คำนูณ ลั่น ยกเลิก MOU 44 เป็นก้าวที่ใช่ของ 'อนุทิน-สีหศักดิ์' แนะบรรจุในนโยบายรัฐบาลใหม่

คำนูณ ลั่น ยกเลิก MOU 44 เป็นก้าวที่ใช่ของ 'อนุทิน-สีหศักดิ์' แนะบรรจุในนโยบายรัฐบาลใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 07.52 น.

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ยกเลิก MOU 44 ก้าวที่ใช่ของอนุทิน-สีหศักดิ์” 

พูดกันมาเยอะแล้วสำหรับข้อดีข้อเสียของ MOU 44 โดยเฉพาะการไม่สมควรยอมรับเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ผ่ากลางเกาะกูดเข้ามาอยู่ในเอกสารทางการใด ๆ ของราชการไทย แม้จะเพียงเพื่อเป็นกรอบเจรจาก็ตาม ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก แต่จะขอย้ำถึงเหตุผลชี้ขาดคือพฤติกรรมของกัมพูชาเองที่เสมือนฉีกทิ้ง MOU 44 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565
แต่ก่อนจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคม 2565 เรามาทบทวนหลักการของ MOU 44 ก่อนสักนิด


ว่ากันอย่างกระชับที่สุด

นวัตกรรมสำคัญของ MOU 44 คือการแบ่งเขตพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (OCA) ออกเป็น 2 ส่วนโดยใช้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเป็นเส้นแบ่ง แล้วเขียนล็อคไว้อย่างแน่นหนาว่าให้เจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลในพื้นที่ส่วนบนเส้น 11 และกำหนดให้พื้นที่ใต้เส้น 11 เป็นเขตพัฒนาร่วม (JDA) เพื่อเจรจาร่วมกัเงื่ผลิตและแบ่งผลประโยชน์ในปิโตรเลียม เงื่อนไขบังคับคือการเจรจาทั้ง 2 ส่วนจะต้องทำไปพร้อมกัน (to simultaneously) อย่างไม่อาจแบ่งแยกจากกันได้ (as an indivisible package)

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหา 2 ด้านพร้อมกันไป

หนึ่ง - ให้ทั้งไทยและกัมพูชามีโอกาสได้ใช้ปิโตรเลี่ยมใต้อ่าวไทยในขณะที่ยังเจรจาตกลงแบ่งเขตแดนทางทะเลกันได้ไม่ครบทั้งหมด

สอง - แก้ปัญหาเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ของกัมพูชาที่รุกล้ำอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทยบริเวณเกาะกูด การเจรจาแบ่งเขตแดนเฉพาะส่วนนี้ต้องจบลงพร้อมกับการเจรจาแบ่งปิโตรเลียม

ข้อหนึ่งเป็นความต้องการของทั้งไทยและกัมพูชา ที่ต่างก็ต้องการใช้ปิโตรเลียมเหมือนกัน ส่วนข้อสองต้องกล่าวว่าเป็นปัญหาเฉพาะของไทย ที่แม้ชัดเจนว่าเกาะกูดเป็นของเราแน่ ๆ ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 (พ.ศ. 2450) และดำเนินการแสดงสิทธิชัดเจนทุกประการตั้งแต่ปี 2516 แต่ก็ยังคงไม่สบายใจที่มีเส้นไหล่ทวีปนอกกฎหมายของกัมพูชามารบกวน หากทำให้หายไปเสียได้ก็ดี

ฝ่ายไทยแสดงอาการลิงโลดมากที่กัมพูชายอมลงนามใน MOU 44

แต่เอาเข้าจริง กัมพูชากลับมีเจตนารมณ์แน่วแน่เหมือนเดิมตั้งแต่ปี 2538 ในการเจรจากับไทยครั้งแรกยุคระบอบฮุนเซน

กัมพูชาจะเอาแต่ได้ เอาแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงความเป็นมิตรประเทศที่ดี

จะไม่ยอมเสียอะไรสักอย่าง

ผลประโยชน์จากปิโตรเลี่ยมใต้อ่าวไทยก็จะเอา โดยจะขอแบ่ง 50:50 เต็มพื้นที่ OCA รวมกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่เฉพาะแค่เขต JDA พื้นที่ 16,000 ตารางกิโลเมตรที่กำหนดไว้ใน MOU 2544 เท่านั้น และเกาะกูดก็ยังจะเอาอยู่ หรืออย่างน้อยก็จะยังคงคาการอ้างสิทธิไว้อยู่ จึงจะไม่ยอมเจรจาให้เสียเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ของตนแม้แต่น้อย

หลักฐานปรากฏชัดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565

วันนั้น ประธาน JTC ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายกัมพูชา) เข้าเยี่ยมคารวะและหารืออย่างไม่เป็นทางการกับประธาน JTC ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) สารัตถะของการหารือได้มีการเน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการนำปิโตรเลียมใต้อ่าวไทยในเขต OCA ทั้งหมดขึ้นมาใช้โดยเร็วเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรพลังงาน โดย “ละทิ้ง” การเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลเอาไว้ก่อน กำหนดให้สัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์เป็น “50:50” ในวันเดียวกันนั้นมีการเจรจาหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่าง JTC ของทั้ง 2 ประเทศในกรุงเทพฯ คณะทำงานฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นร่างข้อตกลงเป็นฉบับภาษาอังกฤษมีเนื้อหา 3 ข้อให้กับคณะทำงานฝ่ายไทยเพื่อพิจารณาให้เป็นผลการประชุมของ JTC ด้วย

ร่างข้อตกลงมีสั้น ๆ หน้าเดียว 3 ข้อ แต่ที่สำคัญคือข้อ 1 และข้อ 2

เฉพาะข้อ 1 เปิดเผยธาตุแท้กัมพูชาอย่างชัดเจน และเสมือนเป็นการฉีกทิ้ง MOU 44 ในทางปฏิบัติ เพราะกำหนดให้ไทยกับกัมพูชาดำเนินการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียมภายในพื้นที่ OCA ทั้งหมด (the entire area of OCA) โดยให้ละทิ้งประเด็นการแบ่งเขตแดนทางทะเลไว้ก่อน (…leave the issue of maritime boundary delimitation for later)

ส่วนข้อ 2 ระบุให้แบ่งผลประโยชน์กันอย่างเท่าเทียม 50:50 ทั้ง ๆ ที่แหล่งปิโตรเลียมอยู่ใกล้ฝั่งไทยมากกว่าฝั่งกัมพูชา ทั้งนี้จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2560

เท่ากับเป็นการทำลายหัวใจของ MOU 44 เพราะจะไม่มีการแบ่งเขตแดนทางทะเลเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนืออีกต่อไป มีแต่การแบ่งผลประโยชน์เต็มพื้นที่ OCA ทั้งหมด ซึ่งกินอาณาบริเวณมากกว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร และประชิดติดเกาะกูด ไม่ใช่แค่เฉพาะส่วนพื้นที่ 16,000 ตารางกิโลเมตรใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือเท่านั้น

ถามว่าที่กัมพูชากล้าเสนอหักดิบข้อตกลงเดิมเช่นนี้ เพราะได้รับสัญญาณจากการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับฝ่ายไทยไม่ว่าในระดับใดด้วยหรือเปล่า เพราะก็ไม่เป็นที่ปิดบังหรอกว่าหน่วยงานไทยบางหน่วยที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ผู้หลักผู้ใหญ่ในฝ่ายการเมืองบางคน รวมทั้งภาคเอกชนบางส่วน ก็มีแนวคิดใกล้เคียงกันประมาณนี้ คือต้องการแยกเจรจาเฉพาะเรื่องพัฒนาปิโตรเลียมให้นำขึ้นมาใช้โดยพักเรื่องเขตแดนทางทะเลไว้ก่อน หรือสรุปคำถามนี้ให้สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่าฝ่ายไทยรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือเปล่า

มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้ช่วงปี 2557 - 2566 รวมทั้งเอกสารประกอบแวดล้อมต่าง ๆ พอจะบอกเล่าความจริงเป็นคำตอบได้ในระดับสำคัญ แต่จะยังไม่ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บในวันนี้

เอาเป็นว่ากระทรวงการต่างประเทศยืนหยัดคัดค้านเต็มที่

โดยทำหนังสือเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 ว่าไม่ควรรับข้อเสนอของกัมพูชา ยกเหตุผลหลายประกอบด้วยภาษาที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น

เริ่มต้นด้วยการให้ข้อมูลพื้นฐานว่านี่ไม่ใช่ของใหม่อะไร หากเป็นไปตามข้อเสนอเดิมของกัมพูชาตั้งแต่ครั้งประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2538 อันเป็นครั้งแรกในยุคที่ฮุนเซนเถลิงอำนาจขึ้นมาแล้ว เป็นความต้องการสูงสุด (Maximum Claim) ก่อนจะปรับท่าทีลดลงมาตามเนื้อหาที่ปรากฎใน MOU 2544 ในอีก 6 ปีถัดมา

ในเหตุผลข้อสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศเสนอไว้อย่างหนักแน่นว่า…

“…ในการกำหนดพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) ระหว่างไทยกับกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าจะต้องสามารถอธิบายให้กับประชาชน นักวิชาการ ผู้มีส่วนได้เสีย และภาคประชาสังคมได้ และรัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบด้วย รวมทั้งจะต้องเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

หน่วยงานเจ้าของเรื่องให้ความเห็นหนักแน่นแบบนี้ รัฐบาลไหนจะกล้าไม่เชื่อบ้างล่ะ ?

ประกอบกับช่วงเวลานั้นก็ใกล้เลือกตั้งทั่วไปมากแล้ว

ร่างข้อตกลงเถยจิตของกัมพูชาจึงพับไป

ประเด็นนี้ต้องขอชื่นชมกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพลังงานในช่วงปี 2559 - 2560 ที่ยืนหยัดต่อสู้แนวคิดพักการเจรจาเรื่องเขตแดนไว้ก่อนมาหลายปีก่อนหน้าการเสนอความเห็นครั้งสุดท้ายต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2565 และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566

ณ วันนี้ MOU 44 ถึงมีไว้ก็เหมือนไม่มี

ข้อดีที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เค้นมันสมองคิดค้นออกแบบไว้เมื่อ 25 ปีไร้ผลโดยสิ้นเชิง

ถือเป็น “ก้าว(แรก)ที่ใช่” ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุลและรัฐมนตรีต่างประเทศสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วที่พูดชัดถ้อยชัดคำเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าจะยกเลิก MOU 44 จะไม่ยอมเสียเขตแดนทางทะเล และจะไม่แบ่งปิโตรเลียม

นายกรัฐมตรีอนุทิน ชาญวีรกุลยังมี “ก้าว(สอง)ที่ใช่” ตามมาอีกในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมสำหรับการยกเลิก MOU 44 ในรัฐบาลหน้า

ผมขอเสนอ “ก้าว(สาม)ที่ใช่” ด้วยการให้ท่านกรุณาเขียนบรรจุไว้ให้ชัดเจนในนโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะแถลงต่อรัฐสภาในอีกสองสามเดือนข้างหน้า ซึ่งสิ่งที่จะได้มาคือมุมมองและความเห็นจากสมาชิกรัฐสภาในการอภิปราย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top