วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
การพูดถึง “ด้อมส้ม” ในวันนี้ แทบแยกออกจากพรรคประชาชนไม่ได้อีกแล้ว
พรรคกับกลุ่มผู้สนับสนุนค่อย ๆ เดินมาซ้อนทับกัน จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองชุดเดียว
คิดไปทางเดียวกัน พูดในทิศเดียวกัน และมองการเมืองผ่านกรอบคล้ายกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อพรรคกับด้อมเคลื่อนไปพร้อมกัน ภาพลักษณ์ คำอธิบาย และความคาดหมาย จึงถูกสร้างผ่านสายตาของผู้สนับสนุนเป็นหลัก ทุกอย่างหมุนวนอยู่ใน พื้นที่ความคิดเดิม
จากจุดนั้น คำว่า “ความหวัง” ถูกหยิบมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ความหวังที่พูดถึง ไม่ใช่ความหวังของคนทั้งสังคม
มันคือความเชื่อที่ผู้สนับสนุนสร้างให้กันเอง ชื่นชมกันเอง และส่งต่อกันเองภายในกลุ่ม
ไม่มีใครทั้งประเทศมอบสถานะ
“ความหวังของประเทศ” ให้พรรคประชาชน แต่ด้อมส้มเลือกใช้คำนี้ เล่าซ้ำ ย้ำซ้ำ จนกลายเป็นเรื่องเล่าหลักของตัวเอง
เมื่อเรื่องเล่าถูกใช้ต่อเนื่อง พรรคก็ถูกมองผ่านภาพฝัน มากกว่าผ่านความจริงทางการเมือง ใครตั้งคำถาม มักถูกมองว่าไม่เข้าใจ
ทั้งที่ในความเป็นจริง หลายคนแค่ยังไม่เชื่อ หรือยังไม่ได้คาดหวังอะไรเลย
ปัญหานี้ไม่เกี่ยวกับวัย ไม่เกี่ยวกับคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ แต่มันเกี่ยวกับวุฒิภาวะทางความคิด และความสามารถในการแยกอุดมการณ์ออกจากการทำงานจริง
คนที่ผ่านโลกมาพอสมควร ไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่รู้ทันวิธีขายฝันทางการเมือง และรู้ว่าคำพูดกับการบริหารเป็นคนละเรื่อง
ด้อมส้มจำนวนไม่น้อย พยายามสร้างภาพว่าคนที่ไม่ชอบพรรคประชาชน คือคนล้าหลัง ไม่ทันโลก หรือยึดติดอดีต
ทั้งที่หลายคนเหล่านั้น เห็นการเมืองมาแล้วหลายยุค และรู้ดีว่าความฉะฉาน ไม่ได้แปลว่าทำได้จริง
ความคล่องแคล่วทางวาทกรรม ไม่ใช่หลักประกันของการแก้ปัญหาประเทศ คำพูดที่ฟังดูคม ไม่ได้ทำให้โครงสร้างซับซ้อนหายไป
แต่ด้อมส้มกลับหลงใหลในความคมคายเหล่านั้น จนมองข้ามคำถามพื้นฐาน เรื่องความเป็นไปได้ และต้นทุนที่ต้องจ่ายจริง
เมื่อการเมืองถูกย่อให้เหลือการแข่งขันทางคำพูด ความจริงก็ถูกดันออกไปทีละนิด
ข้อจำกัดทางกฎหมาย ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งหมดถูกมองว่าเป็นข้ออ้างของฝ่ายอื่น
ไม่ใช่เงื่อนไขที่ต้องเผชิญร่วมกัน
พรรคประชาชนถนัดการตั้งคำถามกับทุกสถาบัน ยกเว้นตัวเอง และด้อมส้มก็ทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังอย่างแข็งขัน
ใครแตะ ใครวิจารณ์ ใครสงสัย มักถูกตอบกลับด้วยอารมณ์ มากกว่าการอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผล
บรรยากาศแบบนี้ ทำให้พรรคดูเหมือนก้าวหน้า แต่กลับปิดพื้นที่การถกเถียงจริง เพราะคำถามที่ไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ มักถูกตีความว่าเป็นการโจมตี
อีกด้านหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือการหยิบแนวคิดของคนอื่นมาใช้ โดยไม่เข้าใจที่มา นโยบายหลายเรื่องถูกพูดเหมือนของใหม่
ทั้งที่มีคนทำมาก่อน คิดมาก่อน และผ่านความล้มเหลวมาแล้ว แต่ทั้งหมดถูกตัดทอน ให้เหลือเพียงคำสวย
การเมืองที่จริงใจ ต้องยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้ทุกอย่าง แต่การเมืองแบบด้อม ต้องดูเหมือนรู้หมด และต้องชนะทุกพื้นที่ถกเถียง
เมื่อความมั่นใจ ไม่ได้มาจาก ประสบการณ์จริง สภาวะที่ตามมา คือความอวดดีที่ค่อย ๆ ก่อตัว ฟังไม่เป็น และไม่เปิดรับข้อทักท้วง โดยเฉพาะจากคนนอกกลุ่ม
เวลาผ่านไป ช่องว่างระหว่างภาพฝันกับความจริงชัดขึ้น สิ่งที่เคยถูกเล่าว่าเป็นความหวัง กลายเป็นความอึดอัด เพราะต้องคอยอธิบาย คอยปกป้อง และคอยแก้ตัวแทนพรรคอยู่ตลอด
ความว่างเปล่าที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากการถูกใครทำร้าย แต่มาจากความเหนื่อยล้าของผู้สนับสนุนเอง ที่ต้องรักษาภาพเดิม ภาพที่ตัวเองร่วมกันสร้าง
คนจำนวนหนึ่งเริ่มถอยออกมา ไม่เชียร์ ไม่ด่า ไม่ปะทะ แต่เลือกมองด้วยระยะห่าง
เพราะเริ่มเห็นว่า การเมืองที่ไม่เปิดรับคำถาม ยังวนอยู่ในกรอบเดิม แค่เปลี่ยนสี
เปลี่ยนภาษา และเปลี่ยนคนเล่าเรื่อง
เมื่อเวลาผ่านไป สังคมจะไม่ตื่นตากับคำพูดคม ไม่หลงกับภาพลักษณ์ที่ถูกจัดวาง และไม่ปรบมือให้การเมือง ที่ตั้งคำถามกับคนอื่นได้ตลอด แต่ไม่ย้อนมองตัวเอง
การเมืองแบบด้อม อยู่ได้ด้วยอารมณ์ อยู่ได้ด้วยการเชียร์ และอยู่ได้ด้วยการปิดหูปิดตา
แต่สังคมไม่ได้หยุดคิด และไม่ยอมเดินตามบทเดิมไปเรื่อย ๆ
วันที่คำอธิบายเริ่มซ้ำ วันที่การแก้ตัวมากกว่าคำตอบ วันที่ภาพฝันรับน้ำหนักความจริงไม่ไหว การเมืองแบบด้อมจะอ่อนแรงลงเอง
พรรคประชาชนและด้อมส้ม อาจยังมีผู้สนับสนุน แต่ความศรัทธาที่ไม่ยอมรับคำถาม จะค่อย ๆ เสื่อม จนเหลือเพียงกลุ่มที่พูดกันเอง เชื่อกันเอง และปลอบใจกันเอง
การเมืองที่ไม่ยอมโตทางความคิด จะถูกทิ้งไว้ข้างทางโดยสังคม ไม่ใช่เพราะถูกใครล้ม แต่เพราะคนส่วนใหญ่เดินต่อ และไม่รอแล้ว
นี่คือภาพของการเมืองแบบด้อมส้มในวันที่สังคมรู้ทัน.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี