วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "พรรคประชาชน - People's Party" โพสต์ข้อความระบุว่า ถ้าประเทศไทยเป็นเหมือนบริษัทหนึ่ง นายกรัฐมนตรีเป็นเหมือนกับ CEO ของบริษัท รัฐมนตรี DE ควรจะเป็นเหมือนกับ CTO คือ Chief Technology Officer (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี) เป็นคนที่ต้องมานั่งดูภาพรวม ว่าประเทศเราควรจะเอาเทคโนโลยีไปใช้ทางไหน แล้วก็ต้องทำงานร่วมกับนายกฯ ดังนั้น ทั้งนายกฯ และรัฐมนตรี DE ต้องทำงานร่วมกับทุกๆ กระทรวง ทุกกระทรวงต้องมีเทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรก็ต้องมีเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณสุขต้องมีเทคโนโลยี
.
มันควรจะเป็นเหมือนกับ Group CTO ซึ่งทุกๆ กระทรวงก็จะต้องมีคนเก่งเทคโนโลยีมาอยู่รวมกัน อยู่เป็นกรุ๊ปเดียวกัน พอเราจะตัดสินใจเรื่องเทคโนโลยีอะไรต่างๆ เราตัดสินใจร่วมกัน แล้วทำให้ทุกกระทรวงเดินไปในทิศทางเดียวกัน ซื้อซอฟต์แวร์แบบเดียวกัน ใช้เทคโนโลยีร่วมกัน ทุกอย่างไปด้วยกัน เป็นคนที่คอยสนับสนุนทุกกระทรวงในด้านเทคโนโลยีให้ทำงานได้เร็วมากขึ้น
.
นั่นแค่เสาที่หนึ่ง
.
เสาที่สองคือ Digital Economy เปลี่ยนเศรษฐกิจจากเดิมที่เป็นเกษตรหรือท่องเที่ยวแบบเดิม เราจะ Digitize ให้ธุรกิจเข้าสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่มากขึ้น
.
อย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือ คนไทยค้าขายบนแพลตฟอร์มหมดแล้ว แต่เป็นแพลตฟอร์มต่างชาติหมด เรายืมจมูกต่างชาติหายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ วันนี้เค้าขึ้นราคาไปเรื่อยๆ แต่ภาครัฐไม่มีใครเข้าไปควบคุมเลย กลายเป็นว่า หนึ่ง ถ้าเกิดแพลตฟอร์มเหล่านี้ทำการปิดหรือเริ่มใช้อำนาจเหนือตลาดในการควบคุม ซึ่งวันนี้เค้าเริ่มใช้แล้ว คำถามคือผู้ประกอบการทำยังไง วันนี้ผู้ประกอบการไทยที่ขายของออนไลน์ทั่วประเทศมีปัญหามากมายกับการที่โดนแพลตฟอร์มเหล่านี้ใช้อำนาจเหนือตลาดในการควบคุม โดนปิดข้อมูล โดนขึ้นราคา ของที่เมื่อก่อนคุณขายได้ดีวันนี้ขายไม่ดีแล้ว เพราะอะไร คุณต้องซื้อโฆษณา
.
เมื่อแพลตฟอร์มเหล่านี้มีอำนาจเหนือตลาด และรัฐไม่เคยเข้าไปดูแลเลย สิ่งที่รัฐต้องเริ่มเข้าไปดูก็คือ เข้าไปสอดส่อง เข้าไปทำงานร่วมกัน คุณอย่าเอาเปรียบผู้ค้าในประเทศไทย เพราะวันนี้บอกได้เลยว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้กำไรขึ้นอย่างต่อเนื่อง
.
ในขณะเดียวกัน เราไม่ได้พูดถึงเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดในประเทศไทย เรากำลังโตมาก แต่ปรากฏว่าคนไทย ไม่ว่ารุ่นไหน วันนี้กำลังทำให้เกิดการขาดดุลดิจิทัลมหาศาล ทุกคนเคยนับไหมครับว่าเดือนๆ หนึ่งเราจ่ายเงินให้กับบริการดิจิทัลออนไลน์นอกประเทศเท่าไร ผมเองอาจจะหลายพันบาทต่อเดือน ปีหนึ่งจ่ายประมาณ 30,000-40,000 บาท กับการจ่ายค่า Netflix จ่ายการค่า Google Cloud จ่ายค่า iCloud จ่าย Spotify จ่าย YouTube ยังไม่นับที่เวลาเราสั่งอาหารผ่านแอปฯ ก็เช่นกัน
.
ผมเคยประมาณการว่าปีๆ หนึ่ง เงินเกือบ 200,000 ล้านบาทหลุดออกไปนอกประเทศ และไม่รวมถึงชาวต่างชาติ อย่างชาวจีน ที่เข้ามาขายของในประเทศไทยใน Lazada, Shopee หรือ TikTok คำถามคือ เดี๋ยวนี้คนซื้อของที่ไหน ทุกคนซื้อออนไลน์หมด ถูกกว่า มีโปรโมชั่น ของเลือกเยอะกว่า ส่งฟรี เคลมได้ด้วย แต่เคยนับไหมว่าสินค้าที่เราซื้อในออนไลน์ ลองดูย้อนหลังสัก 2 เดือนที่ผ่านมา ในนั้นเป็นสินค้าที่ส่งจากต่างประเทศกี่ชิ้น เยอะมาก บางคนอาจจะเกินครึ่งด้วยซ้ำไป สินค้าทั้งหมดมาจากประเทศจีนโดยตรง นั่นหมายถึงเราอาจจะซื้อไปเดือนหนึ่งสัก 2,000-3,000 บาท แต่เงินไม่ลงมาอยู่ในเศรษฐกิจไทย มันถูกกระชากออกกลับไปที่ต่างประเทศทันที พอเราขายได้ปุ๊บ เงินเข้าไปในแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มโอนเงินเหล่านี้กลับประเทศจีนได้ทันที
.
คำถามคือ เศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไง ในขณะที่เม็ดเงินควรจะหมุนเวียนอยู่ในประเทศ กลับถูกดึงออกนอกประเทศผ่านการค้า E-commerce ผ่านการใช้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งรัฐไม่เคยมองพวกนี้เลย
.
สิ่งหนึ่งที่เราต้องพยายามจัดการ คือทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้มีความเท่าเทียมกับคนไทยมากขึ้น จะเป็นไปได้ไหมที่เราสามารถเปลี่ยนแพลตฟอร์มเหล่านี้ อย่างเช่น Lazada Shopee TikTok ที่วันนี้อยู่ในอาเซียนครบทุกประเทศ ตอนนี้สินค้าจีนทะลุผ่านแพลตฟอร์มนี้เข้ามาในไทย จะดีกว่าไหมถ้าเราเปลี่ยนให้เอาสินค้าไทยทะลุออกไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เพราะผู้ประกอบการไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว
.
แนวคิดของผมคือ เราจะเปลี่ยนจาก ‘โดนรุกเข้ามา’ เป็นการ ‘รุกออกไปข้างนอก’ แทน ด้วยเทคโนโลยีเดียวกันนี้ โดยรัฐบาลสนับสนุนผู้ประกอบการ รัฐบาลจับมือเอกชนไปตั้งเป็นโกดังหรือศูนย์กระจายสินค้าในประเทศต่างๆ แทนที่สินค้าจะส่งจากไทยไป มันใช้เวลา อันไหนขายดีก็ไปตั้งรออยู่ที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม แล้วก็ใช้แพลตฟอร์มพวกนี้ขายตรงไปยังในคนในอาเซียน ขายได้ปุ๊บเราดึงเม็ดเงินเหล่านี้กลับในประเทศ
.
ผมก็ถามตัวเองเหมือนกัน ผมทำธุรกิจ ก็จะมีวัตถุประสงค์มันว่าเราทำธุรกิจเพื่ออะไร การทำธุรกิจของผมแต่ละอย่างไม่ได้มองกำไรขาดทุน แต่ผมท้าทายตัวเองมากกว่านั้น ว่าธุรกิจที่เราทำอยู่ปัจจุบันจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและสังคมไทยหรือเปล่า
.
พูดจริงๆ การที่ผันตัวเองเข้ามาในโลกการเมือง มันกระตุกเพื่อนๆ ผมหลายคนในวงการเทคโนโลยีเยอะมาก คือนักธุรกิจกับโลกการเมืองมันคู่ขนานกัน ไม่มีใครอยากเข้ามาหรอก เพราะมันไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจของเรา
.
ผมมองว่าต้องมีใครสักคนออกมาทำ ฉะนั้นพอเราออกมาข้างนอก สิ่งที่ผมต้องทำให้เขาเห็นต่อคือ เราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือเปล่า เมื่อเราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงจากเราคนหนึ่งที่ออกมา ผมเชื่อว่าในอนาคตจะมีคนอย่างผมออกมาอีกเยอะทีเดียว คนที่จะไม่ทนต่อการที่ให้ประเทศเป็นอย่างนี้ คนที่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถ และอยากจะออกมาแก้ปัญหา เราอยากจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นเดินตามหลังเรามา แล้วมาสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับเรา
.
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ Pawoot Pom Pongvitayapanu
ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านดิจิทัล
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี