วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
นักวิชาการย้ำต้องนำกัญชากลับเป็นยาเสพติด บอกผู้ประกอบการถ้าเดือดร้อนไปทวงเยียวยากับพรรคภูมิใจไทย
10 มิ.ย. 2567 นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนา “ผลกระทบของกัญชาเสรี ทางออกที่เหมาะสมของสังคมไทยคืออะไร” ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2567 ว่า (ร่าง) พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. .. ซึ่งนำเสนอโดยพรรคภูมิใจไทย โดยเปิดให้รับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 3 ต.ค.-15 พ.ย. 2566 พบว่า หลายอย่างไม่แตกต่างจากร่างเดิม ที่เคยพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วก่อนจะมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2566 สาระสำคัญยังคงเป็นการปลดกัญชาจากบัญชียาเสพติด มีการอ้างว่าใช้กัญชาในทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
โดยมีข้อสังเกต เช่น มาตรา 3 ที่ระบุว่า หากใช้กัญชากับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยผลิตภัณฑ์นั้น ก็ไม่ต้องถูกควบคุมในฐานะยาเสพติด ซึ่งหากไปดูต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยังไม่มีการอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร ในขณะที่ประเทศไทยอนุญาตไปแล้ว , มาตรา 9 (1) ที่ระบุว่า สนับสนุนให้ประชาชนปลูกหรือแปรรูปกัญชา ข้อนี้ไม่สอดคล้องกับบทบาทของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
มาตรา 29 อนุญาตให้ประชาชนปลูกกัญชาได้ไม่เกิน 15 ต้นต่อครัวเรือน โดยให้ผู้ปลูกจดแจ้งกับรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินไป และยิ่งส่งผลเสียอะไรมากมาย แต่หากผู้ปลูกเป็นสถานพยาบาลหรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่ได้รับใบอนุญาต แบบนั้นยังพอรับได้เพราะมีการควบคุม อนึ่ง แม้จะมีการกำหนดหน้าที่ของผู้จดแจ้งขอปลูกกัญชา แต่กลับไม่มีบทลงโทษกรณีฝ่าฝืน เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ในรัฐที่อนุญาตให้ปลูกกัญชาได้ ผู้ปลูกต้องตัดช่อดอกไปทำลายทิ้ง รวมถึงห้ามเด็กและเยาวชนเข้าถึง
มาตรา 60 ว่าด้วยการห้ามขายผลิตภัณฑ์กัญชา กำหนดเพียงการห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร และบุคคลอื่นซึ่งจะให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศในกฎกระทรวง ซึ่งการออกกฎหมายลักษณะนี้ทำให้กัญชากลายเป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไป เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยสรุปแล้ว ร่างกฎหมายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย จะทำให้ 1.ทำให้กัญชาไม่เป็นยาเสพติด 2.สามารถใช้กัญชาเพื่อนันทนาการ 3.ส่งผลเสียต่อระบบสุขภาพในระยะยาว 4.ทำให้กลุ่มธุรกิจกัญชาได้ประโยชน์ 5.เกิดปัญหาธุรกิจสีเทาและการฟอกเงิน
ดังนั้นควรมีการแก้ไขในเรื่องนี้ เช่น ควรทบทวนเนื้อหา (ร่าง) พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ทั้งที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุข ควรกำหนดให้ช่อดอก สารสกัดทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น THC ที่ต่ำกว่า 0.2 หรือไม่ก็ตาม ควรเป็นส่วนที่ต้องควบคุม ในเรื่องของกัญชาที่ต้องควบคุมตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ทิงเจอร์ เรซิน ให้เป็นยาเสพติดให้โทษประภท 5 แต่อาจยกเว้นบางส่วนที่เป็นเปลือก ลำต้น ราก เส้นใย กิ่ง ก้าน เมล็ดที่ไม่สามารถปลูกได้ ส่วนใบกัญชาควรควบคุมในระดับหนึ่ง
นอกจากนั้น ไม่ควรอนุญาตให้มีการผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของกัญชา ซึ่งปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุญาตให้สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน บางรายถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล ดังนั้น อย. ควรทบทวนการออกประกาศอนุญาตดังกล่าว และรัฐอาจส่งเสริมกัญชงในฐานะพืชเศรษฐกิจได้ แต่ไม่ควรส่งเสริมกัญชาเพราะเป็นยาเสพติด
“ประชาชนไม่ควรปลูกกัญชาได้ เพราะไม่มีประโยชน์และมีความเสี่ยงเอาไปใช้ที่ไม่เหมาะสม อาจมีการกำหนดบทเฉพาะกาล เช่น ให้มีผล 90 แต่ไม่เกิน 120 วัน เพื่อให้ธุรกิจกัญชาปรับตัวได้ ก็อาจให้เขาไปปรับตัว ส่วนการเยียวยา ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ควรไปเยียวยา เพราะเป็นเงินภาษีประชาชน ใครอยากต้องรับการเยียวยาก็ไปที่ภูมิใจไทย หรือจะไปที่ผู้บริหารของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” นายไพศาล กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี