วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569
พรรคใหม่แข่งเดือด! โพลเผย'พรรคปวงชนไทย'ไล่ทัน'พรรคเศรษฐกิจ'

พรรคใหม่แข่งเดือด! โพลเผย'พรรคปวงชนไทย'ไล่ทัน'พรรคเศรษฐกิจ'

วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

พรรคใหม่แข่งเดือด! โพลเผย'พรรคปวงชนไทย'ไล่ทัน'พรรคเศรษฐกิจ'

เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2569 สำนักวิจัยซูเปอร์โพลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “พรรคการเมืองเปิดตัวใหม่” เพราะถือเป็นกลไกสำคัญของพัฒนาการทางประชาธิปไตยไทยในการสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ประชาชน ทั้งในมิติการเมืองเชิงนโยบายและการขยายพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ในระบบการเมือง ซูเปอร์โพลจึงจัดทำโครงการศึกษานี้ขึ้นเพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนต่อพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่อย่างเป็นระบบ บนฐานข้อมูลเชิงสถิติและหลักวิชาการที่ตรวจสอบได้ โดยมุ่งหวังให้สังคมไทยเห็นทิศทางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความนิยมของผู้นำพรรค แนวโน้มคะแนนเสียง และบริบทปัญหาเร่งด่วนของประเทศ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของประชาชนด้วยข้อมูลจริง และส่งเสริมการแข่งขันทางการเมืองที่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ


รายงานของซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า โพลนี้นำเสนอหลักสถิติ ประมาณการแนวโน้มคะแนนเสียงของพรรคการเมืองครั้งที่ 4 เฉพาะพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,275 ตัวอย่าง โดยใช้หลักสถิติประมาณการคะแนนเสียงในระดับประเทศ อาศัยประสบการณ์และแบบจำลองเชิงสถิติที่เคยใช้สำเร็จมาแล้วในอดีต เช่น กรณีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่โพลชี้ว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จะได้รับคะแนนประมาณ 1.2 ล้านเสียง ขณะที่ผลการนับคะแนนจริงอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านเสียง รวมถึงกรณีการทำโพลลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 พบว่า คนจะรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.5 และ กกต.ประกาศผลจริงว่า คนรับร่างรัฐธรรมนูญ 61.4

อ้างอิงจาก https://www.dailynews.co.th/news/1073585/ และโพลประชามติปี 2560 https://www.sanook.com/news/2035470/  โดยดำเนินการศึกษาครั้งนี้ระหว่างวันที่ 8 – 10 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ภายใต้ค่าคลาดเคลื่อนจากขนาดตัวอย่าง (Margin of Error) ±5%

กรอบการวิเคราะห์อ้างอิงฐานข้อมูลประชากรอายุ 18 ปีขึ้นไป จากทะเบียนราษฎร์ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 จำนวนทั้งสิ้น 53,057,546 คน เพื่อให้การประมาณการคะแนนเสียงอยู่บน “ฐานประชากรจริง” และสะท้อนพลวัตเชิงการเมืองระดับประเทศ

ผลประมาณการของซูเปอร์โพลครั้งนี้สะท้อนให้เห็น พลวัตการเมืองไทยกับพลังการใช้สิทธิของประชาชน อาศัยการวิเคราะห์จากประมาณการคะแนนเสียงระดับประเทศ ครั้งที่ 4 เพื่อยกระดับจาก “ค่าร้อยละในกลุ่มตัวอย่าง” ไปสู่ “ภาพประมาณการเชิงโครงสร้างระดับประเทศ” อันทำให้การตีความผลมีความหมายในมิติการวางยุทธศาสตร์และการออกแบบนโยบายสาธารณะมากขึ้น

เมื่อพิจารณาตัวเลขด้านพฤติกรรมการใช้สิทธิ ซึ่งเป็นตัวชี้สำคัญของความเข้มข้นของสนามเลือกตั้ง ผลประมาณการครั้งที่ 4 ชี้ว่า ประชาชนที่คาดว่าจะไปเลือกตั้งมีจำนวน 40.4 ล้านคน ขณะที่กลุ่มที่ “ไม่ไปเลือกตั้งหรือยังไม่แน่ใจ” อยู่ที่ 12.7 ล้านคน จากฐานรวม 53.1 ล้านคน เท่ากับว่าในโครงสร้างสนามรอบนี้ยังเป็นสนามที่มี “แรงขับการใช้สิทธิ” ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม รายงานซูเปอร์โพล ระบุว่า หากอ่านเชิงแนวโน้มต่อเนื่องจากการประมาณการครั้งก่อนหน้า จะพบว่า ครั้งที่ 3 เคยประมาณการว่าคนจะไปเลือกตั้งสูงกว่าเล็กน้อยที่ 40.8 ล้านคน และกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจต่ำกว่าอยู่ที่ 12.3 ล้านคน นั่นหมายความว่าในระยะสั้นล่าสุดเกิดการแกว่งกลับเล็กน้อย กล่าวคือ จำนวนผู้ไปใช้สิทธิลดลงราว 0.4 ล้านคน ขณะที่กลุ่มที่ไม่ไปหรือไม่แน่ใจเพิ่มขึ้นราว 0.4 ล้านคน ซึ่งในเชิงสังคมศาสตร์การเมืองสามารถตีความได้ว่า “ความตื่นตัว” ยังสูง แต่ “ความมั่นใจของการตัดสินใจ” ในบางส่วนเริ่มสั่นไหวหรือยืดเวลาออกไป ทั้งนี้ หากย้อนไปในภาพใหญ่จากครั้งที่ 1 ผลเคยประมาณการว่าผู้ไปเลือกตั้งอยู่ที่ 38.4 ล้านคน และไม่ไปหรือไม่แน่ใจสูงถึง 14.7 ล้านคน

เมื่อเทียบกับครั้งที่ 4 จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือผู้ไปเลือกตั้งเพิ่มสุทธิราว 2.0 ล้านคน ในขณะที่กลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจลดสุทธิราว 2.0 ล้านคน สะท้อนว่าเมื่อวันเลือกตั้งเข้าใกล้ “แรงจูงใจการมีส่วนร่วมทางการเมือง” จะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติของการแข่งขันในระบบประชาธิปไตย

รายงานซูเปอร์โพลระบุต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ในส่วนของ “วาระเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่” ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งตัวสะท้อนความคาดหวังและโจทย์เชิงนโยบายที่กำหนดทิศทางการเลือกตั้ง ผลการศึกษาชี้ชัดว่าประชาชนให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง การลดค่าครองชีพ คิดเป็นร้อยละ 44.7 และเรื่องยาเสพติดคิดเป็นร้อยละ 44.0 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกันมากจนกล่าวได้ว่าเป็น “วาระคู่แฝด” ของสังคมไทยในห้วงเวลานี้ เพราะมีช่องว่างเพียง 0.7 จุดร้อยละเท่านั้น ขณะที่ประเด็นเร่งด่วนอันดับถัดมาคือการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งสูงถึงร้อยละ 34.2 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีประชาชนมากกว่าหนึ่งในสามให้ความสำคัญกับอาชญากรรมออนไลน์และการหลอกลวงเป็นโจทย์หลักของรัฐบาลใหม่

โครงสร้างตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะสะท้อนว่า “ความเดือดร้อนของประชาชน” ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวดเดียว หากแต่เป็นสภาวะที่เชื่อมต่อกันระหว่างมิติรายได้–ค่าใช้จ่าย–ความมั่นคงในชีวิต กล่าวคือ ปากท้องไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจมหภาค แต่เป็นเศรษฐกิจครัวเรือนที่สัมพันธ์กับความปลอดภัยในชุมชน (ยาเสพติด) และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล (สแกมเมอร์) จึงทำให้รัฐบาลหรือพรรคการเมืองที่สามารถออกแบบนโยบายแบบ “แพ็กเดียวจบ” ซึ่งเชื่อมสามมิตินี้เข้าด้วยกัน จะมีความได้เปรียบทางการเมืองมากกว่าการนำเสนอแบบแยกส่วน เพราะพฤติกรรมประชาชนตัดสินใจจากความรู้สึกต่อความปลอดภัยในชีวิตประจำวันเป็นสำคัญ

เมื่อเจาะลึกไปยังความนิยมต่อ “โปรไฟล์ผู้นำพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่” ผลการศึกษาพบว่า โปรไฟล์ที่ประชาชนเลือกมากที่สุดคือผู้นำที่เป็นนักธุรกิจ เคยเป็นประธานสภาองค์การนายจ้าง และชูนโยบาย “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ได้รับความนิยมร้อยละ 19.0 รองลงมาคือโปรไฟล์ผู้นำที่เป็นอดีตนายทหารและอดีตผู้อำนวยการช่อง 5 มาพร้อมแนวคิดเมกะโปรเจกต์ ได้รับร้อยละ 15.7 และโปรไฟล์ผู้นำแบบนักวิชาการ อดีตอธิการบดี ที่เน้นนโยบายด้านการศึกษาและการสร้างคน ได้รับร้อยละ 14.1

การจัดลำดับดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แม้เป็นกลุ่ม “พรรคใหม่” แต่ประชาชนยังให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้เชิงปฏิบัติ โดยเฉพาะความสามารถสร้างงานและอาชีพซึ่งเชื่อมตรงกับวาระปากท้องที่สูงสุดร้อยละ 44.7 ในตารางโจทย์เร่งด่วนของประเทศ และทำให้โปรไฟล์เชิงเศรษฐกิจเชิงอาชีพขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหมวดพรรคใหม่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 19.0 ในทางสถิติยังไม่ใช่ “คะแนนท่วมท้น” แต่เป็น “ความได้เปรียบเชิงภาพจำ” หรือ brand advantage ในช่วงเริ่มต้น กล่าวคือถูกชอบมากที่สุดในกลุ่มโปรไฟล์ที่ให้เลือก แต่ยังจำเป็นต้องแปลงความชอบนั้นไปสู่ความเชื่อมั่นว่า “ทำได้จริง” และ “ทำทันที” หากชนะเลือกตั้ง เพราะพฤติกรรมผู้มีสิทธิในช่วงโค้งสุดท้ายมักถูกกำหนดด้วยความมั่นใจต่อศักยภาพรัฐบาลมากกว่าความรู้สึกชอบเชิงบุคลิกภาพเพียงอย่างเดียว

เมื่อเข้าสู่ส่วนสำคัญของรายงานซูเปอร์โพลคือ “ประมาณการคะแนนเสียงพรรคเปิดตัวใหม่” จะพบว่าเส้นทางการเติบโตของแต่ละพรรคมีรูปแบบแตกต่างกันอย่างชัดเจน พรรคปวงชนไทยมีคะแนนประมาณการเพิ่มจาก 477,518 คะแนนในครั้งที่ 1 มาเป็น 833,003 คะแนนในครั้งที่ 4 เพิ่มขึ้นสุทธิ 355,485 คะแนน ซึ่งเป็นการขยายตัวที่สูงที่สุดในกลุ่มพรรคใหม่ที่รายงานนี้ติดตาม ขณะที่พรรคเศรษฐกิจเริ่มต้นด้วยคะแนนที่สูงกว่าในครั้งที่ 1 ที่ 742,806 คะแนน แต่เพิ่มขึ้นมาเป็น 795,863 คะแนนในครั้งที่ 4 เพิ่มสุทธิ 53,057 คะแนน ซึ่งสะท้อนรูปแบบ “ทรงตัวและเติบโตช้า” ส่วนพรรคไทยก้าวใหม่เพิ่มจาก 265,288 คะแนนเป็น 371,403 คะแนน เพิ่มสุทธิ 106,115 คะแนน ซึ่งแสดงลักษณะ “เติบโตจากฐานเล็ก”

หากสังเคราะห์เชิงโครงสร้างจากตัวเลขนี้ สามารถอธิบายได้ว่า พรรคปวงชนไทยสะท้อนพลังของการสร้าง momentum ทางการเมืองในหมวดพรรคใหม่ กล่าวคือมีอัตราเร่งที่เด่นชัด ซึ่งมักเกิดจากการสื่อสารที่เชื่อมกับ pain point หลักของประชาชนอย่างตรงประเด็น โดยเฉพาะการนำประเด็นสร้างงานสร้างอาชีพไปจับกับความเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพ ในทางกลับกัน พรรคเศรษฐกิจแม้เริ่มจากฐานคะแนนที่สูงกว่า แต่การเติบโตที่น้อยอาจสะท้อนว่า “ฐานรับรู้เดิม” ไม่ได้ถูกต่อยอดให้เกิดแรงส่งใหม่ หรือยังไม่สามารถสร้างความแตกต่างเชิงนโยบายจนทำให้เกิดการไหลเข้าของคะแนนจากประชาชนกลุ่มลังเลได้มากนัก ส่วนพรรคไทยก้าวใหม่ซึ่งเติบโตจากฐานเล็กนั้น ชี้ว่ามีศักยภาพในการเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการสร้างคน แต่หากจะขยายไปสู่คนวงกว้าง จำเป็นต้องเชื่อมประเด็นการศึกษาให้ตอบโจทย์ปากท้องเป็นรูปธรรม เช่น “การศึกษาเพื่ออาชีพและรายได้” ไม่เช่นนั้นฐานคะแนนอาจจำกัดอยู่ในกลุ่มที่ให้คุณค่าสูงกับประเด็นเชิงนโยบายระยะยาว

โดยสรุป ผลการสำรวจครั้งที่ 4 ได้สะท้อนภาพการเมืองไทยใน 3 มิติที่สัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ มิติแรกคือสนามเลือกตั้งยังมีพลังการใช้สิทธิสูง โดยคาดว่าจะมีผู้ไปเลือกตั้งราว 40.4 ล้านคน แต่ความแกว่งระยะสั้นจากครั้งที่ 3 ชี้ว่าการลดความลังเลและสร้างแรงจูงใจการตัดสินใจยังเป็นโจทย์ใหญ่ มิติที่สองคือวาระหลักของประชาชนมีแกนชัดเจนและมีความเข้มสูงในสองอันดับแรกที่เกือบเท่ากัน คือปากท้องร้อยละ 44.7 และยาเสพติดร้อยละ 44.0 สะท้อนว่าการเมืองไทยเวลานี้ถูกขับเคลื่อนด้วยทั้ง “เศรษฐกิจครัวเรือน” และ “ความมั่นคงในชีวิตประจำวัน” พร้อมกับภัยคุกคามใหม่อย่างสแกมเมอร์ที่สูงถึงร้อยละ 34.2 มิติที่สามคือในหมวดพรรคใหม่ ภาพจำผู้นำที่โยงกับเศรษฐกิจและการสร้างอาชีพได้รับความนิยมมากที่สุดที่ร้อยละ 19.0 และสอดคล้องกับแนวโน้มคะแนนประมาณการที่พรรคปวงชนไทยขยายตัวเด่นจาก 477,518 เป็น 833,003 คะแนน

จากข้อค้นพบทั้งหมด ซูเปอร์โพลมีข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ การแข่งขันในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถใช้ “นโยบายแยกส่วน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองหรือรัฐบาลใหม่จำเป็นต้องนำเสนอการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ โดยผูกปากท้องเข้ากับความปลอดภัยทั้งออฟไลน์และออนไลน์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน เช่น มาตรการลดค่าครองชีพที่จับต้องได้ควบคู่กับการปราบยาเสพติดเชิงพื้นที่และการปราบสแกมเมอร์เชิงระบบ เพื่อทำให้ประชาชนรับรู้ว่า “รัฐบาลใหม่ปกป้องชีวิตจริงได้” ไม่ใช่เพียงเสนอนโยบายบนกระดาษ นอกจากนี้ ในเชิงการเมืองภาคปฏิบัติ ยังจำเป็นต้องเร่งลดกลุ่มไม่ไปหรือไม่แน่ใจที่ยังสูงถึง 12.7 ล้านคน เพราะกลุ่มนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่จะพลิกสมดุลคะแนนเสียงในโค้งสุดท้าย

ขณะที่สำหรับพรรคเปิดตัวใหม่โดยเฉพาะพรรคที่เติบโตแรง จำเป็นต้องพัฒนา “ความชอบต่อโปรไฟล์” ให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่นเชิงความสามารถ” ผ่านแผน 100 วันแรกถ้าได้เป็นรัฐบาลที่มีตัวชี้วัดชัดเจน ทีมทำงานที่ตรวจสอบได้ และตัวอย่างนโยบายที่ทำได้จริง เพื่อให้คะแนนที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นเพียงกระแสระยะสั้น แต่แปรเป็นความมั่นคงทางการเมืองในระยะยาวอย่างยั่งยืน

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top