กกต.เผยแพร่ความเห็น นโยบายใช้จ่ายเงิน 51 พรรค ชี้หลายพรรค ไม่ตรงปก ที่มางบไม่ชัด

กกต.เผยแพร่ความเห็น นโยบายใช้จ่ายเงิน 51 พรรค ชี้หลายพรรค ไม่ตรงปก ที่มางบไม่ชัด

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.21 น.

กกต.เผยแพร่ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน 51 พรรคการเมือง พบนโยบายหลายพรรคหาเสียงไม่ตรงปก ที่มางบประมาณคลุมเครือไม่ชัดเจน เสี่ยงกระทบวินัยการเงินการคลังประเทศ หนี้สาธารณะพุ่ง

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เผยแพร่ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา จำนวน 51 พรรคการเมือง ภายใต้กรอบอำนาจ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57  โดยชี้ปัญหาหลักคือหลายนโยบายหาเสียงยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องวงเงินที่ใช้ และ แหล่งที่มาของเงิน ซึ่งอาจกระทบความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ 


ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ กกต. แนะนำให้พรรคการเมืองปรับปรุง 1. ชื่อนโยบายควรตรงกับที่ประกาศโฆษณาในที่สาธารณะหรือช่องทางต่าง ๆ เพื่อความชัดเจน  2.วงเงินและระยะเวลา ควรระบุให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น รายปี หรือรวม 4 ปี ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนเปรียบเทียบระหว่างพรรคได้ง่าย และใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้ง  3.แหล่งที่มาของเงินจะต้องระบุชัดเจน เช่น จากงบประมาณแผ่นดิน เงินกู้ตามกฎหมาย การใช้มาตรา 28 วินัยการเงินการคลัง กองทุนต่างๆ หรืออื่นๆ พร้อมอธิบายวิธีการจัดการความเสี่ยง และความสอดคล้องกับกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ  

นอกจากนี้ กกต.เน้นย้ำว่าพรรคการเมืองควรวิเคราะห์นโยบายอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงหลักงบประมาณ การเงินการคลังเพื่อความเป็นไปได้และยั่งยืน ไม่ก่อภาระหนี้สินเกินกรอบกฎหมาย รวมถึงระบุรายละเอียด เช่น ปีงบประมาณที่จะเริ่มใช้ วิธีบริหารหากงบไม่พอ หรือผลกระทบจากการลด/ยกเว้นภาษี ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้ประชาชนศึกษาความคุ้มค่าและความเสี่ยงของนโยบายแต่ละพรรค ก่อนลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 

โดยกกต. เผยแพร่ข้อเสนอแนะและข้อสังเกตเพิ่มเติมจากคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของ 51 พรรคการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 ชี้ว่าหลายนโยบายหาเสียงยังขาดความชัดเจนและเสี่ยงกระทบวินัยการคลังระยะยาว โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งมีประเด็นหลักที่ กกต. เตือนและแนะนำปรับปรุง ได้แก่ วงเงินและแหล่งที่มาเงินควรแจกแจงชัดเจน สอดคล้องกันทั้งรายนโยบายและภาพรวม หลายพรรคยังคลุมเครือ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความเป็นไปได้จริงได้เต็มที่

ส่วนความคุ้มค่าและประโยชน์นั้น บางนโยบาย เช่น พัก/ปลดหนี้โดยไม่มีเงื่อนไข  อาจดีระยะสั้น แต่สร้างmoral hazard หรือ ลดวินัยการเงิน ลดแรงจูงใจแก้ปัญหาที่ต้นตอ ควรทำควบคู่ยกระดับทักษะ/รายได้ และทุกนโยบายควรมี Cost-Benefit Analysis ที่ชัดเจน อยู่ภายใต้กรอบแผนการคลังระยะปานกลาง

สำหรับผลกระทบและความเสี่ยงนั้น ส่วนใหญ่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เน้นรายจ่ายประจำ เช่น สวัสดิการถ้วนหน้า ค่าไฟ/ค่าโดยสารถูก อุดหนุนผู้สูงอายุ/เด็ก มากกว่ารายจ่ายลงทุน ทำให้ภาระงบประจำพุ่ง ซึ่งปัจจุบัน 70% ของงบรายจ่าย ส่วนการลด/ยกเว้นภาษีอาจทำให้รายได้รัฐลด กดดันขาดดุลต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง 2570–2573 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDPคาดเพิ่มเป็น 69.36% (ปี2570) และ69.78% (ปี2571) ใกล้เพดาน 70% หากนโยบายใช้งบสูงต่อเนื่อง รัฐแทบไม่มีพื้นที่ขาดดุลเพิ่ม อาจเกินกรอบวินัยการเงินการคลัง เสี่ยงถูกปรับลดอันดับเครดิต ส่งผลต้นทุนกู้สูงขึ้น ความเชื่อมั่นนักลงทุนลด ค่าเงินผันผวน

ทั้งนี้ กกต.ย้ำว่าพรรคการเมืองควรตรวจสอบนโยบายให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งในและระหว่างประเทศ พิจารณาผลกระทบรอบด้าน เพื่อความยั่งยืนทางการคลังและไม่ก่อภาระเกินควร พร้อมแนะโครงการใหญ่งบประมาณมากกว่า 500 ล้าน ต้องประเมินความเสี่ยงทุจริตตามแนวทาง ป.ป.ช. ซึ่งข้อมูลนี้ช่วยให้ประชาชนเปรียบเทียบและตัดสินใจลงคะแนนอย่างรอบคอบมากขึ้น 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบ ฯ เป็นการให้ความเห็นภาพรวมในนโยบายของทั้ง 51 พรรค เนื่องจากเห็นว่า ถ้าให้ความเห็นรายนโยบายหรือรายพรรค อาจทำให้ ทำให้เกิดประเด็นหาเสียงโจมตีระหว่างพรรคการเมืองได้ รวมทั้ง อาจมีผลต่อหน้าที่การงานของกรรมการที่มาจากหน่วยงานรัฐ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top