Baby Boomer ล้มเหลว หรือวาทกรรมสีส้มที่สื่อรุ่นใหญ่เผลอเชื่อ

Baby Boomer ล้มเหลว หรือวาทกรรมสีส้มที่สื่อรุ่นใหญ่เผลอเชื่อ

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.38 น.

คำว่า Baby Boomer เป็นคำเรียกเชิงประชากรศาสตร์ หมายถึงผู้ที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1946–1964 หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รุ่นที่เติบโตมากับประเทศซึ่งยังไม่พร้อม และต้องสร้างความพร้อมขึ้นมาทีละขั้นด้วยแรงงานจริง ไม่ได้เริ่มต้นจากรัฐที่มีระบบครบถ้วนรองรับ

คนกลุ่มนี้ในวันนี้มีอายุราว 60–78 ปี และก้าวขึ้นมาทำงานในช่วงที่ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา การศึกษา อุตสาหกรรม และพลังงาน ยังเป็นโจทย์ ไม่ใช่คำตอบ


ประเทศไทยในวันนั้นไม่ได้มีต้นทุนให้เลือกมากนัก ทุกการตัดสินใจต้องแลกมาด้วยความเสี่ยง

บริบทเช่นนี้ทำให้ถ้อยคำของ สุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส ถูกจับตาอย่างหนัก เมื่อเขาใช้พื้นที่เพจ Suthichai Live ระบุว่า “Baby Boomer คือรุ่นที่ล้มเหลว” พร้อมโยงปัญหาคอร์รัปชัน เศรษฐกิจ และระบบเส้นสาย เข้ากับคนรุ่นนี้โดยรวม

คำกล่าวดังกล่าวไม่ได้ชี้ไปที่รัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง และไม่ได้แยกกลุ่มผู้กุมอำนาจออกจากแรงงานส่วนใหญ่ แต่ตัดสินคนทั้งรุ่นในคราวเดียว ทำให้ความรับผิดชอบทางโครงสร้างถูกทำให้เลือน และกระจายไปยังคนจำนวนมากที่ไม่เคยมีอำนาจตัดสินใจใด ๆ เลย

หากมองย้อนกลับไป โครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศไทยใช้อยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากคำขวัญทางการเมือง แต่มาจากการทำงานของคนรุ่น Baby Boomer ในช่วงวัยทำงาน นิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า ท่าเรือ ระบบคมนาคม และฐานเศรษฐกิจหลัก ถูกสร้างขึ้นภายใต้ข้อจำกัด และการตัดสินใจที่ต้องแบกรับผลจริง

ยุคนั้นมีความผิดพลาด มีการใช้อำนาจผิดทาง มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ทั้งหมดเป็นความจริง แต่ความจริงเหล่านี้เป็นผลของโครงสร้างอำนาจและการตรวจสอบที่อ่อนแรง ไม่ได้เป็นผลจากปีเกิดของประชากร การนำความล้มเหลวบางช่วงมาเหมารวมทั้งรุ่น จึงเป็นการบิดประวัติศาสตร์ให้แบนราบ

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า กรอบคิดเช่นนี้ไปสอดรับโดยตรงกับแนวทางของ พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม“

พรรคการเมืองที่อ้างความเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ และวางภาพอดีตให้เป็นภาระ เพื่อยกอนาคตขึ้นเป็นความหวังแบบไม่ต้องพิสูจน์มากนัก

การเมืองลักษณะนี้ต้องการ “อดีตที่ล้มเหลว” เพื่อทำให้ “อนาคตที่ยังไม่มีผลงานรองรับ” ดูน่าเชื่อ การลดค่าคนรุ่นก่อนลงทั้งก้อน ช่วยให้การส่งต่ออำนาจไปยังคนรุ่นใหม่ดูเหมือนเป็นความก้าวหน้า ทั้งที่ยังไม่มีหลักประกันว่าการบริหารประเทศจะดีกว่าสิ่งที่กำลังวิจารณ์อยู่

ตรงนี้เองที่บทบาทของสื่อมวลชนอาวุโสถูกตั้งคำถาม เพราะแทนที่จะทำหน้าที่ถ่วงน้ำหนักระหว่างความหวังกับความพร้อม กลับเลือกใช้ภาษาที่ช่วยลดความระมัดระวังของสังคมลง การยกสถานะคนรุ่นใหม่ขึ้นเหนือมาตรฐานการพิสูจน์ผลงาน คือการลดระดับการตรวจสอบไปพร้อมกัน

การพาประเทศไปลองกับสิ่งที่ยังไม่เคยรับผิดชอบความเสียหายในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่ความกล้าหาญทางการเมือง แต่เป็นการผลักความเสี่ยงไปให้ประชาชนทั้งประเทศแบกรับ หากล้ม ต้นทุนไม่ได้ตกกับผู้เสนอแนวคิดเพียงฝ่ายเดียว แต่ตกกับเศรษฐกิจ ชีวิตผู้คน และรัฐทั้งระบบ

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ Baby Boomer ล้มเหลวหรือไม่ แต่อยู่ที่การที่สื่อมวลชนอาวุโสอย่าง สุทธิชัย หยุ่น เลือกหยิบวาทกรรมสีส้มมาใช้ โดยยอมลดทอนประวัติศาสตร์ทั้งช่วงเวลา เพื่อหนุนแนวคิดของพรรคประชาชนหรือพรรคส้ม ที่อ้างความเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ยังไม่แสดงหลักประกันชัดเจนว่า สามารถบริหารประเทศได้ดีกว่าสิ่งที่กำลังถูกกล่าวโทษ

การผลักอดีตให้กลายเป็นจำเลย และฝากประเทศไว้กับความหวังที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ไม่ได้พาประเทศไปข้างหน้า หากเป็นการทำให้ความเสี่ยงดูชอบธรรม และนั่นคืออันตรายของวาทกรรมที่สังคมไม่ควรเผลอเชื่อตาม.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top