533.jpg
ไม่เอานิรโทษเหมาเข่งคดีม.112  พปชร.ค้านสุดลิ่ม!  คว่ำทุกร่างก.ม.ชงสภา

ไม่เอานิรโทษเหมาเข่งคดีม.112 พปชร.ค้านสุดลิ่ม! คว่ำทุกร่างก.ม.ชงสภา

วันเสาร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ไม่เอานิรโทษเหมาเข่งคดีม.112

พปชร.ค้านสุดลิ่ม!

คว่ำทุกร่างก.ม.ชงสภา

‘ภท.’เตือนเสี่ยงโมฆะ

รวมม.112ส่อขัดรธน.

ยิ่งขยายความขัดแย้ง

พปชร.เปิดจุดยืนค้านสุดลิ่ม! “นิรโทษกรรม” เหมาเข่งรวมคดี ม.112 ประกาศ พร้อมคว่ำร่างก.ม.ทุกฉบับที่ชงเข้าสภา “คารม” มือก.ม.ภูมิใจไทย เตือนพ.ร.บ.นิรโทษฯเสี่ยงโมฆะ ขืนรวมความผิด ม.112-110ส่อขัดรัฐธรรมนูญ ยิ่งเพิ่มขัดแย้ง แนะผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม พิสูจน์ความบริสุทธิ์ตัวเอง ด้าน“ชูศักดิ์”ย้ำ กมธ.นิรโทษกรรม’เสนอความเห็นทุกฝ่าย เพื่อให้ข้อมูลครอบคลุมรอบด้าน-เป็นประโยชน์ในการพิจารณายกร่าง กม.

เมื่อวันที่ 19กรกฎาคม2567 ที่รัฐสภา นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงแนวทางของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ต่อกรณีการนิรโทษกรรมในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112ว่า หลักการการปกป้องสถาบันฯให้มั่นคงสถาพรเป็นที่ยึดมั่นศรัทธาของประชาชนตลอดไปคือ ไม่ต้องการให้ผู้ใดกลุ่มบุคคลใด มากระทำการใด กระทบกระเทือนต่อสถาบัน พรรคพลังประชารัฐ จึงมีจุดยืนที่แถลงชัดเจนไม่เห็นด้วย ที่จะมีการออกกฏหมายนิรโทษกรรมของผู้กระทำผิดตามมาตรา 112 เราชัดเจนในเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าการนิรโทษกรรม แบบมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไข เราคัดค้านไม่เห็นด้วย


นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุผลดังกล่าวมีดังนี้ 1.ประชาชนทั้งประเทศหลายล้านคนที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน จะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้าน หากรัฐสภาออกกฏหมายนิรโทษกรรมมาตรา 112 อาจทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมครั้งใหญ่ ทำให้ประเทศไม่สงบและไม่เกิดความปรองดองของคนในชาติ 2.การนิรโทษกรรม ม.112 จะเป็นการไปฝ่าฝืนและขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา6บัญญัติว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงไว้ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดไม่ได้ การกำหนดมาตรา 112 เพื่อไม่ให้พระมหากษัตริย์ได้รับผลกระทบดังกล่าว หรือการทำให้ความผิดตาม ม.112 จะไม่เป็นความผิดอีกต่อไปและการนิรโทษกรรมมาตรา 112 จะเป็นการฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 3/2567 และยังอ้างคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญว่าการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นการมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเหตุให้ชำรุดทรุดโทรมเสื่อมทรามและอ่อนแอนำไปสู่การล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากมีการเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่ากี่ฉบับ สส.ของพรรคพลังประชารัฐจะลงมติไม่เห็นด้วยทุกฉบับ” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุ เมื่อถามว่า หากพรรคเพื่อไทยเสนอนิรโทษกรรม มาตรา112 จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกฟ้องคดีมาตรา 112 รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ใครหรือพรรคใดจะเสนอก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรค แต่อุดมการณ์ และหน้าที่ของพรรคจะคัดค้านทุกวิถีทางไม่ให้มีการเห็นชอบร่างกฎหมายนิรโทษกรรมมาตรา 112

ขณะที่ นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่าขณะนี้สภาผู้แทนราษฎรกำลังมีการจัดทำพระราชบัญญัติ (พรบ.) นิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่กระทำผิด ระหว่างปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยในการนิรโทษนั้น ไม่นำเอาความผิดเกี่ยวกับชีวิต และความผิดที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงรวมเข้าใน พรบ.การนิรโทษกรรม ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา110และมาตรา112 กรรมการที่ศึกษาเพื่อจัดทำกฎหมายนิรโทษกรรมเห็นว่ามีความอ่อนไหวทางการเมือง มีความเห็นเป็น 3 แนวทาง คือ 1.ไม่ควรนิรโทษกรรม 2.ให้มีการนิรโทษกรรม โดยไม่มีเงื่อนไข 3.ให้มีการนิรโทษกรรม แบบมีมาตรการเงื่อนไข

“ผมขอแสดงความคิดเห็นในฐานะเป็นนักกฎหมาย และเป็นคนที่เคยร่วมชุมนุมกับประชาชนในช่วงปี 2549 ถึงปี 2554 ได้สัมผัสถึงความรู้สึกความคิดเห็นที่แตกต่างในทางการเมืองของประชาชน ได้เห็นความต้องการของประชาชนที่มาเรียกร้องว่า เขาต้องการความเป็นอยู่ที่ดี มาด้วยจิตใจบริสุทธิ์ก็มาก มาแบบมีการจัดการก็มี ดังนั้น เมื่อมีการดำเนินคดีกับประชาชนเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะเขามาชุมนุมตามสิทธิที่เขาเข้าใจ และต้องการเรียกร้องในฐานะประชาชน ดังนั้น การดำเนินคดีกับประชาชนเหล่านี้จึงไม่ถูกต้อง เขาจึงควรได้รับการนิรโทษกรรม” นายคารม ระบุ

นายคารม กล่าวว่า ในส่วนบุคคลที่กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 หรือมาตรา 112 นั้น ต้องเข้าใจว่าความผิดตามมาตรา 107 ถึงมาตรา 112 นั้นกฎหมายบัญญัติไว้ในหมวด 1 ลักษณะ 1 ภาค 2 ประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อพิจารณาความผิดฐานนี้ ประกอบกับเนื้อความในรัฐธรรมนูญหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ในหลายมาตรา เช่นมาตรา 2 มาตรา 5 และมาตรา 6 จะเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และ 112 มีลักษณะแตกต่างจากประมวลกฎหมายอาญามาตราอื่น เพราะบัญญัติไว้เชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญอย่างมีนัยสำคัญ

“เพราะฉะนั้นถ้ามีคนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญามาตรา 110 หรือ 112 แล้ว ต่อมา ได้มีการออกกฎหมายว่าการกระทำดังกล่าว ไม่ให้ถือว่าการกระทำดังกล่าว เป็นความผิด เพราะการนิรโทษกรรมเท่ากับบุคคลนั้นไม่ได้กระทำผิดเลย ทำให้มีนัยยะว่าอาจเป็นการส่งเสริมให้กระทำผิด และเมื่อกระทำผิดแล้วก็มาออกกฎหมายภายหลังว่าการกระทำดังกล่าวไม่ถือเป็นความผิด โดยอ้างว่าที่กระทำผิดต่อพระมหากษัตริย์ไปนั้น เพราะมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง จึงถือว่าเป็นการส่งเสริมให้มีการละเมิดพระมหากษัตริย์ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า พระองค์อยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”นายคารม ย้ำ

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามาตรา2ของรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้ว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์์ทรงเป็นประมุข ยิ่งเป็นการบอกชัดว่าการละเมิดพระมหากษัตริย์์ นั้น คือการเจตนากัดเซาะ บ่อนทำลายระบบการปกครองของประเทศไปด้วย ดังนั้นการละเมิดพระมหากษัตริย์จึงไม่อาจทำได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญาหรือทางใด และไม่ต้องคำนึงถึงมูลเหตุจูงใจในทางการเมืองหรือทางใดใด ไม่อย่างนั้นทุกคนก็เอามูลเหตุจูงใจในทางการเมืองมาอ้าง เพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์ การนำเอา ปอ. มาตรา110 หรือ112 เข้ามาอยู่ในกฎหมายนิรโทษ จึงทำไม่ได้ เพราะความผิดมาตรา110และ112ไม่เหมือนกับความผิดอาญาทั่วไป จะทำให้กฎหมายนิรโทษกรรมโมฆะ เพราะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา5ค่อนข้างแน่นอน ซึ่งจะทำให้ส่วนดีของกฎหมายและเจตนาดีที่จะนิรโทษกรรมให้ประชาชนที่มาชุมนุมตกไปไม่ได้รับประโยชน์ แทนที่จะลดความขัดแย้งลง แต่จะเพิ่มความขัดแย้งเพราะนำมาตรา110และ112เข้าไปรวมด้วย

“สำหรับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดตามมาตรา 110 หรือ 112 สิ่งน่าจะเหมาะสมและควรทำคือ การให้เขาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้มีเจตนากระทำผิดต่อพระมหากษัตริย์โดยให้เขาได้รับสิทธิประกันตัว หากสุดท้ายผลของคดีเป็นอย่างไร บุคคลดังกล่าวยังมีสิทธิในการขอพระราชทานอภัยโทษต่อองค์พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของพระองค์โดยแท้” นายคารม ระบุ

ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.ว่า ย้ำว่า กมธ.ได้ยกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ทำหน้าที่เพียงศึกษาหาแนวทางการยกร่างกฎหมาย เราจึงมีความเห็นร่วมกันว่าการศึกษาควรครอบคลุมทุกเรื่องและทุกความเห็นของทุกฝ่ายเพื่อให้ผลการศึกษานั้นครอบคลุมกว้างขวางมากที่สุด โดยไม่จำกัดหรือต้องมาโหวตกันว่าใครชนะ ใครแพ้ เนื่องจากเรามีความเห็นร่วมกันว่าเมื่อศึกษาแล้วก็ควรจะนำเสนอความคิดทุกฝ่ายทั้งฝ่ายเห็นด้วยฝ่ายไม่เห็นด้วย ข้อสรุปที่แถลงไปเมื่อวานนี้(18 ก.ค.)คือเราเห็นด้วยที่ควรจะให้มีการนิรโทษกรรมความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเป็นหลัก ตั้งแต่เหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา โดยเห็นว่าความผิดต่อชีวิตที่มีลักษณะละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เป็นการประทุษร้ายต่อชีวิตมนุษย์ไม่ควรให้มีการนิรโทษกรรม

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ความผิดประเภทที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง ได้แก่ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 และมาตรา 112 ในส่วนนี้ กมธ.เห็นว่า ควรจะเสนอความเห็นทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่เห็นด้วยหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้น สามารถแสดงความเห็นของ กมธ.เป็นรายบุคคลได้ เพื่อให้ปรากฏในรายงาน เพียงแต่ไม่ได้นำมาเป็นข้อยุติโหวตกันว่าใครชนะหรือใครแพ้ สำหรับมาตรา110และ112 นอกจากจะมีความเห็นว่าไม่ควรมีการนิรโทษกรรมและควรมีการนิรโทษกรรมแล้ว ยังมีความเห็นอีกส่วนหนึ่ง ที่เห็นว่าอาจจะใช้มาตรการอื่นๆ ที่ได้จากการศึกษา เช่น การนิรโทษกรรมโดยมีเงื่อนไข โดยให้ กมธ.นิรโทษกรรมที่ตั้งขึ้นเป็นผู้พิจารณา ซึ่งตนมองว่าควรจะส่งความเห็นเหล่านี้ไปทั้งหมด เพราะเมื่อเราศึกษาแล้วก็ควรจะศึกษาให้ครอบคลุมทุกด้านเพื่อให้สภาได้เห็นเหตุและเห็นผลในทุกมิติ ทุกความเห็นเพื่อประโยชน์ของการยกร่างกฎหมายในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ ย้ำว่า กมธ.เห็นว่าจะสามารถทำรายงานเสนอต่อสภาได้ทันภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดยไม่ต้องขยายเวลาอีก

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top