วันเสาร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569
‘บิ๊กโจ๊ก’หมดสิทธิ์กลับ‘สตช.’
ศาลชี้คำสั่งให้ออกชอบด้วยกม.
ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้อง“บิ๊กต่าย” กับพวก กรณีให้ “บิ๊กโจ๊ก”ออกจากราชการ ก่อนชี้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ ก.ตร.ทุกประการ ผู้ฟ้องคดีโดนศาลอาญาออกหมายจับเป็นเหตุรุนแรงคำสั่งชอบแล้ว ชี้คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมายแล้ว ระบุ เจ้าตัวต้องคดีอาญาร้ายแรงกระทบความเชื่อมั่นองค์กรตำรวจ “บิ๊กต่าย”มีอำนาจออกคำสั่งแม้เป็นรักษาการ ผบ.ตร. โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการสอบสวน ด้าน“บิ๊กโจ๊ก”เอาบ้าง ส่งทนาย ยื่น ปธ.รัฐสภา พิจารณาส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ตั้ง กก.อิสระ ตรวจสอบอำนาจ“พนง.สอบสวน ปปป.- ป.ป.ช.”ชง“คดีติดสินบนทองคำ” ยันขัดกฎหมาย-รธน.
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 9 มกราคม 2569 ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีตรอง ผบ.ตร.) ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ที่ห้องพิจารณาคดี 1 ชั้น 3 อาคาร ศาลปกครองสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร C ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานครศาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.), นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 กรณีที่มีคำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน
โดยคำพิพากษาของศาลฯ ระบุว่า คำสั่ง ผบ.ตร. ดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ กตร.ที่ให้อำนาจไว้ในการพิจารณา โดยมีมูลเหตุเนื่องจากผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการตำรวจระดับสูงที่โดนกล่าวหาด้วยข้อหาร้ายแรงจนศาลอาญาออกหมายจับซึ่งไม่ใช่เป็นความผิดลหุโทษหรือเกิดขึ้นจากความประมาทคำสั่ง ดังกล่าว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ซึ่งรักษาการ ผบ.ตร.จึงชอบด้วยกฎหมายเเละกฎหมายให้อำนาจกระทำได้
รวมทั้งคำสั่งให้ออกจากราชการของ พล.ต.อ.สุรเชษฐไม่ได้ส่งผลที่จะทำให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ซึ่งรักษาการ ผบ.ตร. ในขณะนั้นได้รับคัดเลือกในทันที ซึ่งการคัดเลือกยังต้องผ่านคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ พิจารณาความรู้ความสามารถคุณสมบัติและความประพฤติจึงไม่ใช่คำสั่งที่ไมเป็นกลาง
ศาลปกครองจึงมีคำสั่งยกฟ้อง ผบ.ตร.กับพวกทั้งสาม
โดยศาลฯ เห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 106/2567 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2567 ให้ มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ยังคงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ อยู่เช่นเดิมและยังคงเป็นข้าราชการตำรวจตามนิยามในมาตรา 4 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จึงยังอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 63 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจออกคำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน และแม้พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ จะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีอาวุโสสำดับที่ 2 ถัดจาก
จากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อาจเสนอชื่อให้ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ในการคัดเลือกข้าราช การตำรวจผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว นอกจากจะต้องคำนึงถึงลำดับอาวุโสแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยังต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปรามประกอบ ทั้งยังต้องพิจารณาผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติประกอบกันและยังต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร. อีกชั้นหนึ่ง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงยังไม่พอที่จะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ รักษาราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะทำการพิจารณาทางปกครองเพื่อมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่เป็นกลาง ดังนั้น พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองเรื่องดังกล่าวได้โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 16 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 และคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นคำสั่งตามข้อ (1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 2(พ.ศ.2540) ออกตามความในพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 จึงเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้น ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่จำต้องให้โอกาส พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อนออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 30วรรคสอง (6) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน2567 ให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อน ไม่ใช่การดำเนินการที่ต้องมีข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการสอบสวนก่อนตามมาตรา 120 วรรคสี่ แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 แต่เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 131 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อนได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการสอบสวนก่อนก็ตาม
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 177/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยไม่ได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนนั้น ตามมาตรา 117 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบกับ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2556 ข้อ 3 และข้อ 31 กำหนดให้ หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานเพียงพอจะเชื่อได้ว่า ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีมูลอันควรถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาย่อมมีดุลพินิจในการที่จะดำเนินการทางวินัยโดยการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการตำรวจผู้นั้น โดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอาญาออกหมายจับผู้ฟ้องคดี หมายจับที่ 1396/2567 ลงวันที่ 2 เมษายน2567 ระบุข้อความว่าพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ต้องหาว่ากระทำผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามสมควรแก่การตั้งเรื่องกล่าวหาในความผิดทางวินัย อันเป็นกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน
เมื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง มีหน้าที่และอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา แต่กลับตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดอาญาในฐานความผิดดังกล่าวเสียเอง ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของประชา ชนและภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างร้ายแรง อันถือเป็นความผิดเกี่ยวกับความประพฤติหรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ แม้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะไม่ได้ปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ยังดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงจะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงแต่ยังคงมีอำนาจเหนือผู้ใต้บังคับบัญชา และอาจเข้าไปมีอิทธิพลต่อการพิจารณาทางวินัยและในคดีอาญาหรือเข้ายุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในทางคดี
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีเหตุผลอันสมควรเชื่อได้ว่า หากให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ ซึ่งถือเป็นเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะพิจารณาสั่งพักราชการ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ตามข้อ 3 (1) ของกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ประกอบกับเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่เป็นเหตุให้มีการสอบสวนทางวินัยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แล้วเห็นได้ว่า กรณีดังกล่าวมีข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องหลายนาย โดยอยู่ต่างสังกัดกันและข้อเท็จจริงในคดีที่เกี่ยวข้องมีความสลับซับซ้อนจึงย่อมเห็นได้ว่า การสอบสวนพิจารณาเรื่องดังกล่าวจะไม่แล้วเสร็จไปโดยเร็ว อันเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ข้าราชการตำรวจผู้ถูกกล่าวหาออกจากราชการไว้ก่อนก็ได้ ตามข้อ 8วรรคหนึ่ง ของกฎ ก.ตร. ดังกล่าว คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยระบุเหตุผลประการหนึ่งว่า ถ้าให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการได้ จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547แล้ว และยังฟังไม่ได้ว่ามีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนโดยไม่สุจริต ดังนั้น คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 178/2567ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เรื่องแดงที่ อธ. 33/2567 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2567 ซึ่งอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเช่นเดียวกันกับคำสั่งดังกล่าว รวมทั้งประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 15สิงหาคม 2567 อันเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน”
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอ่านคำพิพากษาครั้งนี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้มอบหมายให้ทนายความเดินทางมารับฟังคำพิพากษาแทน และเมื่อฟังคำพิพากษาแล้วเสร็จทนายความก็ได้หลบผู้สื่อข่าวออกอีกทางประตูหนึ่งทันที
ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(อดีตรองผบ.ตร.) เข้ายื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา ในฐานะรักษาการประธานรัฐสภาเพื่อขอให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลฏีกา เพื่อตั้งกรรมการอิสระตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ไต่สวนตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และขัดต่อรัฐธรรมนูญ
จากนั้น นายสัญญาภัชระ แถลงว่า ตามกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวน ที่ตรวจสอบคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมถึงกรณีที่จะส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. รับเรื่องไว้ตรวจสอบนั้น ส่อว่าไม่มีอำนาจตามกฎหมายและส่อว่ากระทำการที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะข้อกล่าวหาดำเนินคดีเกี่ยวกับ ป.ป.ช.นั้น ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจตรวจสอบตนเอง ส่วนรายละเอียดที่เกิดขึ้นนั้นถูกมองว่าเข้าหลักเกณฑ์ตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่ากรณีกล่าวหาเรื่องกรรมการ ป.ป.ช.ร่ำรวยผิดปกติ มีช่องทางดำเนินคดีกับป.ป.ช. คือส่งให้ประธานรัฐสภา หรือให้สมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อ 1 ใน 5 หรือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งร่วมลงรายชื่อร่วมกัน20,000 คน เพื่อเสนอให้ ประธานรัฐสภาตรวจสอบและเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งไต่สวนคณะกรรมการอิสระและหากมีมูลส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด
เมื่อถามว่าตอนนี้ภาพจำของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่มีความน่าเชื่อถือเหลืออยู่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ภาพจำและข้อกฎหมายต่างกัน ตนมาพูดในเรื่องกฎหมาย ดังนั้นในเรื่องภาพจำขอให้เป็นเรื่องการพิสูจน์พยานหลักฐาน การตัดสินไม่สามารถตัดสินสิ่งนี้ได้ ต้องดูพยานหลักฐานว่ารับฟังได้ขนาดไหน พยานมาชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีรายละเอียดจำนวนมาก
เมื่อถามว่าการยื่นให้ สว.ตรวจสอบตั้งกรรมการอิสระไม่ใช่เป็นการแก้เกี้ยวใช่หรือไม่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ไม่มีความจำเป็น ที่ต้องแก้เกี้ยวเพราะการดำเนินการขององค์กรอิสระไม่ได้ทำให้คดีต้องล้มไป แต่ต้องให้เริ่มต้นกระบวนการอย่างถูกต้องดีเสียกว่าที่ทำไปอย่างไม่ถูกต้องแล้วจบไม่ได้ และไปฟาวล์ในภายหลัง ขณะที่การดำเนินการกับ กรรมการ ป.ป.ช. มีกฎหมายที่บัญญัติสำหรับการดำเนินคดีโดยเฉพาะ
เมื่อถามว่าการใช้กระบวนการกฎหมายตอนนี้ ถูกมองว่าเพื่อประวิงเวลาเปิดโอกาสให้ต่อรองคดีเกิดขึ้นได้ นายสัญญาภัชระ กล่าวปฎิเสธว่า ไม่ได้เป็นการถ่วงเวลา แต่ก่อนหน้านี้ส่งสัญญาณแล้วว่าไม่ถูกต้องขั้นตอน จึงต้องทำให้ถูกช่องทางแต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผมแพ้หรือชนะคดี ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องถ่วงเวลา”
ส่วนสาเหตุที่ใดเรื่องใหญ่เช่นนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถึงไม่ออกมาชี้แจงเอง นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เพราะไม่ต้องการให้เกิดการตอบโต้กันไปมา ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าเป็นการชี้นำ ซึ่งก่อนหน้านี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ชี้แจงไปแล้ว ส่วนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าหนีไปต่างประเทศแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากตนเข้าพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทุกวันเพื่อพูดคุยทั้งเรื่องคดีและกรณีอื่นๆ ที่เป็นส่วนที่ต้องรับทราบและหลังจากนี้ตนเองจะเข้าไปพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เช่นกัน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี