วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569
‘กิตติรัตน์’ได้ลุ้นต่อ
ชิง‘ปธ.บอร์ดธปท.’
อสส.ไม่อุทธรณ์คดี
เอื้อเอกชนขายข้าว
อัยการสูงสุด ไม่อุทธรณ์ คดี“กิตติรัตน์”สมัย รมว.พาณิชย์ เอื้อประโยชน์เอกชนระบายข้าวบูล็อค หลังป.ป.ช.แย้งขอให้อุทธรณ์ต่อ เปิดช่องลุ้น นั่ง“ปธ.บอร์ดแบงก์ชาติ”ที่คณะกรรมการสรรหาฯนัดประชุมลงมติ 11 พ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้อง ในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ในสมัยเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไม่สั่งตรวจสอบการระบายข้าวเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายเดียว หรือ คดีข้าวบูล็อค
ล่าสุด มีรายงานว่า นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด ได้ลงนามไม่อุทธรณ์คำสั่งไป เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว
สำหรับคดีนี้ อัยการสูงสุดขณะนั้นฟ้องระบุว่า ขณะนั้นนายกิตติรัตน์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทราบเรื่องการเอื้อประโยชน์ ให้บริษัทสยามอินดิก้า จำกัดเป็นผู้ส่งมอบข้าวให้แก่BULOG แต่เพียงผู้เดียว แต่เมื่อ นายกิตติรัตน์ ทราบเรื่องกลับไม่ตรวจสอบและไม่ทำหน้าที่ควบคุมดูแล ไม่สั่งการใดหรือเรียกให้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ทำรายงานแสดงความคิดเห็น ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทดังกล่าว โดยไม่จัดให้มีการแข่งขันราคากับผู้เสนอราคารายอื่น และไม่มีการประกาศ หรือมีหนังสือเชิญชวนผู้ที่สนใจเป็นการทั่วไป ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ขัดต่อกฎหมายและระเบียบขององค์การคลังสินค้าว่าด้วยการจัดซื้อสินค้าเพื่อการค้าปกติ พ.ศ. 2541
อีกทั้งต่อมาบริษัทดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามสัญญา เป็นผลให้ประเทศอินโดนีเซียไม่ทำการค้าขายข้าวกับองค์การคลังสินค้าอีก และเสียหายต่อความสัมพันธ์ในการค้าขายข้าวระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินโดนีเชีย
โดยองค์คณะวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากข้อมูลการซื้อขายข้าว ส่งมอบข้าวและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง นายภูมิ ซึ่งเป็น รมช.พาณิชย์ (ในสมัยนั้น) ทราบเป็นอย่างดี และจำเลยรับทราบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านนายภูมิ ส่วนข้อหาสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง ไม่จำเป็นต้องพิจารณาเนื่องจากไม่มีผลต่อคดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการพิจารณาอุทธรณ์คดีของศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง พรป. ป.ป.ช.พ.ศ.2561 มาตรา 79 บัญญัติว่าในคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาแล้วถ้าอัยการสูงสุดเห็นควรอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาต่อไป ให้ดำเนินการได้ กรณีที่อัยการสูงสุดเห็นควรไม่อุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ให้แจ้งให้คณะกรรมการป.ป.ช.ทราบและรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกอบการพิจารณาด้วย
มีรายงานว่า คดีนี้ ภายหลังอัยการสูงสุด เห็นควรไม่อุทธรณ์และแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นแจ้งกลับมา ยังอัยการสูงสุดขอให้อุทธรณ์คดีต่อ แต่ทางอัยการสูงพิจารณายืนยันไม่อุทธรณ์คดี
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน คณะกรรมการคัดเลือกประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มี นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้นัดหมายคณะกรรมการฯ ประชุมลงมติเลือกประธานกรรมการและกรรมการ ธปท. โดยในฝั่งกระทรวงการคลัง ได้เสนอชื่อ นายกิตติรัตน์ เข้ารับการคัดเลือกเป็นประธานบอร์ด ธปท. แต่ในวันดังกล่าวประธานกรรมการคัดเลือก ได้หารือกับกรรมการคัดเลือก และเห็นร่วมกันว่า ต้องใช้เวลาในการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านครบถ้วนเพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล จึงให้เลื่อนกำหนดการประชุมออกไปเป็นวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี