วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
การจับกุมผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชนอย่างน้อยสองรายในช่วงหาเสียง กลายเป็นเรื่องใหญ่ทางการเมืองทันที เพราะคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์และเส้นทางการเงินที่เข้าข่ายฟอกเงิน ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่สังคมไทยรับรู้ตรงกันมานานว่าเป็นปัญหาหนัก ทำลายทั้งเศรษฐกิจและสังคม และเป็นกลุ่มคดีที่รัฐประกาศจัดการจริงจัง
ผู้สมัครทั้งสองรายลงในนามพรรคประชาชน หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าพรรคส้ม การดำเนินคดีเกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณชน อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย ยังไม่มีคำพิพากษา ยังไม่มีข้อยุติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ กฎหมายได้เริ่มทำงานกับคนของพรรคการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
ไม่นานหลังจากนั้น ความเห็นจากบุคคลสำคัญของพรรคส้มถูกเผยแพร่ออกมา บุคคลนั้นคือ มุนินทร์ พงศาปาน นักกฎหมายที่พรรควางตัวเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หากพรรคประชาชนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ความเห็นดังกล่าวพูดถึงแนวทางว่า ในอนาคตอาจต้องมาพิจารณากฎหมายบางฉบับใหม่ เพื่อให้การจับกุมผู้สมัครช่วงเลือกตั้งต้องรอบคอบมากขึ้น โดยให้ดูทั้งเรื่องเหตุจูงใจทางการเมืองและช่วงเวลาที่ดำเนินคดี
ในเชิงรูปแบบ นี่เป็นเพียงความเห็น ยังไม่ใช่การแก้กฎหมาย และยังไม่ใช่การใช้อำนาจใด ๆ แต่ในความเป็นจริงทางการเมือง ความเห็นแบบนี้ไม่อาจตัดขาดจากสถานการณ์ตรงหน้าได้ เพราะมันเกิดขึ้นในวันที่คนของพรรคเดียวกันกำลังถูกดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรง
คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ใครมีสิทธิแสดงความเห็นหรือไม่ แต่อยู่ที่วิธีคิดแบบนี้สะท้อนอะไร และหากวันหนึ่งต้องไปกำหนดนโยบายด้านกฎหมายทั้งประเทศ วิธีคิดนี้จะพาเรื่องไปทางไหน
เมื่อดูเนื้อหาของความเห็นให้ชัด จะเห็นว่าจุดตั้งต้นคือความกังวลว่า การบังคับใช้กฎหมายในช่วงเลือกตั้งอาจถูกนำไปใช้เพื่อผลทางการเมืองได้ ความคิดลักษณะนี้เคยถูกพูดถึงในหลายประเทศ และไม่ใช่เรื่องแปลกในเชิงทฤษฎี
แต่ปัญหาคือการนำแนวคิดนี้มาอธิบายสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริง เพราะคดีที่ผู้สมัครพรรคส้มกำลังเผชิญ ไม่ใช่คดีการเมือง ไม่ใช่คดีการชุมนุม และไม่ใช่คดีจากการแสดงความคิดเห็น แต่เป็นคดีเว็บพนันและฟอกเงิน ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่มีหลักฐานเชิงธุรกรรม เส้นทางการเงิน และเครือข่ายที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นฐานในการดำเนินคดี
การโยงคดีลักษณะนี้เข้ากับบริบททางการเมือง จึงทำให้สังคมตั้งคำถามทันทีว่า นี่คือความห่วงใยเรื่องหลักการ หรือเป็นการช่วยลดแรงกระแทกให้กับพรรคของตัวเอง
หัวใจของเรื่องอยู่ที่การเปิดช่องให้พิจารณาปัจจัยพิเศษเพิ่มเติมก่อนการจับกุม หากกฎหมายต้องให้ดูเรื่องเวลา หรือสถานะทางการเมืองของผู้ต้องหาเพิ่มเข้าไป นั่นหมายความว่า กฎหมายอาจไม่ได้ทำงานจากข้อเท็จจริงของคดีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
เมื่อกฎหมายเริ่มต้องชั่งน้ำหนักคนกับคดี ความเท่าเทียมย่อมสั่นคลอน และเมื่อประชาชนรู้สึกว่ามาตรฐานอาจไม่เหมือนกัน ความเชื่อมั่นต่อทั้งระบบย่อมลดลงตามไปด้วย
เมื่อโยงเรื่องนี้เข้ากับสนามเลือกตั้ง ภาพยิ่งชัด พรรคส้มสร้างคะแนนนิยมจากภาพลักษณ์การเมืองที่เน้นความเข้มงวดของกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ และย้ำเสมอว่าใครทำผิดต้องรับผลของกฎหมาย ภาพแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้พรรคได้ใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก
แต่เมื่อคดีเว็บพนันและฟอกเงินเกิดขึ้นกับผู้สมัครของพรรคเอง สิ่งที่ประชาชนจับตาคือท่าทีของพรรค ว่าจะยืนอยู่กับหลักเดิมหรือไม่ ความเห็นที่พยายามอธิบายคดีอาญาหนักผ่านมุมการเมือง ถูกมองจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนว่า เป็นการเปลี่ยนวิธีพูดทันทีที่กฎหมายเริ่มกระทบฝ่ายตัวเอง
สำหรับคนที่ยังไม่เลือกข้างแบบตายตัว ภาพนี้สร้างความลังเล เพราะมันต่างจากสิ่งที่พรรคเคยใช้พูดกับการเมืองแบบเก่า และแม้จะไม่มีใครกล่าวหาโดยตรง แต่ความรู้สึกคลางแคลงใจก็เกิดขึ้นแล้ว
ผลที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่เรื่องคดี แต่คือคะแนนความเชื่อถือในระยะยาว เพราะสิ่งที่พรรคส้มขายมาตลอดคือความสม่ำเสมอของมาตรฐาน เมื่อมาตรฐานเริ่มถูกตั้งคำถาม ความได้เปรียบย่อมหายไปเอง
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือภาพในระยะยาว หากผู้กำหนดทิศทางด้านกฎหมายมองคดีอาชญากรรมร้ายแรงผ่านเลนส์การเมือง ความศรัทธาของสังคมต่อกฎหมายย่อมลดลง และความเสียหายแบบนี้แก้ยากกว่าการแพ้หรือชนะเลือกตั้ง
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่เรื่องผู้สมัครสองรายจะผิดหรือไม่ เพราะศาลเป็นผู้ตัดสิน แต่เป็นคำถามถึงอนาคตของระบบกฎหมาย หากวันหนึ่งพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล และคนที่มีแนวคิดเช่นนี้ต้องมากำหนดทิศทางด้านกฎหมายของประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายทางกฎหมาย วางแนวทางการปฏิรูป และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายยืนอยู่เหนือทุกฝ่าย หากจุดตั้งต้นคือความไม่ไว้วางใจในกระบวนการทันทีที่กฎหมายกระทบพรรคของตนเอง คำถามเรื่องความเสมอภาคย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงความเห็น ยังไม่มีการแก้กฎหมาย และยังไม่มีการใช้อำนาจ แต่ความเห็นของคนที่อาจมีอำนาจในอนาคต ย่อมสะท้อนวิธีใช้กฎหมายในวันข้างหน้าได้เสมอ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่สังคมควรถามให้ชัด ตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่คำว่า “ว่าที่” จะหายไป และก่อนที่กฎหมายจะถูกมองผ่านสีของพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายแล้ว คนที่เสียประโยชน์ที่สุดจะไม่ใช่ฝ่ายการเมือง แต่คือประชาชนทั้งประเทศ
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี