ที่ต้องการอนาคตที่ดีกว่านี้”นายชัยธวัชกล่าว
จี้รบ.ปฎิรูประบบราชการ-งบฯ
และว่า ในฐานะฝ่ายค้านอยากสื่อสารไปยังฝ่ายบริหาร ไปยังรัฐบาลว่าเราไม่สามารถอยู่กันแบบเดิมได้อีกแล้ว พวกเราในฐานะฝ่ายค้านเราไม่อยากเห็น พ.ร.บ.งบประมาณที่เหมือนเดิมอย่างนี้อีกในครั้งต่อไป แม้จะเป็นฝ่ายค้านพวกเราก็พร้อมสนับสนุนฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐบาลในการที่จะปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูประบบงบประมาณครั้งใหญ่ เพราะสำคัญต่อการสร้างอนาคตร่วมกันของพวกเรา ขอให้ฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐบาลเปิดใจรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอแนะและความเห็นของพวกเรา ด้วย แม้ว่าเราจะผิดหวังกับร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้อย่างที่สุดก็ตาม
‘ไทยสร้างไทย’ให้ฉายา‘3ขาด3เกิน1พอได้
จากนั้นนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย ลุกขึ้นอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบฯประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาทว่า ตนขอตั้งฉายางบ 67 เป็น 3ขาด 3เกิน 1พอได้ โดย 3 ขาดคือ งบประมาณ 3 กระทรวงหลักคือ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวง ศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข มีแต่งบประจำ งบสาธารณูปโภค แต่กลับมีงบลงทุนด้านการศึกษา สาธารณสุขเล็กน้อย ส่วน 3 เกินคือกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม มีแต่งบลงทุน โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม มีงบลงทุนสูงถึง 171,941,105,800 ล้านบาท คิดเป็น 93.63% ของงบที่ได้รับ เป็นการตั้งงบลงทุนที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก ตั้งงบซ้ำซ้อนกันหลายหน่วยงาน หรืออย่างงบลงทุนกระทรวงกลาโหม อะไรที่ชะลอได้ควรชะลอ และ1พอได้คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีงบลงทุน 84,000กว่าล้านบาท คิดเป็น 71.32% เป็นงบภัยแล้ง พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร งบปรับปรุงแหล่งน้ำ 364แห่ง อยากรู้มีหลักเกณฑ์จัดสรรงบลงไปในแต่ละจังหวัดให้เป็นธรรมเท่าเทียมกัน การจัดงบแบบ 3เกิน 3ขาด 1พอได้เช่นนี้ จะเกิดความเหลื่อมล้ำของประชาชน ขอให้ปรับแก้ในชั้นกมธ.ต่อไป
จุรินทร์ตั้งฉายางบ67เป็ดง่อย
ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลุกขึ้นอภิปรายว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 แม้ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นกฎหมายสำคัญ ยืนยันฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบทั้งตัวงบประมาณฯ ถ่วงดุล สอบถาม แสดงความเห็น และผู้ใช้งบฯ สิ่งที่นายกฯแถลงมาทุกอย่างดีหมด เกิดจากการเอางบฯปี 2566 ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ มารื้อทำใหม่หมด ส่งผลให้ปฏิทินงบปีนี้ล่าช้าไปกว่า 9 เดือน เพราะใช้เวลาไปตั้งรัฐบาล เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดหลายเดือน ทำให้พ.ร.บ.งบปี 2567 นี้ต้องไปบังคับใช้ประมาณเดือนพฤษภาคมส่งผลให้พ.ร.บ.งบฯฉบับนี้ เป็นงบฯ ฉบับเป็ดง่อยเพราะงบทั้งสิ้น 3.48 ล้านล้านบาท รัฐบาลมีเวลาใช้เงินเพียง 5 เดือน เท่ากับมีเวลาใช้เงินแค่ 40% ที่สำคัญคือประสิทธิภาพการใช้เงิน งบลงทุนที่เป็นหัวใจสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียง 70% สุดท้ายเป็นงบเป็ดง่อยไม่สามารถนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจได้เต็มร้อยตามที่พูดไว้
ฉะรัฐบาลนักกู้ถุงเท้าสีชมพู
นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า นายกฯพยายามตีปี๊บบอกว่า เศรษฐกิจกำลังวิกฤตต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันงบฯที่มีผลต่อ GDP ถึงร้อยละ 18 กลายเป็นเป็ดง่อย แล้วจะไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมายได้อย่างไร ยืนยันว่า งบฯที่นายกฯสั่งรื้อนั้น ไม่มีอะไรเข้ามาใหม่ เป็นงบเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาดำเนินการ และยังมีอีกหลายเรื่องที่แย่กว่าเดิมคือ ยังขาดดุลเหมือนเดิม และจะขาดดุลต่อไปจนครบอายุรัฐบาล งบรัฐบาลชุดนี้เพิ่มขึ้น แต่งบลงทุนน้อยลงกว่าเดิม แต่กลับเพิ่มงบฯรายจ่ายประจำแทนคิดเป็น 44% งบฯกลาง ดูเนื้อในแล้ว เป็นงบสำหรับกรณีฉุกเฉิน ที่เป็นอำนาจนายกฯโดยตรง กลับเพิ่มขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยว่ารัฐบาลที่ผ่านมา แต่กลับทำเสียเอง “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง” และเป็นงบฯคิดใหญ่ ทำเป็น แต่กลับมาเป็นคิดกู้ทำกู้ ซึ่งสิ่งรัฐบาลที่แล้วทำไว้คือ กู้ 5.93 แสนล้าน แต่รัฐบาลนี้นำไปรื้อ กลายเป็นกู้เพิ่มขึ้นเป็น 6.93 แสน กู้เพิ่มขึ้นแสนล้านบาท ทั้งที่พวกท่านเคยวิจารณ์รัฐบาลที่แล้วว่าเป็น “นักกู้แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา” แต่ตนคิดว่ารัฐบาลนี้กลายเป็น นักกู้ถุงเท้าสีชมพู
หญิงหน่อยหมดหวังแย่กว่า‘ยุคลุงตู่”
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นต่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2567 ว่า ดูงบประมาณ 3.48 ล้านล้าน ที่รัฐบาลเสนอแล้ว หมดหวัง ไม่เห็นอนาคต เสียดายเงินภาษีของประชาชน ไม่มีอะไรต่างจากงบประมาณสมัยพล.อ.ประยุทธ์ แถมแย่กว่า เช่น งบกลาโหมและงบกลางที่อยู่ในอำนาจนายก เพิ่มขึ้นมากกว่าสมัย พลเอกประยุทธ์ เสียอีก ขณะที่มีงบลงทุนมีเพียง 20.6% หรือแค่ 717,722 ล้าน (ตามกฎหมายกำหนดเป๊ะ) แต่ไม่เห็นการจัดงบแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ขจัดความยากจน และความเหลื่อมล้ำตามที่นายกฯประกาศตอนหาเสียง โดยแยกได้ป็น 7 ประเด็นในการจัด งบไม่ตรงปก ไม่ตอบโจทย์ เห็นว่าการจัดงบประมาณปี 2567 นี้ ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้ประเทศ ไม่สามารถสร้างความหวังให้คนไทยได้เห็นอนาคตที่ดีขึ้นได้
รมช.คลังยันมีงบฯทำประชามติ
ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลุกขึ้นชี้แจงในการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ว่า เรื่องการตั้งวาทกรรมต่างๆให้รัฐบาล เรารับฟัง แต่ไม่ขอรับไว้ ทั้งแบ่งกินแบ่งใช้ เป็ดง่อย ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประชาชน ส่วนเรื่องงบประชามติที่ไม่ปรากฏอยู่ในรายละเอียดงบฯรายจ่ายปี 2567นั้น เพราะไม่สามารถเจาะจงระยะเวลาทำประชามติได้ จึงไม่มีอยู่ในคำของบประมาณปรากฏในเล่ม แต่สุดท้ายเมื่อมีคำสั่งครม.ในการเริ่มกระบวนการ คำขอจะส่งมาที่ครม. เพื่อจัดสรรงบกลางดำเนินการ รัฐบาลจริงใจจัดทำรัฐธรรมนูญและประชามติ กลไกนี้เดินหน้าต่อ มีงบประมาณรองรับ
งบเงินดิจิทัลไม่มีเหตุเปลี่ยนแหล่งที่มา
นายจุลพันธ์ชี้แจงต่อว่า ส่วนที่ระบุงบรายจ่ายฉบับนี้รับมรดกมาจากรัฐบาลที่แล้ว ในส่วนงบผูกพันไม่สามารถปรับลดได้ แต่ยืนยันงบรายจ่ายปี 2567 ปรับแก้รายละเอียดในส่วนที่จำเป็นให้เหมาะสมกับนโยบายรัฐบาลปัจจุบันมากที่สุด ขณะที่งบกลางที่เพิ่มขึ้นนั้น อยู่ระดับ 2% แต่ไม่เกิน 3.5% ตามที่กฎหมายกำหนด ปีนี้เนื่องจากงบรายจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 3.48 ล้านล้านบาท ทำให้งบกลางขยับเพิ่มเป็น 9.8 หมื่นล้านบาทตามไปด้วย เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ประชาชน ขณะที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ไม่ปรากฏอยู่ในงบฯปี 2567 เนื่องจากปรับเปลี่ยนเรื่องแหล่งที่มาของเงิน เพื่อสร้างความโปร่งใส ใช้แหล่งเงินจากภายนอกเข้ามา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย จึงไม่เห็นงบส่วนนี้อยู่ในงบรายจ่ายปี 2567 เพราะเราใช้งบจากการกู้เงิน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี