วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 1 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้
กฎหมาย
1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดข้าราชการฝ่ายพลเรือนตามพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา พุทธศักราช 2484 พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดข้าราชการฝ่ายพลเรือนตามพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา พุทธศักราช 2484 พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของเรื่อง
1. กระทรวงมหาดไทย (มท.) ขอหารือการขอพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลาให้แก่พนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยา เนื่องจากคำว่า “ข้าราชการฝ่ายพลเรือน” ตามบทนิยามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา พ.ศ. 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไม่ได้รวมถึงพนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยา มท. จึงไม่สามารถเสนอขอพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลาให้แก่พนักงานดังกล่าวได้ ซึ่งพนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยาเป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานราชการให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลและเมืองพัทยา มีหน้าที่ในการพัฒนาพื้นที่ในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การให้บริการสาธารณะ และสนับสนุนการดำเนินการของราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งการปฏิบัติราชการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน มท. จึงเห็นว่าพนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยา เป็น “ข้าราชการซึ่งปฏิบัติราชการในลักษณะเดียวกับข้าราชการฝ่ายพลเรือน” จึงขอให้ สลค. พิจารณาให้พนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยาเป็นผู้มีคุณสมบัติสามารถเสนอขอพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลาด้วย
2. สลค. จึงได้มีหนังสือขอหารือ สคก. กรณีการขอพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลาให้แก่ข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น โดย สคก. แจ้งว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่า
2.1 พนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยามีสถานภาพ อยู่ภายใต้การบริหารงานบุคคลและปฏิบัติงานราชการที่มีลักษณะเดียวกับงานของข้าราชการกรุงเทพมหานคร ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเทศบาล ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 จึงเป็นผู้ซึ่งปฏิบัติราชการเป็นประจำต่อเนื่องอยู่ในหน่วยงานที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเช่นเดียวกัน ดังนั้น พนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยาจึงถือว่าเป็นข้าราชการอื่นซึ่งปฏิบัติราชการในลักษณะเดียวกับข้าราชการฝ่ายพลเรือนตามนิยามคำว่า “ข้าราชการฝ่ายพลเรือน” ในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา ฯ อย่างไรก็ดี การที่พนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยาจะมีสิทธิได้รับการเสนอขอพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลาก็ต่อเมื่อมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้พนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยาเป็นข้าราชการ ฝ่ายพลเรือนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในนิยามคำว่า “ข้าราชการฝ่ายพลเรือน” แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเสียก่อน
2.2 การดำเนินการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อกำหนดให้พนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยาเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือนตามพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลาฯ อยู่ในหน้าที่และอำนาจของ สลค.
2.3 การเสนอขอพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลาเป็นหน้าที่ของหน่วยงานต้นสังกัด และ สลค. จะต้องพิจารณาตรวจสอบเวลาการรับราชการของพนักงาน ส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยาซึ่งยังปฏิบัติราชการอยู่ด้วยความเรียบร้อยให้สอดคล้องกับมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลาฯ สำหรับกรณีพนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยาซึ่งเกษียณอายุหรือพ้นจากราชการไปแล้วนั้น เมื่อบุคคลดังกล่าว มิได้ปฏิบัติและรับราชการอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงไม่มีสิทธิได้รับการเสนอขอพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลา
3. สลค. ได้ดำเนินการตามความเห็นของ สคก. แล้ว และได้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดข้าราชการฝ่ายพลเรือนตามพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา พุทธศักราช 2484 พ.ศ. .... ไปเพื่อขอให้ สคก. ตรวจพิจารณาเป็นการล่วงหน้า ซึ่ง สคก. แจ้งว่าได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดข้าราชการฝ่ายพลเรือนตามพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา พุทธศักราช 2484 พ.ศ. .... เสร็จแล้ว
4. พระราชกฤษฎีกากำหนดข้าราชการฝ่ายพลเรือนตามพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา พุทธศักราช 2484 พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้พนักงานส่วนตำบลและพนักงานเมืองพัทยา ซึ่งเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น เป็น ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเหรียญจักรมาลาและเหรียญจักรพรรดิมาลา พุทธศักราช 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและให้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .....
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา
สำนักงาน กกต. เสนอว่า
1. เนื่องด้วย นายอมรเทพ สมหมาย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกทั้งที่ 5 ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2568 จึงเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ นายอมรเทพ สมหมาย สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 101 (2)
2. เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของบุคคลดังกล่าวสิ้นสุดลง ทำให้มีตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งว่างลงและต้องดำเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรว่างลง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 105 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 102 โดยให้ถือว่าวันที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง คือ วันที่ถึงแก่อนิจกรรม คือ วันที่ 27 มิถุนายน 2568
3. ในการนี้ เพื่อให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 แทนตำแหน่งที่ว่าง เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 จึงได้จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... ขึ้น เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นตำแหน่งที่ว่างภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลง (ภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2568) และจัดทำร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขตเลือกตั้งที่ 5 แทนตำแหน่งที่ว่าง โดยจะประกาศกำหนดหน่วยเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 25 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง (ภายในวันที่
15 กรกฎาคม 2568) ซึ่ง กกต. คาดว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 10 สิงหาคม 2568
เศรษฐกิจ-สังคม
3. เรื่อง การปรับขยายเพดานอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับขยายเพดานอัตราค่าจ้างขั้นสูงของพนักงานบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) (การปรับขยายเพดานฯ) ตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 และความเห็นของสำนักงาน ก.พ. ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอ ดังนี้
|
ระดับ |
อัตราเดิม (บาท) |
อัตราใหม่ที่ขอขยาย (บาท) |
|
12 |
113,520 |
142,830 |
|
11 |
108,810 |
133,770 |
|
10 |
104,310 |
124,770 |
ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป
สาระสำคัญของเรื่อง
ปณท เป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้ ดศ. มีภารกิจในการให้บริการรับ/ส่งข่าวสาร สิ่งของ บริการการเงิน และบริการตัวแทนแก่ประชาชนทั่วประเทศ ปัจจุบัน ปณท เป็นรัฐวิสาหกิจที่ใช้บัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือน 53 ขั้น และกำหนดโครงสร้างอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ ขั้นสูง จำแนกเป็น 12 ระดับ โดยมีอัตราเงินเดือนสูงสุด ขั้นที่ 46.5 อัตรา 113,520 บาท ซึ่งบัญชีโครงสร้างที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้มีการปรับตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาระงานที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้จัดการฝ่ายที่อยู่ภายใต้โครงสร้างเงินเดือนดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบาย วิสัยทัศน์ เป้าหมาย กลยุทธ์ รวมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ปณท ภายใต้การแข่งขันทางธุรกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพ และหากพิจารณาจากขนาดองค์กร ภาระหน้าที่ ตลอดจนสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันในตลาดธุรกิจขนส่งพบว่า อัตราเงินเดือนขั้นสูงของผู้บริหารของ ปณท มีอัตราต่ำกว่าอัตราค่าจ้างของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและตลาดแรงงานภาคเอกชน
2. เรื่องนี้เป็นการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับขยายเพดานอัตราค่าจ้างขั้นสูงของพนักงานบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) (การปรับขยายเพดานฯ) เฉพาะตำแหน่งที่ขยายเพดานขั้นสูงเกิน 113,520 บาท ดังนี้
|
ระดับ (ตำแหน่ง) |
อัตราเดิม (บาท) |
อัตราใหม่ที่ขอขยาย (บาท) |
|
12 (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน) |
113,520 |
142,830 |
|
11 (รองกรรมการผู้จัดการใหญ่) |
108,810 |
133,770 |
|
10 (ผู้จัดการฝ่าย) |
104,310 |
124,770 |
เนื่องจากบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้มีการปรับตั้งแต่ปี 2550 (18 ปี) จึงทำให้ไม่สอดคล้องกับภาระงานที่มีการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับตำแหน่งดังกล่าว เป็นผู้กำหนดนโยบาย วิสัยทัศน์ เป้าหมาย กลยุทธ์ รวมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ปณท ภายใต้การแข่งขันทางธุรกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับขยายเพดานอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อดึงดูดผู้มีศักยภาพสูงจากภายนอกเข้ามาในองค์กร
ในการนี้ ปณท ได้พิจารณาการปรับขยายเพดานอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามหลักเกณฑ์เพื่อใช้ในการพิจารณากำหนดค่าตอบแทนระบบแรงจูงใจ และสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 เรียบร้อยแล้ว โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขยายเพดานฯ จำนวน 31.26 ล้านบาท (จำนวน 6.25 ล้านบาทต่อปี) ปณท จะใช้จ่ายจากงบประมาณของ ปณท ซึ่งไม่กระทบต่อสถานะทางการเงินในภาพรวมของ ปณท นอกจากนี้ ปณท ยังได้กำหนดแผนการจัดหารายได้และแผนประหยัดค่าใช้จ่ายเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายบุคลากรที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 และสำนักงาน ก.พ. พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว
3. กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน สำนักงบประมาณ (สงป.) และสำนักงาน ก.พ.ร. พิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้อง/เห็นด้วยในหลักการตามที่ ดศ. เสนอ และมีความเห็นเพิ่มเติม ซึ่ง ดศ. และ ปณท ควรรับไปพิจารณาดำเนินการ เช่น
|
ประเด็น |
สรุปความเห็น |
|
การดำเนินการ |
ควรมีการวางแผนกลยุทธ์ในการหารายได้ที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยน ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ (กค.) |
|
การบริหารจัดการงบประมาณ |
- ควรคำนึงถึงประเด็นความคุ้มค่า ต้นทุน และผลประโยชน์เสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดจน ความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ (กค.) - ควรคำนึงถึงสถานะทางการเงินและผลดำเนินงานของหน่วยงาน อย่างรอบคอบ รวมถึงควรจัดทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนิน หรือเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายบุคลากร ให้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุล และพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ (สงป.) - ดศ. ควรกำกับให้ ปณท ปฏิบัติตามแผนการจัดหารายได้แผนการประหยัดค่าใช้จ่าย และแผนการบริหารความเสี่ยงทางการเงินจากการปรับปรุงอัตราเงินเดือนของพนักงานอย่างเคร่งครัด (สำนักงาน ก.พ.ร.) |
4. เรื่อง มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม “โครงการคุณสู้ เราช่วย ระยะที่ 2” และมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
1. เห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย ระยะที่ 2 ของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ตามหลักการในข้อ 2.1 โดยใช้กรอบวงเงินงบประมาณตามที่ได้รับการจัดสรรเพื่อดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 (ตามข้อ 1.1) และได้มีการปรับปรุงกรอบวงเงินงบประมาณของแต่ละสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Specialized Financial Institutions: SFIs) ให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและภาระที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ทั้ง 6 แห่ง ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ (สงป.) เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงสภาพคล่องของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) แต่ละแห่งต่อไป
2. เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบ จาก COVID-19 ตามมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 ที่เสนอในข้อ 2.2.1 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
3. รับทราบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้โครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาลตามที่เสนอในข้อ 2.2.2 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปรวมทั้งรับทราบเป้าหมายลูกหนี้ที่จะได้รับการช่วยเหลือลดภาระหนี้ผ่านมาตรการของ กค. ตามที่เสนอในข้อ 3.
1. เรื่องเดิม
1.1 โครงการคุณสู้ เราช่วย
คณะรัฐมนตรีมีมติ (11 ธันวาคม 2567) เห็นชอบการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises: SMEs) (โครงการคุณสู้ เราช่วย) ของธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. ธอท. ธสน. และ ธพว. พร้อมอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำนวนรวมทั้งสิ้น 38,920 ล้านบาท เพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ทั้ง 6 แห่ง ตามโครงการคุณสู้ เราช่วย และรับทราบการปรับลดอัตราเงินนำส่งจากสถาบันการเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF Fee) เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ดำเนินมาตรการฯ รวมทั้งมีมติในส่วนอื่น ๆ
1.2 มาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19
คณะรัฐมนตรีมีมติ (5 พฤษภาคม 2564) เห็นชอบมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 รวมถึงอนุมัติงบประมาณวงเงินรวม 10,000 ล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อดำเนินมาตรการดังกล่าว มีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
|
หัวข้อ |
สาระสำคัญ |
|
วัตถุประสงค์ |
เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 |
|
แนวทางการ ดำเนินการ |
ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท |
|
ระยะเวลาการยื่น ขอสินเชื่อ |
ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (4 มกราคม 2565) ขยายระยะเวลาออกไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 |
|
งบประมาณ |
รัฐบาลชดเชยความเสียหายที่เกิดจากหนี้ NPLs รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000 ล้านบาท (แห่งละไม่เกิน 5,000 ล้านบาท) |
2. สาระสำคัญของเรื่อง
2.1 แนวทางการดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย ระยะที่ 2
ภายใต้เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง จากทั้งปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ส่งผลให้ความสามารถทางการแข่งขันลดลง และความท้าทายจากนโยบายการค้าโลกที่มีความไม่ชัดเจน และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะที่ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางจำนวนมากยังคงเผชิญกับปัญหาในการชำระหนี้ส่งผลให้คุณภาพสินเชื่อยังมีแนวโน้มปรับด้อยลง โดยเฉพาะสินเชื่อ SMEs และรายย่อย ดังนั้น กค. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้มีการหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาขยายคุณสมบัติโครงการคุณสู้ เราช่วย ภายใต้ “โครงการคุณสู้เราช่วย ระยะที่ 2” ซึ่งมีหลักการสำคัญเช่นเดียวกับการดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย ในระยะแรก คือ (1) ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้หนี้ (2) มาตรการเฉพาะกลุ่มที่เน้นช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่มีโอกาสรอดให้สามารถฟื้นตัวกลับมาชำระหนี้ได้ หรือกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้และ (3) เป็นมาตรการชั่วคราว ที่มีแนวทางป้องกันมิให้ลูกหนี้เสียวินัยในการชำระหนี้ (Moral Hazard) โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
2.1.1 มาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ ขยายคุณสมบัติลูกหนี้ให้ครอบคลุมลูกหนี้ที่มีสถานะดังต่อไปนี้ โดยยังคงใช้ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 (Cut-off Date)
|
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 (ตามข้อ 1.1) |
ข้อเสนอของ กค. ในครั้งนี้
|
|
(1) หนี้ที่มีการค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 30 วัน จนถึง 365 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ หรือ |
|
|
(2) หนี้ที่ไม่มีการค้างชำระหรือค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ ที่เคยมีประวัติการค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 30 วัน และได้รับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามมาตรการแก้หนี้อย่างยั่งยืน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 รวมถึงภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ในปี 2567 |
|
|
|
(3) หนี้ที่ไม่มีการค้างชำระหรือค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันไม่เกินกว่า 30 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 รวมถึงภายใต้หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ในปี 2567 |
|
|
(4) หนี้ที่มีการค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 365 วันเป็นต้นไป นับแต่วันถึงกำหนดชำระ |
|
ทั้งนี้ ประเภทสินเชื่อและวงเงินสินเชื่อ สถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการ และรูปแบบการให้ความช่วยเหลือและเงื่อนไขของมาตรการ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 (ตามข้อ 1.1) |
|
2.1.2 มาตรการจ่าย ปิด จบ ขยายคุณสมบัติลูกหนี้และประเภทสินเชื่อ ดังนี้
|
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 (ตามข้อ 1.1) |
ข้อเสนอของ กค. ในครั้งนี้
|
|
ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่ถูกจัดชั้นเป็น NPLs และมี ภาระหนี้คงค้างไม่เกิน 5,000 บาท โดยครอบคลุม สินเชื่อทุกประเภทที่กู้ในนามบุคคลธรรมดา โดยใช้ ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 (Cut-off Date)
|
(1) ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่ค้างชำระเงินต้นหรือ (2) ลูกหนี้ต้องมีภาระหนี้คงค้าง ณ วันที่ 31 ตุลาคม2567 ไม่เกินเพดานที่กำหนดของแต่ละประเภทสินเชื่อ ดังนี้ (2.1) กรณีสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) กำหนดภาระหนี้คงค้างไม่เกิน 10,000 บาทต่อบัญชี (2.2) กรณีสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secured Loan) กำหนดภาระหนี้คงค้างไม่เกิน 30,000 บาท ต่อบัญชี และมีวงเงินสินเชื่อต่อบัญชีตามที่กำหนดโดยลูกหนี้แต่ละรายสามารถเข้าร่วมมาตรการได้มากกว่า 1 บัญชี |
|
ทั้งนี้ สถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการ รูปแบบการให้ความช่วยเหลือและเงื่อนไขของมาตรการ เป็นไปตาม มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 (ตามข้อ 1.1) |
|
2.1.3 เพิ่มเติมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มเติมสำหรับหนี้ NPLS ที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) (มาตรการจ่าย ตัด ต้น) (เป็นมาตรการใหม่ที่เสนอมาในครั้งนี้)
|
หัวข้อ |
สาระสำคัญ |
|
วัตถุประสงค์ |
เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) ที่มียอดหนี้ไม่สูงและเป็น NPLs เพื่อให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น |
|
สถาบันการเงิน ที่เข้าร่วมมาตรการ |
(1) ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งรวมถึงบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจ (2) สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธอส. ธอท. ธสน. และ ธพว. |
|
คุณสมบัติลูกหนี้และประเภทสินเชื่อ |
เป็นหนี้ที่ค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเป็นระยะเวลารวมกันเกินกว่า 90 วัน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ และเป็นสินเชื่อ Unsecured Loan ที่มียอดหนี้คงค้างไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี ทั้งนี้ ประเภทสินเชื่อไม่รวมถึงประเภทลูกหนี้ตามมาตรการ จ่ายตรง คงทรัพย์ โดยต้องเป็นสัญญาสินเชื่อที่ทำขึ้นก่อนวันที่ |
|
รูปแบบการให้ ความช่วยเหลือและเงื่อนไข
|
(1) ปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขเป็นการผ่อนชำระคืนเป็นงวด (Term Loan)และกำหนดอัตราผ่อนชำระค่างวดต่อเดือนขั้นต่ำที่ร้อยละ 2 ของยอดเงินต้นคงค้างสินเชื่อ ก่อนเข้าร่วมมาตรการ เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยค่างวดที่ลูกหนี้ชำระจะนำไปชำระ ต้นเงินทั้งจำนวน สำหรับดอกเบี้ยจะพักการชำระไว้ทั้งหมดในช่วงระยะเวลา 3 ปี (2) ลูกหนี้ที่อยู่ในมาตรการจะไม่สามารถก่อหนี้อุปโภคบริโภคใหม่ใน 12 เดือนแรก (3) หากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ตลอดระยะเวลา 3 ปี สถาบันการเงินจะยกเว้นดอกเบี้ยที่พักไว้ให้ลูกหนี้ โดยสถาบันการเงินจะขอชดเชยดอกเบี้ยจากแหล่งเงินทุนภาครัฐร้อยละ 50 ของดอกเบี้ยที่ยกเว้นให้ลูกหนี้ และสถาบันการเงินจะรับภาระร้อยละ 50 |
2.1.4 แหล่งเงินจากภาครัฐในการดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 (ตามข้อ 1.1)
2.2 มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยเพิ่มเติมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) กค. ได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือลดภาระให้แก่ลูกหนี้รายย่อยของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ซึ่งมีความเปราะบางมากกว่าลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
2.2.1 การดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ตามมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19
|
ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา |
|
|
ลูกหนี้ตามมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 สถาบันการเงิน บัญชี ภาระหนี้คงเหลือ ธนาคารออมสิน 291,132 บัญชี 2,732 ล้านบาท ธ.ก.ส. 13,146 บัญชี 70 ล้านบาท รวม 304,278 บัญชี 2,802 ล้านบาท
โดยบางส่วนเป็นลูกหนี้ที่เคยมีประวัติการชำระหนี้ที่ดีมาตลอด แต่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้ และลูกหนี้บางส่วนที่เป็นหนี้ครั้งแรกเพราะต้องการเงินทุนไปหมุนเวียนในช่วงสถานการณ์ COVID-19 แต่ไม่สามารถชำระคืนหนี้ได้จนกลายเป็น NPLs ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือจะส่งผลให้ลูกหนี้มีประวัติเป็นหนี้เสียในข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (National Credit Bureau: NCB) และทำให้สูญเสียโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินในอนาคต |
|
|
แนวทางการช่วยเหลือ |
|
|
มติคณะรัฐมนตรี (5 พฤษภาคม 2564 ตามข้อ 2.2) |
ข้อเสนอของ กค. ในคราวนี้ |
|
รัฐบาลชดเชยความเสียหายที่เกิดจากหนี้ NPLs
|
ให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ดำเนินการติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ตามสมควรแก่กรณี โดยที่ยังไม่ดำเนินการตัดหนี้สูญออกจากบัญชี พร้อมทั้งให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. นำงบประมาณที่ได้รับชดเชยความเสียหายจาก NPLs ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 มาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้เพื่อไม่ให้เป็น NPLs หรือหมดสิ้นภาระหนี้ที่เกิดจากมาตรการดังกล่าวต่อไป |
2.2.2 มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้โครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล
|
แนวทางการช่วยเหลือ |
|
(1) ธนาคารออมสินดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้โครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาลอื่น ๆ ที่ได้รับการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก NPLs ที่มีภาระหนี้คงเหลือไม่เกิน 40,000 บาท ซึ่งมีจำนวนประมาณ (2) เพื่อให้ความช่วยเหลือครอบคลุมถึงลูกหนี้กลุ่มเกษตรกรและลูกหนี้กลุ่มเปราะบางมากขึ้น เห็นควรให้ธ.ก.ส. พิจารณามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ให้หมดภาระหนี้ได้เร็วขึ้นและหลุดพ้นจากประวัติหนี้เสียโดยเร็ว |
3. เป้าหมายลูกหนี้ที่จะได้รับการช่วยเหลือลดภาระหนี้ ผ่านมาตรการของ กค.
กค. ได้มีมาตรการเพื่อช่วยเหลือลดภาระหนี้ให้กับลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะช่วยเหลือลดภาระลูกหนี้ได้สูงสุด 6.1 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ทั้งสิ้นจำนวน 1.2 ล้านล้านบาท มีผลการดำเนินมาตรการและเป้าหมาย ดังนี้
3.1 ผลการดำเนินมาตรการ
|
มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ตามโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 |
|
ธนาคารออมสินช่วยเหลือลูกหนี NPLs ตามโครงการฯ เพื่อไม่ให้เป็น NPLs หรือหมดภาระหนี้แล้วจำนวน835,242 บัญชี ภาระหนี้ 5,854 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. ช่วยเหลือลูกหนี้แล้วจำนวน 256,921 บัญชี |
|
การจัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (ARI-AMC) |
|
เป็นการร่วมทุนระหว่างธนาคารออมสินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (BAM) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็น NPLS ให้เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ หรือไกล่เกลี่ยหนี้ โดย ARI-AMC รับโอนหนี้จากธนาคารออมสิน ครั้งที่ 1 แล้ว เมื่อวันที่ |
|
(1) เดิม กค. คาดว่าลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติที่ได้รับการช่วยเหลือผ่านโครงการคุณสู้ เราช่วย มีจำนวน (2) จากการสำรวจข้อมูลผลการคัดกรองคุณสมบัติจากสถาบันการเงิน ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 พบว่าลูกหนี้ที่ลงทะเบียนและมีคุณสมบัติเข้าข่ายร่วมโครงการได้ จำนวน 0.59 ล้านราย (คิดเป็น ร้อยละ 30 ของลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 1.9 ล้านราย) เป็นยอดหนี้ 430,000 ล้านบาท (คิดเป็น |
3.2 เป้าหมายมาตรการ
|
โครงการคุณสู้ เราช่วย (ระยะที่ 2) (ตามข้อ 3.1) |
|
(1) คาดว่ามีลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติที่ได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติมจำนวน 1.8 ล้านราย หรือ 2.0 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 310,000 ล้านบาท (2) เมื่อรวมความช่วยเหลือทั้งในโครงการคุณสู้ เราช่วย ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 แล้ว จะสามารถช่วยเหลือ ลูกหนี้ได้จำนวน 3.7 ล้านราย หรือ 4.1 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 1.2 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของจำนวนบัญชีสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์/รถจักรยานยนต์และสินเชื่อธุรกิจทั้งหมด |
|
มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ตามมาตรการสินเชื่อสู้ภัย |
|
คาดว่ามีลูกหนี้ของธนาคารออมสินที่มีคุณสมบัติที่ได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 291,132 บัญชี ภาระหนี้คงเหลือ 2,732 ล้านบาท และมีลูกหนี้ของ ธ.ก.ส. ที่มีคุณสมบัติที่ได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 13,146 บัญชี ภาระหนี้ คงเหลือ 70 ล้านบาท |
|
มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้โครงการสินชื่อตามนโยบายรัฐบาล (ตามข้อ 3.2.2) |
|
คาดว่ามีลูกหนี้ของธนาคารออมสินที่มีคุณสมบัติที่ได้รับการช่วยเหลือจำนวนประมาณ 220,000 บัญชี ภาระหนี้ประมาณ 6,600 ล้านบาท |
4. กค. ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 27 และมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ด้วยแล้ว
5. เรื่อง โครงการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบไมโครกริดในพื้นที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินการตามโครงการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบไมโครกริดในพื้นที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี (โครงการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ฯ) วงเงินลงทุนรวม 255 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ในประเทศ 191 ล้านบาท (ร้อยละ 75) และเงินรายได้ของ กฟภ. 64 ล้านบาท (ร้อยละ 25) ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
มท. รายงานว่า
1. เนื่องจากสายเคเบิลใต้น้ำขนาด 22 เควี ของเกาะสีชังได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุ กฟภ. ได้ทำการจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าบนเกาะสีชังโดยใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาความมั่นคง เสถียรภาพ และคุณภาพไฟฟ้าในพื้นที่ รวมถึงการขาดทุนในการประกอบกิจการประมาณ 100 ล้านบาท/ปี และปัญหาอื่น ๆ ดังนั้น กฟภ. จึงได้มีแนวคิดในการนำระบบไมโครกริด มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งได้จัดทำรายงานการศึกษาความเหมาะสมโครงการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ฯ และคณะกรรมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในคราวประชุมครั้งที่ 13/2567 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ได้ให้ความเห็นชอบ
โครงการดังกล่าวด้วยแล้ว
2. โครงการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ฯ มีสาระสำคัญสรุป ดังนี้
|
หัวข้อ |
สาระสำคัญ |
||||||||||||||||||||||
|
1. วัตถุประสงค์ |
1) สนับสนุนนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของภาครัฐ โดยเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน (Renewable Energy) (2) เพิ่มขีดความสามารถและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าบนเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี (3) สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน |
||||||||||||||||||||||
|
2. เป้าหมายและพื้นที่ดำเนินการ |
ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบไมโครกริดในพื้นที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ใช้พื้นที่ประมาณ 52 ไร่ เพื่อสร้างโครงสร้างรองรับแผงเซลล์แสงอาทิตย์ |
||||||||||||||||||||||
|
3. ปริมาณงาน |
(1) ระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ไม่น้อยกว่า 6 MWp 1 ระบบ (2) ระบบกักเก็บพลังงานด้วย ขนาด 2 MW/2.5 MWh และระบบ ควบคุม Monitoring พร้อมระบบสื่อสาร 1 ระบบ (3) งานปรับปรุงโรงไฟฟ้าดีเซล 1 งาน (4) งานปรับปรุงระบบจำหน่าย 1 งาน |
||||||||||||||||||||||
|
4. ระยะเวลาดำเนินการ |
2 ปี (พ.ศ. 2569-2570) |
||||||||||||||||||||||
|
5. วงเงินลงทุนของโครงการ |
225 ล้านบาท (เงินกู้ในประเทศ 191 ล้านบาท และเงินรายได้ กฟภ. 64 ล้านบาท |
||||||||||||||||||||||
|
6. ผลตอบแทนของโครงการ |
(1) การวิเคราะห์ความคุ้มค่าการเงิน
|
||||||||||||||||||||||
|
7. ประโยชน์ที่จะได้รับ |
(1) ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และเห็นสัดส่วน Renewable Energy (2) เพิ่มผลผลิตและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยว และธุรกิจต่อเนื่องบนพื้นที่เกาะ (3) ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรบนเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี (4) สร้างทัศนคติที่ดีของประชาชนต่อรัฐบาล ลดความเหลื่อมล้ำ แม้จะอยู่บนเกาะกลางทะเลที่ห่างไกล โดยประชาชนต้องได้รับการให้บริการจากโครงสร้างพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน |
||||||||||||||||||||||
6. เรื่อง การทบทวนการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2568
คณะรัฐมนตรีรับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2568 เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568เป็นต้นไป ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (2 เมษายน 2567) รับทราบประกาศ คณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำประเภทกิจการโรงแรม ลงวันที่ 27 มีนาคม 2567 เพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2567 เป็นต้นไปโดยใช้สำหรับนายจ้างและลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบกิจการประเภทกิจการโรงแรม ระดับ 4 ดาวขึ้นไป และมีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ในพื้นที่ 10 จังหวัดนำร่อง1 ในเขตพื้นที่ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูง โดยให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่ม เป็นอัตราวันละ 400 บาท (ปรับเพิ่มอัตราวันละ 30-55 บาท เฉพาะบางเขตพื้นที่) ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติ (24 ธันวาคม 2567) รับทราบประกาศคณะกรรมการค่าจ้างเรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 13) ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567 เพื่อลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไปซึ่งเป็นการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มในอัตราวันละ 7-55 บาท เป็นอัตราวันละ 337-400 บาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2568 จำแนกเป็น 17 อัตรา สรุปได้ ดังนี้
1.1 กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท ใน 4 จังหวัด และ 1 อำเภอ ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
1.2 กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 380 บาท ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
1.3 กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นอัตราวันละ 372 บาท ในเขตท้องที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แก่ จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการและสมุทรสาคร (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5)
1.4 กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 67 จังหวัดที่เหลือ โดยปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2
2. ในครั้งนี้คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 (คณะกรรมการชุดปัจจุบัน) ได้พิจารณาทบทวนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2568 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 โดยได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ใน 3 กลุ่ม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น (1) แรงงานมีขวัญและกำลังใจในการทำงาน มีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น (2) ผู้ประกอบการสามารถลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจะจูงใจให้มีแรงงานเข้าสู่สถานประกอบกิจการมากขึ้น ดังนี้
2.1 ให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่กรุงเทพมหานคร (ทุกพื้นที่) เพิ่มในอัตราวันละ 28 บาท เป็นอัตราวันละ 400 บาท (เดิม 372 บาท)
2.2 ให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในประเภทกิจการโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรม2 เฉพาะโรงแรมประเภท 2 (โรงแรมที่มีห้องพัก 50 ห้องขึ้นไป หรือมีห้องพักและห้องอาหารหรือสถานที่ประกอบอาหาร) ประเภท 3 (โรงแรมที่มีห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่ประกอบอาหาร สถานบริการ หรือห้องประชุมสัมมนา) และประเภท 4 (โรงแรมที่มีห้องพัก ห้องอาหารหรือสถานที่ประกอบอาหาร สถานบริการ และห้องประชุมสัมมนา) ทั่วประเทศ เป็นอัตราวันละ 400 บาท
2.3 ให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในประเภทกิจการสถานบริการ ตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ3 ทั่วประเทศ เป็นอัตราวันละ 400 บาท
ทั้งนี้ คณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 22 ได้เห็นชอบให้ประกาศใช้บังคับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป
[อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่อำเภอและจังหวัดอื่น ๆ ยังเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมตามประกาศ คณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 13) ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567)]
3. คณะกรรมการค่าจ้างจึงได้ออกประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 14) ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป และให้ยกเลิก (1) ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ประเภทกิจการโรงแรม ลงวันที่ 27 มีนาคม 2567 และ (2) ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 13) ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567
________________________________
1 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดกระบี่ ชลบุรี เขียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา ภูเก็ต ระยอง สงขลา และสุราษฎร์ธานี
2กิจการโรงแรม หมายถึง โรงแรมตามกฎกระทรวงกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจโรงแรม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566
3 กิจการสถานบริการ หมายถึง สถานบริการตามพระราชบัญญัติสถานบริการ (ฉบับที่ 4] พ.ศ. 2546 เช่น สถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายหรือให้บริการโดยมีรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่ง (เช่น จัดให้มีการแสดงดนตรีและการแสดงเพื่อการบันเทิงซึ่งปิดทำการหลังเวลา 24.00 นาฬิกา)
7. เรื่อง รายงานสถานการณ์การส่งออกของไทยประจำเดือน พฤษภาคม และ 5 เดือนแรกของปี 2568
คณะรัฐมนตรีรับทราบ เรื่อง รายงานสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2568 และ 5 เดือนแรกของปี 2568 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ
สาระสำคัญและข้อเท็จจริง
1. สรุปสถานการณ์การส่งออกของไทย ประจำเดือนพฤษภาคม และ 5 เดือนแรกของปี 2568
การส่งออกของไทยในเดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,025,477 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ที่ร้อยละ 18.4 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 20.3 การชะลอการบังคับใช้ภาษีศุลกากรต่างตอบแทนของสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้ความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น ในขณะที่สินค้าเกษตรกลับมาขยายตัวจากการส่งออกมันสำปะหลัง และผลไม้ที่เพิ่มขึ้นขึ้น โดยเฉพาะทุเรียน เงาะ และมังคุด ทั้งนี้ การส่งออกของไทย 5 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 14.9 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 13.9
มูลค่าการค้ารวม
มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 60,972.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 18.2 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออก มีมูลค่า 31,044.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 18.4 การนำเข้า มีมูลค่า 29,928.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวร้อยละ 18.0 ดุลการค้า เกินดุล 1,116.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวม 5 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้ารวม มีมูลค่า 277,527.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 13.1 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนการส่งออก มีมูลค่า 138,202.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐขยายตัวร้อยละ 14.9 การนำเข้า มีมูลค่า 139,325.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 11.3 ดุลการค้า ขาดดุล 1,123.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 2,026,639 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.6 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยการส่งออก มีมูลค่า 1,025,477 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.8 การนำเข้ามีมูลค่า 1,001,162 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.5 ดุลการค้า เกินดุล 24,315 ล้านบาท ภาพรวม 5 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้ารวม มีมูลค่า 9,376,787 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.5 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การส่งออก มีมูลค่า 4,640,426 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 8.2 การนำเข้ามีมูลค่า 4,736,361 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.9 ดุลการค้า ขาดดุล 95,936 ล้านบาท
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 8.1 (YoY) กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน โดยสินค้าเกษตร ขยายตัวร้อยละ 6.8 และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 10.1 โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 10.2 (ขยายตัวในตลาดจีน มาเลเซีย เวียดนาม สหรัฐฯ และกัมพูชา) ไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 9.3 (ขยายตัวในตลาดสหราชอามาจักร จีน มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ และเกาหลีใต้) ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 75.1 (ขยายตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย เมียนมา จีน และเวียดนาม) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 10.5 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ลิเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์) ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 25.5 (ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐ กัมพูชา ลาวและมาเลเซีย) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ขยายตัวร้อยละ 15.5 (ขยายตัวในตลาดจีน มาเลเซีย เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และอินเดีย) และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 24.9 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย และแคนาดา) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ข้าว หดตัวร้อยละ 9.9 (หดตัวในตลาดฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อิรัก ฮ่องกง และสิงคโปร์ แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ แอฟริกาใต้ จีน ไนจีเรีย และแคนาดา) ยางพารา หดตัวร้อยละ 7.8 (หดตัวในตลาดจีน มาเลเซีย สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และอินเดีย แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น เวียดนาม บราซิล เยอรมนี และอิตาลี) และเนื้อสัตว์และของปรุงแต่งที่ทำจากเนื้อสัตว์ หดตัวร้อยละ 0.1 (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ลาว ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แต่ขยายตัวในตลาดกัมพูชา เมียนมา ฮ่องกง เยอรมนี และสิงคโปร์) ทั้งนี้ 5 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 0.2
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม
มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 22.9 (Y๐Y) โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 104.0 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ และสิงคโปร์) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 15.0 (ขยายตัวในตลาดออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น เวียดนาม และสหรัฐฯ) ผลิตภัณฑ์ยาง ขยายตัวร้อยละ 34.2 (ขยายตัวในตลาด จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ขยายตัวตัวร้อยละ 34.8 (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์และเยอรมนี) แผงวงจรไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 41.4 (ขยายตัวในตลาดฮ่องกง ไต้หวัน จีน มาเลเซีย และสิงคโปร์) อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวร้อยละ 2.4 (ขยายตัวในตลาดอินเดีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิตาลี) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ เม็ดพลาสติก หดตัวร้อยละ 4.4 (หดตัวในตลาดจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ตุรกี เบลเยียม และกัมพูชา) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ20.8 (หดตัวในตลาดเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น จีน ลาว และฮ่องกง แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก สิงคโปร์ไอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ หดตัวร้อยละ 9.5 (หดตัวในตลาดจีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย เนเธอร์แลนด์ อียิปต์ และไต้หวัน) อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์และไดโอด หดตัวร้อยละ 32.1 (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง อินเดียสาธารณรัฐเช็ก และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน) ทั้งนี้ 5 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 19.6
ตลาดส่งออกสำคัญ
การส่งออกขยายตัวเกือบทุกตลาดสำคัญ ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากประเทศผู้นำเข้าเร่งสั่งซื้อสินค้า ในช่วงที่สหรัฐฯ ชะลอการบังคับใช้ภาษีต่างตอบแทนเป็นระยะเวลา 90 วัน ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 19.0 โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 35.1 จีน ร้อยละ 28.0 สหภาพยุโปร (27) ร้อยละ 16.6 และ CLMV ร้อยละ 20.8 แต่หดตัวเล็กน้อยในตลาดอาเซียน (5) ร้อยละ 0.3 และญี่ปุ่น ร้อยละ 0.9 (2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 18.6 โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ ร้อยละ 22.3 ทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 8.4 ตะวันออกกลาง ร้อยละ 22.8 แอฟริกา ร้อยละ 21.4 ลาตินอเมริกา ร้อยละ 15.9 รัสเซียและกลุ่ม CIS ร้อยละ 18.0 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 20.0 (3) ตลาดอื่น ๆ หดตัวร้อยละ 15.0
2. แนวโน้มการส่งออกระยะต่อไป
กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ต้องติดตามความคืบหน้าผลการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐฯ หลังจากที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่กรุงปารีส โดยไทยได้จัดส่งข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบความร่วมมือที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน โดยมีผลตอบรับในเชิงบวกจากฝั่งสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะปูทางไปสู่การเจรจาเพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ทางการค้า และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกรอบเจรจาที่เน้นสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงเฝ้าติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ความวุ่นวายในภูมิภาคตะวันออกกลาง และปัญหาการเบี่ยงเบนการค้า ซึ่งทางกระทรวงฯ ให้ความสำคัญสูงสุดและติดตามอย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกฝ่าย
ต่างประเทศ
8. เรื่อง องค์กรร่วมไทยมาเลเซียขอความเห็นชอบร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ แปลง B - 17 - 01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซีย
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ ดังนี้
1) เห็นชอบในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ (SA GSA 4) แปลง B - 17 - 01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย – มาเลเซียเพื่อให้ออกเป็นร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B - 17 - 01 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย - มาเลเซีย (พื้นที่พัฒนาร่วมฯ)
2) เห็นชอบให้องค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย (องค์กรร่วมฯ) โดยหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมฯ ลงนามในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ แปลง B - 17 - 01 กับผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติ และรองหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมฯ ลงนามในฐานะพยาน เมื่อร่างสัญญาดังกล่าวได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) แล้ว
สาระสำคัญของเรื่อง
1. การซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B - 17 - 01 เกิดขึ้นจากการที่องค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย และบริษัทผู้ประกอบการ [บริษัท PETRONAS Carigali (JDA) Sdn. Bhd. (PC JDA) และบริษัท PTTEP International Limited (PTTEPI) ในฐานะผู้ขายก๊าซธรรมชาติได้มีการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลงดังกล่าวกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท เปโตรนาส ในฐานะกลุ่มผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติ เพื่อนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในพื้นที่พัฒนาร่วมฯ ซึ่งที่ผ่านมาสัญญาดังกล่าวได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม รวม 3 ฉบับ เพื่อ (1) เลื่อนกำหนดการส่งมอบก๊าซธรรมชาติ (2) เพิ่มประเด็นเกี่ยวกับการชดใช้ค่าเสียหายและคุ้มครองกลุ่มผู้ขายจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุปกรณ์ในการผลิตที่กลุ่มผู้ซื้อติดตั้งเพิ่มเติม และ (3) กำหนดปริมาณซื้อขายก๊าซธรรมชาติส่วนเพิ่ม อย่างไรก็ดี โดยที่พื้นที่แปลงดังกล่าวได้มีการสำรวจและค้นพบก๊าซธรรมชาติที่คาดว่าจะสามารถผลิตได้ในเชิงพาณิชย์เพิ่มเติม ซึ่งกลุ่มผู้ขายก๊าซธรรมชาติและผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติมีความประสงค์ที่จะซื้อขายก๊าซธรรมชาติส่วนที่เพิ่มเติมนี้ [ปริมาณก๊าซธรรมชาติส่วนเพิ่ม 3 (Additional Volume 3)] แยกออกจากปริมาณส่งมอบตามสัญญาที่มีอยู่เดิม จึงได้ตกลงร่วมกันในการจัดทำร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง B - 17- 01
ทั้งนี้ คณะกรรมการองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย (องค์กรร่วมฯ) ครั้งที่ 149 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ได้พิจารณาร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 แล้ว และมีมติให้นำเสนอต่อรัฐบาลทั้งสองประเทศเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ดังนั้น พน. จึงขอนำเสนอร่างสัญญาดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาครั้งนี้
2. พน. แจ้งว่า การจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 จะก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น (1) การผลิตก๊าซธรรมชาติภายใต้สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นการรองรับการซื้อขาย ก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมต่อจากสัญญาเดิมที่มีในปัจจุบัน โดยจะทำให้ภาพรวมของแปลง B – 17 – 01 สามารถรักษาระดับการผลิตตาม DCQ ที่อัตรา 280 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ได้จนถึงสิ้นปี 2574 ก่อนที่อัตราการผลิตจะลดระดับลงเหลือ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน จนถึงสิ้นปี 2576 และลดระดับลงเหลือ 110 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน จนถึงสิ้นปี 2581 ทั้งนี้ การคาดการณ์ปริมาณการส่งขายก๊าซธรรมชาติภายใต้สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 มีประมาณทั้งสิ้น 680 พันล้านลูกบาศก์ฟุต (2) ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการได้รับค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งกำไรของรัฐเพิ่มขึ้นจากการประกอบกิจการปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมฯ โดยคาดการณ์ว่าการขายก๊าซธรรมชาติภายใต้สัญญานี้ องค์กรร่วมฯ จะมีรายได้ในส่วนที่เป็น ค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะถูกนำส่งให้แก่รัฐบาลทั้งสองประเทศต่อไป
9. เรื่อง การขอความเห็นชอบการจัดทำเอกสารการยอมรับของไทยต่อบทเพิ่มเติมสนธิสัญญาว่าด้วยเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบสำหรับจัดทำตราสารการยอมรับ (Instrument of Acceptance) ของไทยต่อบทเพิ่มเติมสนธิสัญญาว่าด้วยเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สนธิสัญญาฯ) (Addendum to the Treaty on the Southeast Asia Nuclear Weapon – Free Zone) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. เรื่องนี้เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติ (1 ตุลาคม 2567) เห็นชอบร่างบทเพิ่มเติมสนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สนธิสัญญา ฯ) ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ เพิ่มการระบุถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ – เลสเต (ติมอร์ – เลสเต) ให้สามารถยื่นภาคยานุวัติสารเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาฯ ได้ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (คณะกรรมาธิการฯ) ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศอาเซียนทั้งหมดได้มีมติรับรองบทเพิ่มเติมสนธิสัญญาดังกล่าวแล้ว และในการดำเนินการขั้นต่อไป ประเทศสมาชิกอาเซียนรวมถึงประเทศไทยจะต้องจัดทำตราสารการยอมรับบทเพิ่มเติมมสนธิสัญญาฯ เพื่อให้บทเพิ่มเติมสนธิสัญญาฯ มีผลบังคับใช้ ดังนั้น ในครั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความชอบสำหรับจัดทำตราสารการยอมรับ (Instrument of Acceptance) ของไทยต่อบทเพิ่มเติมสนธิสัญญาฯ ซึ่งคาดว่าจะมีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ที่มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 11 กรกฎาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า การจัดทำตราสารยอมรับต่อบทเพิ่มเติมสนธิสัญญาฯ เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
2. โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย จึงเข้าลักษณะเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 มาตรา 4 (7) ที่บัญญัติให้การเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีให้เสนอได้เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐบาลไทย
10. เรื่อง เอกสารผลลัพธ์การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการระดมทุนเพื่อการพัฒนา ครั้งที่ 4
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการต่อร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการระดมทุนเพื่อการพัฒนา ครั้งที่ 4 (ร่างสุดท้าย) Fourth International Conference on Financing for Development: FfD4) (การประชุม FfD4) (ร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กต. ดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายร่วมรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
สาระสำคัญของเรื่อง
1. การประชุม FfD เป็นเวทีการหารือภายใต้กรอบสหประชาชาติโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการหาแนวทางร่วมกันเกี่ยวกับการระดมทุนเพื่อการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ค.ศ. 2030 โดยมีการประชุมมาแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งการประชุมครั้งล่าสุดจัดขึ้น ณ กรุงแอดดิส อาบาบา สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเอธิโอเปีย ในครั้งนี้สเปนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม FfD4 ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 3 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองเซบียา สเปน โดยการประชุม FfD4 จะเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDGs ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันบรรลุได้เพียงร้อยละ 17 ของเป้าหมายทั้งหมด
2. ร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ เป็นเอกสารแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง ซึ่งมีสาระสำคัญเพื่อส่งเสริมการระดมและจัดสรรเงินทุนจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งภายในและระหว่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนและบรรลุเป้าหมาย SDGs ภายใน ปี ค.ศ. 2030 ดังนี้ (1) การปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงินระหว่างประเทศและการบริหารจัดการเศรษฐกิจโลก เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามีส่วนร่วมมากขึ้น (2) การส่งเสริมการระดมทุนผ่านแหล่งเงินภาครัฐในประเทศและจากภาคเอกชนทั้งภายในและนอกประเทศ (3) การเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศโดยกระตุ้นให้ประเทศพัฒนาเพิ่มความช่วยเหลือทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ (4) การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาโดยการลดอุปสรรคทางการค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงตลาดของประเทศกำลังพัฒนา (5) การบรรเทาปัญหาหนี้สาธารณะและการบริหารหนี้อย่างยั่งยืน (6) การใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือสำคัญในการเร่งการพัฒนาที่ยั่งยืนและเสริมสร้างขีดความสามารถให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม
ทั้งนี้ กต. ได้ขอให้กระทรวงการคลัง (กค.) (สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาให้ข้อคิดเห็นร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ แล้ว ซึ่ง กค. และ ธปท. พิจารณาแล้วไม่มีข้อขัดข้อง
3. ประโยชน์ที่ได้รับ : การร่วมรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ จะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการระดมทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและครอบคลุม โดยประเทศไทยมุ่งเน้นการพัฒนากลไกเชิงนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชนในกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในทางบวก เช่น การออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศ การออกพันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อมสังคม และธรรมาภิบาล เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและภาคการเงินในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ประเทศไทยสามารถใช้เวทีการประชุม FfD4 ในการแสดงวิสัยทัศน์และบทบาทเชิงรุกของไทยในการผลักดันการปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงินระหว่างประเทศผ่านกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue: ACD) ซึ่งประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานในปีนี้ และมีสาระสำคัญในการผลักดันเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมทางการเงินของโลกในมิติต่าง ๆ ตลอดจนยืนยันท่าทีของประเทศไทยในการสนับสนุนระบอบพหุภาคีในโลกที่แตกแยกในปัจจุบัน
4. กต. เห็นว่า ร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ ไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่จะมุ่งก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ประกอบกับไม่มีการลงนามในร่างเอกสารดังกล่าว ดังนั้น ร่างเอกสารผลลัพธ์ฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศและไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอามาจักรไทย
11. เรื่อง ร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย - สหภาพยุโรป ครั้งที่ 1
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างถ้อยแถลงร่วมของการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย – สหภาพยุโรป (คณะกรรมการร่วมฯ) ครั้งที่ 1 (ร่างถ้อยแถลงร่วม) ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างถ้อยแถลงร่วมฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ขอให้ กต. พิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก รวมทั้งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย สามารถร่วมรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมฯ กับผู้แทนของฝ่ายสหภาพยุโรป ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ
1. คณะรัฐมนตร์ได้มีมติ (2 เมษายน 2567) เห็นชอบกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้านระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (Thailand - European Union Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA) (กรอบความตกลง PCA) ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดแผนความร่วมมือด้านอย่างรอบด้าน กลไกระงับข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวข้องกับความตกลงเฉพาะอื่น ๆ ระหว่าง 2 ฝ่าย รวมถึงความตกลงการค้าเสรีที่จะมีการจัดทำขึ้นในอนาคต ครอบคลุมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนและการส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการค้าและการเข้าสู่ตลาดการค้าบริการซึ่งกันและกัน
2.ภายหลังจากที่กรอบความตกลง PCA มีผลบังคับใช้ไปพลางก่อนตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 ทั้ง 2 ฝ่าย ได้กำหนดให้การประชุมคณะกรรมการร่วมฯ ซึ่งเป็นการประชุมเป็นระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นกลไกหารือทดแทนการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Official Meeting: SOM) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทยและสหภาพยุโรปอย่างรอบด้านและเป็นรูปธรรม รวมทั้งเห็นพ้องที่จะสลับกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ โดยสหภาพยุโรปจะเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม ในการนี้ กต. และ กต. สหภาพยุโรปได้เห็นพ้องที่จะจัดทำถ้อยแถลงร่วมฯของการประชุมคณะกรรมการร่วมฯ ครั้งที่ 1 เพื่อเป็นเอกสารผลลัพธ์ที่จะประกาศภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมดังกล่าว โดยร่างถ้อยแถลงร่วมฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมของไทยและสหภาพยุโรปเพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกับในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และอยู่บนหลักการและค่านิยมสากลที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ทั้งนี้ กต. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้ข้อคิดเห็นต่อร่างถ้อยแถลงร่วมฯ และ กต. ได้ปรับเนื้อหาของร่างถ้อยแถลงฯ ตามข้อคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วยแล้ว
แต่งตั้ง
12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอแต่งตั้ง นายยงยส เนียมทรัพย์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ กรมชลประทาน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) (วิศวกรโยธาทรงคุณวุฒิ) กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นางอัมราภัสร์ อรรถชัยวัจน์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง [ผู้อำนวยการเฉพาะด้าน (วิชาการพยาบาล) สูง] กองการพยาบาล สำนักงานปลัดกระทรวง ให้ดำรงตำแหน่ง พยาบาลวิชาชีพทรงคุณวุฒิ (ด้านการพยาบาล) กลุ่มที่ปรึกษาระดับกระทรวงสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
14. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายประเสริฐ จันทรรวงทอง) ประธานกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เสนอแต่งตั้ง นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระเนื่องจากลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป โดยผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว
15. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เสนอแต่งตั้ง นายกองตรีธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี