มติศาลรธน.6:3/ฟันพ้นนายกฯ
‘อิ๊งค์’ไม่รอด
ชี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง
เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง
‘ครม.’หลุดด้วยทั้งคณะ
ส่งปปช.ฟันอาญาดาบ2
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คดีคลิปเสียง “แพทองธาร-ฮุนเซน”เห็นว่า ไม่ถึงขั้นขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีพ้นด้วยทั้งคณะ เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง ศาลลงมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ด้าน “แพทองธาร” แถลงน้อมรับคำวินิจฉัย ย้ำในบทสนทนาไม่มีประโยชน์ตัวเองบริสุทธิ์ใจ ตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติ หวังทุกฝ่ายช่วยกันสร้างเสถียรภาพการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ มีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ ในคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็น สว. 3 6คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธารและสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ศาลรัฐธรรมนูญว่า เจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ พร้อมมาตรการดูแลความปลอดภัย มีตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยจำนวน1กองร้อยจาก กองบัญชาการตำรวจนครบาล 2 หรือ บก.น.2 พร้อมเจ้าหน้าที่ EODและสุนัขตำรวจ รวมทั้งจัดรถจีโน่ รถควบคุมตัวผู้ต้องขัง รถดับเพลิง มาประจำด้านข้างศูนย์ราชการอาคาร1 ด้วย แต่เบื้องต้นยังไม่มีการประกาศเขตอำนาจศาล และสถานการณ์โดยทั่วไป เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ช่วงเช้ายังไม่มีการชุมนุม หรือมีกลุ่มมาให้กำลังใจแต่อย่างใด
ศาลรธน.ย้ำคลิปเสียงเป็นของจริง
เวลา 15.00น.คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย โดยสรุปว่า รธน.มีอำนาจวินิจฉัยวินิจฉัยได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา มาตรา 106 (4) และ (5) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี ที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจทางการเมือง ส่วนหลักฐานคลิปเสียงที่ผู้ถูกร้องระบุว่าไม่ควรนำมาเป็นหลักฐานเพราะได้มาโดยมิชอบ ศาลเห็นว่าศาลรธน.ใช้ระบบไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งนอกจากคลิปเสียงสนทนา ก็มีคลิปผู้ถูกร้อง แถลงยอมรับว่าเป็นคลิปจริงและการไต่สวนผู้ถูกร้อง ก็ยอมรับว่าเป็นคลิปจริง และคลิปเป็นหลักฐานสำคัญที่จะพิจารณา จึงฟังได้ว่าผู้ถูกร้องกล่าวตามในคลิปจริง ศาลจึงรับฟังคลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานได้
นายกฯต้องสุจริตเป็นที่ประจักษ์
การพิจารณาว่าคุณสมบัติของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงหรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า รธน.กำหนดให้คุณสมบัติต้องมีความสุจริตเป็นเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต้องได้รังความไว้วางใจอย่างสูงจากประชาชน และได้รับการตรวจสอบอย่างสูงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตามคำปรารภ ที่ไม่ให้ผู้บริหารที่ขาดคุณธรรมจริยธรรมเข้ามาดำรงตำแหน่ง เท่ากับคุณสมบัติของนายกฯต้องสูงกว่าส.ส.ด้วยเหตุที่จริยธรรมเป็นสิ่งที่ควรเป็นรากฐานของสังคม รธน.จึงกำหนดกรอบทางการเมืองว่า ต้องสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง คำว่าซื่อสัตย์ คือไม่คดโกง จริงใจ ไม่หลอกลวง สุจริต คือซื่อตรง ยึดมันในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น แสดงออกให้เห็นโดยทั่วไป เป็นความซื่อสัตย์สุจริตโดยทั่วไปต่อสังคม ส่วนมาตรฐานทางจริยธรรมครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิของชาติ
ไม่ผิดไม่ซื่อสัตย์-เจตนาทำปท.สงบ
ประเด็นว่า ผู้ถูกร้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่แค่การเรียกร้องให้มีคุณธรรมในรูปแบบของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องโปร่งใส เป็นที่ยอมรับ ปรากฎชัดเจนในสังคม มีน้ำหนักชัดเจนว่าไม่สุจริต หรือบิดเบือนผลประโยชน์ของชาติ ต้องพิจารณาถึงความได้สัดส่วน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าระหว่างคุยกับฮุนเซน สถานการณ์มีความตึงเครียดสูง แม้จะมีประชุมเจบีซี แต่ฮุนเซน กดดันให้ไทยเปิดด่าน เรียกแรงงานกลับ ผู้ถูกร้องจึงเจรจา แต่ไม่พบว่ามีการตอบรับข้อเสนอใดๆ ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆจของตำแหน่งแม่ทัพภาค 2 ไม่ส่งผลการเปิดด่าน ไม่ได้ทำตามข้อเสนอ การถือว่าไม่ซื่อสัตย์ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ถ้ายังรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ให้ขัดแย้งรุนแรงกระทบเอกราช บูรณภาพอาณาเขต ไม่ได้รับข้อเสนอ เป็นบ่อนทำลายประเทศชาติ การสนทนาเป็นการแสดงออกความไม่นิ่งเฉย เจตนรักษาความสงบสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯพึงกระทำ การกระทำจึงไม่เป็นการไม่ซื่้อสัตย์เป็นที่ประจักษ์
ตำหนิแม่ทัพ2-กัมพูชาได้ประโยชน์
เรื่องกระทำผิดจริยธรรม ผู้ถูกร้องเป็นหัวหน้ารัฐบาล จึงมี 2สถานะ คือประชาชน ที่มีเสรีภาพ และนายกฯที่ถูกจำกัดเสรีภาพ ต้องรักษาประโยชน์ประเทศมากกว่าประโยชน์ส่วนตน การติดต่อนานาประเทศ มีอำนาจกำหนดนโยบายบริหาร และรักษาอธิปไตย ปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ นายกฯจึงมีอำนาจตัดสินใจ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสนทนา เรื่องเปิดปิดด่าน สืบเนื่องจากการปะทะช่องบก แม้การสนทนาจะเป็นเวลาส่วนตัว แต่เนื้อหาเป็นเรื่องการเปิดด่าน เป็นความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่การสนทนาทั่วไป จึงไม่ใช่การกระทำในฐานะประชาชน แต่เป็นในฐานะนายกฯ ที่ผู้ถูกร้องต้องไม่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เมื่อฟังเนื้อหา ที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ที่อ้างว่าเป็นเทคนิคเจรจา มุ่งหมายลดความตึงเครียด แต่ฟังว่าไปอยู่ฝั่งเดียวกับฮุนเซน แต่แม่ทัพภาค 2 เป็นอีกฝั่งหนึ่ง ตำหนิว่าพูดจาไม่เป็นประโยชน์ประเทศชาติ ทำให้ฝ่ายกัมพูชาไปใช้ประโยชน์ได้
การเจรจาต้องรักษาผลประโยชน์ชาติ
การบอกว่าต้องหารือฝ่ายความมั่นคงและต้องการให้เขาแสดงท่าที ใช้เทคนิคตั้งคำถาม หาข้อเท็จจริง เพื่อนำมาพิจารณาต่อรองเงื่อนไขที่เป็นทางการ เห็นว่าผู้ถูกร้องทราบดีว่าฮุนเซน ไม่ใช่ผู้นำประเทศ ที่จะส่งผลผูกพันระหว่างประเทศ และยังบอกว่าคุยกับฮุนมาเนตด้วย ก็เท่ากับว่าประสงค์ใช้แนวทางแบบทางการและไม่เป็นทางการ ไม่ว่าใช้เทคนิคแบบไหน แต่ถ้าใช้บทบาทนายกฯสนทนา ก็ต้องใช้กรอบรธน.ที่กำหนดให้เห็นประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก รอบคอบระมัดระวัง คำนึงถึงกรอบจริยธรรม ไม่ใช่ว่าจะเจรจาได้อิสระตามอำเภอใจ ยิ่งเป็นการเจรจาเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ ทั้งที่รู้ว่ามีฝ่ายความมั่นคงร่วมด้วยได้ แต่ก็เลือกใช้วิธีนี้ ยิ่งต้องรับผิดชอบระมัดระวัง รักษาประโยชน์ของชาติมากยิ่งขึ้น
ให้เห็นใจหลาน-ลักษณะยอมจำนน
“การใช้คำว่า ให้เห็นใจหลาน ตอนนี้เขาไล่ไปเป็นนายกฯที่เขมร อยากได้อะไรก็บอกมาได้เลย…” ถ้อยคำเป็นการขอให้เห็นใจ เพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาอย่างหนัก ทำให้เสถียรภาพของผู้ถูกร้องสั่้นคลอน เรียกร้องให้เปิดด่านพร้อมกัน เพราะถ้าทำตามคำเรียกร้องจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ การพูดจาเป็นลักษณะยอมจำนน ยื่นข้อเรียกร้องใดๆได้ตามความต้องการ เป็นการยืนยันว่าไทยพร้อมเปิดด่าน ทั้งที่การเข้าร่วมประชุมสภาความมั่นคง มีมติให้กองทัพพิจารณาควบคุมจุดผ่านแดน พิจารณาจากเบาไปหาหนัก ต่อมา กองทัพควบคุมด่านทั่วประเทศ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติสภาความมั่นคงแต่อย่างใด
ไม่ไช่เทคนิคเจรจา-มุ่งประโยชน์ตัวเอง
ต่อมา มีข้อเสนอการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ที่ให้ตัดไฟ อินเตอร์เน็ต ในประเทศชายแดนที่เป็นแหล่งคอลเซนเตอร์และกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าไม่มีการนำเรื่องพื้นที่พิพาท 4 จุดเข้าศาลโลก และระบุว่าไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าในการปิดด่าน การยอมเปิดด่านพร้อมกัน ของฮุนเซน จึงเป็นการทำตามข้อเสนอฮุนเซน เพื่อรักษาสัมพันธ์ส่วนตัว และหวังแต่คะแนนนิยมตัวเอง ไม่คำนึงสถานการณ์ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ การกระทำย่อมทำให้วิญญูชนเข้าใจได้ว่าพร้อมทำตามข้อเสนอฮุนเซน เพราะรู้จักเป็นการส่วนตัว แม้ข้อเท็จจริงว่าหลังการสนทนา ผู้ถูกร้องเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็ก และแจ้งว่าคุยกับฮุนเซน แต่ไม่ได้บอกรายละเอียด อันเป็นการแสดงเจตนาปกปิด เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียหาย โดยเลขาฯสมช.บอกว่า เพิ่งทราบรายละเอียดการสนทนาจากคลิปที่เผยแพร่ในสาธารณะ การกระทำของผู้ถูกร้อง ที่ขอความเห็นใจจากฮุนเซน ไม่ใช่เทคนิคเจรจา แต่มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงผลประโยชน์ประเทศชาติ ทำให้เกียรติภูมิของประเทศ และนายกฯเสียหาย ทำให้ประชาชนคนไทยเสียหาย ขาดความภูมิใจ ขาดความไว้วางใจนายกฯ ไม่พิทักษ์เกียรติภูมิ รักษาประโยชน์ชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว อันเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง-ครม.พ้นด้วย
แม้จะกล่าวอ้างว่าเป็นการเจราจาส่วนตัว ให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง กระทบชีวิตทหารประชาชน แต่เมื่อการกระทำส่งผลกระทบภาพลักษณ์ เสียหายว่าคำนึงประโยชน์กัมพูชามากกว่า ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง เสียหายต่อเกียรติศักดิ์นายกฯ ปฏิบัติราชการไม่คำนึงประโยชน์ชาติ ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เมื่อพิจารณาถึงเจตนา จึงเป็นเรื่องร้ายแรง จึงมีพฤติกรรมฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม ทำให้ขาดคุณสมบัติตามรธน.มาตรา165 เรื่องอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย อาศัยเหตุผลข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่ 1ก.ค.2568 ตั้งแต่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ครม.พ้นทั้งคณะ
มติศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก6ต่อ3
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ3 (คือนายปัญญา อุดชาชน/ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม/นายวิรุฬห์ แสงเทียน /นายจิรนิต หะวานนท์ /นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายอุดม รัตน์อมฤต)วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 4 เสียง คือ นายปัญญา อุดชาชน/ นายวิรุฬห์ แสงเทียน /นายจิรนิติ หะวานนท์/ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ เห็นว่านางสาวแพทองธาร ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา160(4) และ(5)และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ2 เสียง;คือนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม;และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่านางสาวแพทองธาร ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ( 5 ) ทั้งนี้ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 1กรกฎาคม2568 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยจำนวน 3 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายสุเมธ ลอเจริญกุล เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมไม่ร้ายแรงความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง( 4) ประกอบมาตรา160 (4)และ(5) เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) ประกอบมาตรา160 (4) และ(5)แล้วรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา167วรรคหนึ่ง( 1)โดยให้นำมาตรา168 วรรคหนึ่ง(3) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15วันนับแต่วันที่อ่านคำวินิจฉัย
‘อิ๊งค์’น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรธน.
เวลา 16.30น.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ทั้งนี้ มีรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น นายภูมิธรรม เวชยชัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง พร้อมหัวหน้าและแกนนพรรคร่วมรัฐบาล พ.ต.อ.ทวี สอดาส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาตไทยพัฒนา นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า อย่างแรกด้วยความเคาพรต่อกระบวนการยุติธรรม ดิฉันขอน้อมรับคำวินิจฉัย ในฐานะคนไทยคนหนึ่งขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ความตั้งใจอย่างแท้จริงที่ทำเพื่อประเทศ ในบทสนทนานั้นไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ของตนเองสิ่งที่ยึดมั่นเสมอนั่นคือชีวิตของประชาชน ทหาร พลเรือน ตนตั้งใจจริงด้วยจิตใจมุ่งมั่นว่าจะทำอย่างไรเพื่อรักษาชีวิตของพวกเขาไว้ให้ได้ คลิปเกิดก่อนเกิดเหตุรุนแรง ตั้งใจจะสื่อสารจริงๆ คำตัดสินของศาล เป็นอีกครั้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเฉียบพลัน เราต้องมาช่วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาล ฝ่ายค้าน ประชาชน ทุกคนต้องมาร่วมใจกันสร้างเสถียรภาพให้กลับมาเข้มแข็ง ไม่ให้มีจุดเปลี่ยนอย่างเฉียบพลันเช่นนี้อีก
ขอบคุณปชช.ให้โอกาสได้มาทำงาน
ขอขอบพระคุณประชาชนที่ให้โอกาสตนทำงานเพื่อประเทศชาติมาเกือบ 1ปีเต็ม ภูมิใจที่มาอยู่ตรงนี้ นำประสบการณ์ความจั้งใจมาพัฒนาประเทศชาติ ทำให้ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาส ตนคิดว่ารัฐบาลจะนำเรื่องของโอกาสกลับมาให้ประชาชนให้ได้ เพราะการที่ประชาชนลืมตาอ้าปาก กินดีอยู่ดีได้ นั่นคือพื้นที่การเป็นประเทศที่เข้มแข็ง ตนในฐานะคนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สุดหัวใจ ยืนยันเรื่องนี้ ขอบคุณที่ให้โอกาส ขอบคุณครม.ที่ทำงานร่วมกันมา ให้ความรู้ ประสบการณ์ และรู้ข้อดีข้อเสียของตนเองและทำเพื่อประเทศให้ดีขึ้นได้ ตนยินดีทำทั้งนั้น จากนี้ขอส่งกำลังใจให้ทีมบริหารช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป ตนจะติดตามอย่างใกล้ชิดและเป็นพลังที่ดีของประเทศชาติต่อไป จากนั้น ได้มีเสียงปรบมือดังสนั่นให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี