เทพไท ซัดยับ นโยบาย แจกเงินล้าน เพื่อไทย แค่ขายฝัน ไม่ยั่งยืน ซื้อเสียงล่วงหน้า

เทพไท ซัดยับ นโยบาย แจกเงินล้าน เพื่อไทย แค่ขายฝัน ไม่ยั่งยืน ซื้อเสียงล่วงหน้า

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.24 น.

วันที่ 27 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า แจกเงินล้าน นโยบายขายฝัน ไม่ยั่งยืน

หลังจากนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาประกาศนโยบายเศรษฐีพันล้านวันละ9คน โดยเน้นสาระสำคัญเป็นการแจกเงินให้กับประชาชนแบบสุ่ม คนละ 1 ล้านบาท วันละ 9 คน มีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายนี้อย่างกว้างขวางว่า เป็นนโยบายประชานิยม เป็นนโยบายใช้เงินของรัฐบาล หรือเงินที่มาจากภาษีของประชาชนซื้อเสียงล่วงหน้า 


ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคยมีนโยบายประชานิยมแบบนี้มาแล้วในการเลือกตั้งปี 2566 คือการแจกเงินดิจิทัลวอลแลต คนละ 10,000 บาทให้กับทุกคนที่อายุ 16 ปีขึ้นไป เป็นการนำเงินภาษีของประชาชน และงบประมาณแผ่นดิน มาแจกให้กับประชาชน ถือว่าเป็นการซื้อเสียงล่วงหน้าเช่นเดียวกัน และเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่สามารถผลักดันนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลแลต คนละ 10,000 บาทให้ประสบความสำเร็จได้ ถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 

เมื่อผลการเลือกตั้งผ่านไป นโยบายก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่ประกาศไว้ในการเลือกตั้ง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นการนำเงินงบประมาณแผ่นดินมาซื้อเสียง เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมือง เป็นเรื่องที่กกต.ควรจะทบทวนและตรวจสอบ ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 ผ่านมาแล้ว กกต.ก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย หลอกลวงประชาชน เอาเงินภาษี งบประมาณแผ่นดินมาซื้อเสียงล่วงหน้า 

การผลักดันนโยบายประชานิยม หรือนโยบายซื้อเสียงล่วงหน้า เป็นนโยบายชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่นโยบายที่ยั่งยืน ถ้าหากว่ารัฐบาลชุดใดก็ตาม จะทำนโยบายประชานิยมแบบยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของประชาชน ก็สามารถทำได้โดยไม่มีใครคัดค้าน เห็นได้ว่านโยบายประชานิยมหรือนโยบายรัฐสวัสดิการสำคัญในอดีต ได้รับการต่อยอดและผลักดันจากรัฐบาลชุดต่อมาอย่างเห็นได้ชัด คือ

1.นโยบายแจกเอกสารสิทธิ์ สปก.4-01 แม้ว่าจะมีปัญหาอยู่บ้างในช่วงเริ่มต้นของโครงการสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่โครงการนี้ก็ไม่ได้ยกเลิก พัฒนาปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนล่าสุดพรรคการเมืองทุกพรรค ก็พยายามผลักดันเรื่องจะนำที่สปก. มาออกเป็นโฉนดให้กับประชาชน

2.เรื่องนโยบายกองทุนกยศ.หรือกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นโครงการที่ช่วยนักเรียน-นักศึกษาฐานะยากจนแบบยั่งยืน จนรัฐบาลชุดต่อมาได้ต่อยอด เพิ่มวงเงินงบประมาณ มีเงื่อนไขช่วยเหลือนักศึกษาที่กู้ยืมเงินจนเรียนจบในการใช้หนี้คืน

3.นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งได้พัฒนาจากจำนวนผู้สูงอายุหมู่หมู่บ้านละ5คน ได้รับเงินคนละ 200 บาทในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย มาเป็น 500 บาทและได้รับกันอย่างถ้วนหน้า ในสมัยรัฐบาลในอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และปัจจุบันมีการต่อยอดจากรัฐบาลชุดต่อมา เป็นแบบขั้นบันได และยังเป็นนโยบายที่ทุกพรรคใช่หาเสียงเพิ่มเงินเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุอีกด้วย

4.นโยบายค่าตอบแทนอสม. ซึ่งเริ่มขึ้นในสมัยของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเช่นกัน จนถึงบัดนี้อสม.ได้รับการยอมรับ และได้ออกพรบ.อสม.แห่งชาติ เพื่อรองรับองค์กร อสม. และมีการเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่มขึ้นด้วย

5.โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เริ่มต้นในรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร มีการต่อยอดมาทุกรัฐบาล มาเป็นบัตรประชาชนหนึ่งใบรักษาทุกโรค จนถึงโครงการบัตรทอง ถือว่าเป็นการต่อยอดจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

6.โครงการเรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ ที่เริ่มในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนบัดนี้นโยบายพรรคการเมืองทุกพรรค ที่เน้นเรื่องการการศึกษาเป็นสำคัญ และมีการประกาศนโยบายการเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรี

ทั้งหมดนี้ก็คือโครงการที่เรียกว่า รัฐสวัสดิการหรือโครงการประชานิยมแบบยั่งยืน ก็เป็นโครงการหรือนโยบายที่เป็นที่ยอมรับ ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับงบประมาณแผ่นดิน หรือระบบประชานิยมเลย ซึ่งต่างกับนโยบายที่พรรคเพื่อไทยกำลังนำเสนออยู่ในขณะนี้ 

การแจกเงินให้กับประชาชนวันละ9คน คนละ1ล้านบาท เป็นการผลักดันนโยบายที่คิดไม่รอบคอบ ถือว่าเป็นนโยบายหลอกลวงประชาชน เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า ซึ่งกกต.ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top