พิธา-ธนาธร-รอมฎอน 3 มุมมองอันตรายกับปัญหาไฟใต้

พิธา-ธนาธร-รอมฎอน 3 มุมมองอันตรายกับปัญหาไฟใต้

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.54 น.

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์แตกต่างจากสังคมไทยส่วนกลางอย่างชัดเจน ทั้งศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และความรู้สึกผูกพันต่อรัฐ ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ปัญหาในพื้นที่ไม่เหมือนจังหวัดอื่น และทำให้การแก้ปัญหาไม่มีทางใช้สูตรเดียวได้

รัฐบาลไทยต้องดูแลพื้นที่นี้มานาน ทั้งด้านการพัฒนา การเมือง และความมั่นคง เพราะโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่แค่เรื่องงบประมาณ แต่อยู่ที่ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ซึ่งยังต้องประคองอย่างระมัดระวังอยู่ตลอด


ในบริบทเช่นนี้ คำพูดหรือแนวคิดจากนักการเมืองระดับประเทศที่แตะเรื่องอำนาจ โครงสร้างรัฐ และการจัดการพื้นที่ ย่อมส่งผลมากกว่าพื้นที่อื่น และมักไม่จบแค่บนเวทีหาเสียงหรือเวทีเสวนา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน พรรคการเมืองกลุ่มเดียวกันนี้ถูกยุบแล้วตั้งพรรคใหม่ต่อเนื่องกันมา แต่แกนนำหลักยังเป็นกลุ่มเดิม แนวทางทางการเมืองยังคงต่อเนื่อง และกรอบความคิดต่อรัฐและอำนาจยังไม่ได้เปลี่ยนไป

คำพูดเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จากบุคลากรในพรรค จึงไม่ใช่เหตุการณ์แยกส่วน แต่เป็นภาพรวมของวิธีคิดที่ถูกพูดซ้ำในช่วงเวลาที่ต่างกัน

แนวคิดที่ถูกพูดอย่างชัดเจนที่สุดมาจาก “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปี 2566 พิธาระบุว่า หากพรรคก้าวไกลได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือหากเขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะเปิดทางให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เลือก นายกฯจังหวัด ของตนเอง

ข้อเสนอนี้รวมถึงการให้ภาษีที่จัดเก็บได้ในพื้นที่นำมาใช้ภายในจังหวัด โดยไม่ต้องส่งเข้าส่วนกลาง และถูกอธิบายในฐานะทางออกทางการเมืองต่อปัญหาความไม่สงบ

เมื่อวางแนวคิดนี้ลงในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์แตกต่างสูงและมีประวัติความขัดแย้งยาวนาน การให้อำนาจจังหวัดในระดับสูงเช่นนี้ย่อมกระทบต่อบทบาทของรัฐส่วนกลางโดยตรง โดยเฉพาะด้านความมั่นคงที่รัฐยังต้องรับผิดชอบอยู่เต็มที่

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจ แต่คือผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นจริง หากอำนาจและทรัพยากรถูกดึงลงสู่ระดับจังหวัดมากขึ้นในพื้นที่แบบนี้

อีกชุดความคิดหนึ่ง ปรากฏผ่านคำพูดของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และผู้นำทางความคิดของพรรคส้ม ที่เคยกล่าวถึงการแบ่งแยกดินแดนในหลายประเทศว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และพบเห็นได้ทั่วไปในโลก

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การพูดถึงต่างประเทศ แต่คือการนำกรอบคิดแบบนั้นมาใช้กับประเทศไทย ซึ่งยังต้องจัดการปัญหาความไม่สงบภายใน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์แตกต่างจากส่วนกลางอย่างชัดเจน

การนำประเด็นการแบ่งแยกดินแดนมาพูดในกรอบที่ทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ หรือเป็นเรื่องที่สามารถถกเถียงได้ในเวทีสาธารณะ ไม่ได้จบแค่ระดับความเห็น แต่ส่งผลต่อบรรยากาศในพื้นที่จริง เพราะถูกนำไปตีความว่า รัฐส่วนกลางอาจพร้อมเปิดพื้นที่ต่อรองมากขึ้น และทำให้กลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่งมองว่าความคิดของตนเองได้รับการยอมรับมากขึ้น

กรณีที่ทำให้สังคมตั้งคำถามหนักขึ้น คือคำพูดของ รอมฎอน ปันจอร์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เคยกล่าวถึงการประกาศเอกราชในบริบทของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

การพูดถึงเอกราชแตะตรงไปที่โครงสร้างรัฐเดี่ยวของประเทศ และแตกต่างจากการถกเรื่องการพัฒนา หรือการบริหารท้องถิ่นโดยทั่วไป แม้จะเป็นความเห็นส่วนบุคคล แต่เมื่ออยู่ภายใต้พรรคเดียวกัน สังคมย่อมตั้งคำถามได้ว่า กรอบความคิดลักษณะนี้อยู่ในระดับใดของพรรค

การเมืองไม่ได้ดูแค่นโยบายที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่รวมถึงกรอบความคิดที่ถูกพูดซ้ำโดยบุคลากรในนามพรรค แม้ยังไม่ถูกประกาศเป็นนโยบายหลัก แต่การปล่อยผ่านย่อมสะท้อนทิศทางที่องค์กรพรรคยอมรับได้

เมื่อวางคำพูดทั้งสามกรณีต่อกัน ตั้งแต่แนวคิดเรื่องนายกฯจังหวัด การพูดถึงการแบ่งแยกดินแดน ไปจนถึงการแตะเรื่องเอกราช จะเห็นกรอบความคิดที่ต่อเนื่องกัน แม้จะต่างระดับและต่างช่วงเวลา

กรอบความคิดนี้ปรากฏมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ต่อมาพรรคก้าวไกล และในปัจจุบันคือพรรคประชาชน พรรคถูกยุบแล้วตั้งใหม่ แต่แนวคิดหลักยังไม่ได้เปลี่ยนไป

ต้องย้ำให้ชัดว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงกรอบความคิดและแนวทางที่ถูกพูดโดยบุคลากรพรรคส้ม ยังไม่ใช่นโยบายหลักที่พรรคประชาชนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ

แต่ความเสี่ยงอยู่ตรงที่ว่า หากกรอบความคิดเหล่านี้ไปอยู่ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคส้ม โอกาสที่แนวคิดจะถูกผลักไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายย่อมเพิ่มขึ้น เพราะผู้กำหนดทิศทางรัฐยึดกรอบความคิดเดียวกัน

อีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดให้ตรง คือท่าทีของพรรคส้มต่อทหารและกองทัพ พรรคส้มแสดงท่าทีวิพากษ์และลดคุณค่าบทบาทของกองทัพมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านคำพูดบนเวที การอภิปราย และการสื่อสารทางการเมือง โดยมักวางกองทัพไว้ในฐานะปัญหา มากกว่าจะมองในฐานะกลไกความมั่นคงของรัฐ

ท่าทีลักษณะนี้อาจใช้ได้ในพื้นที่ทั่วไป แต่ในปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งกองทัพยังเป็นกำลังหลักในการคุมสถานการณ์ การลดความชอบธรรมของกองทัพ เท่ากับทำให้รัฐส่วนกลางอ่อนแรงในพื้นที่ที่ต้องการความมั่นคงสูงที่สุด

เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด วิธีคิดต่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของพรรคส้มไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่วิธีคิดที่รัฐควรมองผ่าน เพราะเป็นวิธีคิดที่แตะโครงสร้างรัฐเดี่ยวในพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์แตกต่างและความละเอียดอ่อนสูง

หากแนวคิดลักษณะนี้ถูกนำไปผลักดันภายใต้การบริหารประเทศจริง ผลกระทบอาจลุกลามเกินกว่าที่รัฐจะควบคุมได้ง่าย และอาจย้อนกลับมาสร้างปัญหาใหม่ที่หนักกว่าเดิม

การดับไฟสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่อาจเริ่มจากการทำให้อำนาจรัฐอ่อนลง และในจุดนี้เอง วิธีคิดของพรรคส้มจึงเป็นแนวคิดที่อันตรายต่อความมั่นคงของประเทศอย่างชัดเจน.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top