เลขาฯส้มเดิมพัน 200 เก้าอี้! ตั้งเงื่อนไขบนความถดถอย?

เลขาฯส้มเดิมพัน 200 เก้าอี้! ตั้งเงื่อนไขบนความถดถอย?

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

คำพูดของ ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน หรือพรรคส้ม ที่ระบุว่าหากการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคได้ สส. ไม่ถึง 200 ที่นั่ง ตนพร้อม “พิจารณาตัวเอง” ฟังในชั้นแรกอาจดูเหมือนท่าทีรับผิดทางการเมือง

แต่เมื่อวางลงบนสภาพสนามเลือกตั้งจริง คำพูดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเป้าหมาย หากทำหน้าที่เป็นคำอธิบายล่วงหน้ามากกว่า


การเมืองที่มั่นใจว่าจะชนะ มักพูดถึงการขยายฐาน วิธีปิดเกม หรือการจัดการกับความกังวลของสังคมให้จบก่อนวันเลือกตั้ง

แต่การเมืองที่ไม่แน่ใจ มักเริ่มต้นด้วยการตั้งเงื่อนไขความรับผิดเอาไว้ก่อน และนี่คือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากประโยค “200 ที่นั่ง” ของเลขาธิการพรรคส้ม

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พรรคส้มเคยพูดถึงเป้าหมายเกิน 250 ที่นั่ง เคยพูดถึงการตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และเคยใช้ภาษาที่เชื่อว่ากระแสจะพาไปไกลกว่าการเลือกตั้งปี 2566

วันนี้ ตัวเลข 250 หายไปโดยไม่มีคำอธิบาย เหลือเพียง 200 พร้อมเงื่อนไขการพิจารณาบทบาทของคนหนึ่งคน

การขยับจาก 250 ลงมาเหลือ 200 ไม่ใช่แค่การปรับตัวเลข หากคือการถอยระดับความเชื่อมั่นของพรรคเอง โดยไม่ได้พูดกับสังคมตรง ๆ ว่าอ่านสนามใหม่อย่างไร

การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มในเวลานั้นได้ 151 ที่นั่ง ตัวเลขนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กระแสแรงที่สุด ความหวังสูงที่สุด และแรงต้านจากฝั่งตรงข้ามยังไม่จัดระบบเต็มที่

151 ที่นั่งคือเพดานที่เกิดในวันที่ทุกอย่างเอื้อ ไม่ใช่วันที่สนามซับซ้อนแบบวันนี้

คำถามจึงเกิดขึ้น ในปี 2569 ที่บรรยากาศการเมืองเปลี่ยน ความกังวลด้านความมั่นคงเพิ่ม และฝ่ายอื่นแสดงภาพความพร้อมมากขึ้น

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขนั้นจะกระโดดขึ้นอีกเกือบ 50 ที่นั่ง

แม้แต่ตัวเลขระดับ 100 ที่นั่ง ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่การันตีได้ง่าย ในช่วงที่กระแสความมั่นคงเด่นขึ้น และผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากให้น้ำหนักกับบทบาทของกองทัพมากกว่าเดิม ขณะที่แกนนำพรรคส้มมีการวิจารณ์และด้อยค่าบทบาทของกองทัพและทหารมาอย่างต่อเนื่อง

ในบริบทเช่นนี้ คำถามว่าใครกำลังได้เปรียบจึงไม่อาจประเมินจากคำประกาศหรือคำอธิบายของพรรคใดพรรคหนึ่งได้ หากต้องมองไปที่พฤติกรรมการตัดสินใจจริงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่ากำลังให้ความสำคัญกับประเด็นใด และรู้สึกไว้วางใจกับท่าทีของใครมากกว่า

เมื่อหยิบผลสำรวจจาก สถาบันพระปกเกล้า มาวางในภาพเดียวกัน ต้องย้ำให้ชัดก่อนว่านี่คือสถาบันวิชาการด้านการเมืองและการปกครอง ทำหน้าที่ศึกษา วิจัย และสำรวจทัศนคติประชาชน เพื่อสะท้อนสภาพการเมืองในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่องค์กรพยากรณ์ผลเลือกตั้ง

ผลสำรวจพบว่า ประชาชน 26.2% ระบุว่ายังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม

รองลงมาคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 18.8%, อนุทิน ชาญวีรกูล 16.9%, ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 10.9% และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 10.2%

หากอ่านแค่ตัวเลข อาจดูเหมือนสนามยังเปิด ทุกฝ่ายพอมีพื้นที่หายใจ

แต่เมื่ออ่านผ่านพฤติกรรมผู้เลือกตั้งจริง ภาพกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ต้องยอมรับก่อนว่า คนที่เลือกพรรคส้มจำนวนมาก ตัดสินใจไปแล้ว เลือกจากจุดยืน และไม่ได้อยู่ในโหมดลังเล คะแนนในมือจึงเป็นคะแนนที่ตกผลึก มากกว่าคะแนนที่พร้อมเคลื่อน

ตัวแปรสำคัญของสนามจึงอยู่ที่ 26.2% ที่ยังไม่เลือกใคร ซึ่งเป็นก้อนคะแนนที่ใหญ่กว่าของผู้สมัครทุกคน และสามารถเปลี่ยนสมการทั้งกระดานได้

คนกลุ่มนี้ไม่ได้ชั่งใจว่าจะเลือกส้มหรือไม่เลือกส้ม แต่กำลังถามตัวเองว่าจะฝากประเทศไว้กับใครในฝั่งที่ไม่ใช่ส้ม ระหว่างอนุทิน ยศชนัน หรืออภิสิทธิ์

เมื่อดูรายละเอียดตามช่วงวัย จะเห็นว่ากลุ่มที่ลังเลมากที่สุดคือวัยทำงาน ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของประเทศ คนกลุ่มนี้ไม่ได้รอฟังพรรคส้มอธิบายอุดมการณ์เพิ่ม แต่กำลังพิจารณาเรื่องความมั่นใจ ความมั่นคง และภาพการคุมสถานการณ์จริง

ในกลุ่มลังเล ยังมีอดีตผู้เลือกส้มปะปนอยู่บ้าง ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนแนวคิดทางการเมือง แต่เพราะเริ่มไม่มั่นใจบางประเด็น โดยเฉพาะท่าทีด้านความมั่นคงและการสื่อสารเรื่องบทบาททหารในช่วงที่สังคมอ่อนไหว

ภาพรวมที่เห็นจึงชัด ฐานพรรคส้มยังอยู่ แต่ไม่ขยาย และในเกมเลือกตั้ง ฐานที่ไม่ขยายคือความเสี่ยงสูง เพราะอีกฝั่งยังมีพื้นที่ดึงคนลังเลไปตัดสินใจในช่วงท้าย

เมื่อกลับมาที่คำว่า “พิจารณาตัวเอง” ความย้อนแย้งจึงยิ่งชัด เพราะหากจะพิจารณากันจริง คำถามนี้ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ตั้งแต่เหตุการณ์ผู้สมัครสส. ของพรรคถูกออกหมายจับในข้อหาฟอกเงินและเว็บพนัน ไม่ใช่เพิ่งถูกหยิบมาเป็นเงื่อนไขหลังวันเลือกตั้ง

การหยิบคำนี้ขึ้นมาในจังหวะปัจจุบัน จึงไม่ได้สะท้อนความรับผิดที่เกิดขึ้นจริง หากสะท้อนวิธีอธิบายตัวเองทางการเมืองมากกว่า และยิ่งเมื่อถ้อยคำดังกล่าวออกจากตำแหน่งเลขาธิการ ซึ่งทำหน้าที่จัดการโครงสร้าง ไม่ใช่ขับเคลื่อนมวลชน น้ำหนักของมันยิ่งเป็นการจัดวางความเข้าใจต่อผลลัพธ์ มากกว่าการเดินเกมเพื่อชนะ

เมื่อมองทั้งภาพรวม คำประกาศ “ต่ำกว่า 200 ที่นั่งจะพิจารณาตัวเอง” จึงไม่ได้ถูกอ่านในฐานะความกล้า แต่ถูกอ่านว่าเป็นภาษาของคนที่ประเมินเพดานตัวเองไว้แล้วล่วงหน้า ว่าผลลัพธ์สุดท้ายมีข้อจำกัดอยู่ตรงไหน

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top