ยกเลิก MOU 44 ทำได้จริง! คำนูณ ยกมติ ครม.ปี 52 กางโพย 3 เหตุผล

ยกเลิก MOU 44 ทำได้จริง! คำนูณ ยกมติ ครม.ปี 52 กางโพย 3 เหตุผล

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.17 น.

20 กุมภาดพันธ์ 2569 นายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จับตากระทรวงบัวแก้ว! บนเส้นทางการยกเลิก MOU 44

กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ออกแบบ MOU 44 และแถลงยืนหยัดข้อดีที่ควรคงไว้ไม่ยกเลิกมาโดยตลอด ครั้งใหญ่ ๆ ล่าสุดก็เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ในทางปฏิบัติทั่วไปคณะรัฐมนตรีจะมีมติให้จัดทำหรือยกเลิกหนังสือสัญญาใด ๆ ได้ก็ต่อเมื่อหน่วยงานเจ้าของเรื่องเสนอความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลรายละเอียดแวดล้อมเข้าสู่การพิจารณา เช่นนี้แล้ว ก้าวที่ใช่(ของอนุทิน-สีหศักดิ์)จะถูกขัดคอขัดขามั้ย ?


ไม่น่าเป็นเช่นนั้น !

เพราะการยกเลิก MOU 44 ไม่ใช่เป็นเพียงความเห็นของว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่เพิ่งนำพรรคชนะเลือกตั้งมาเท่านั้น ยังเป็นความเห็นของว่าที่รองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ที่มาจากอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอีกด้วย

เมื่อฝ่ายกำหนดนโยบายที่มาจากการเลือกตั้งมีธงชัดเจน ทั้งยังประกาศต่อสาธารณะเป็นสัญญาประชาคมหลายครั้งทั้งก่อนและหลังวันเลือกตั้ง หากขึ้นครองอำนาจแล้วเดินหน้าเต็มตัว ไม่ถอย ไม่ยื้อ ฝ่ายราชการประจำที่มีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายย่อมไม่มีเหตุผลที่จะไม่สนอง

ที่สำคัญ กระทรวงการต่างประเทศก็เคยสนองนโยบายฝ่ายการเมืองเสนอให้คณะรัฐมนตรียกเลิก MOU 44 มาแล้วครั้งหนึ่งแล้วเมื่อ 17 ปีก่อนในยุคเข้มข้นของสงครามสี

โดยเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ทำหนังสือ ที่ กต 0803/978 ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอความเห็นให้คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิก MOU 44 และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการในการประชุมวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552

เหตุผลครั้งนั้นมี 3 ประเด็นหลัก

- ทักษิณ ชินวัตร

- ไม่คืบหน้ามา 8 ปี

- ให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ประเด็นแรกอยู่ในหนังสือข้อ 1 ระบุว่าการที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจรจา เนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลักดันให้รัฐบาลไทยในขณะนั้นยอมรับหลักการที่ปรากฏอยู่ใน MOU 44 และยังรับรู้ท่าทีในการเจรจาของฝ่ายไทยและข้อมูลทางเทคนิคของพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงไม่อาจดำเนินการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาได้อย่างไม่เสียผลประโยชน์

เหตุผลประเด็นนี้ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เพราะนายทักษิณ ชินวัตรไม่ได้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในกัมพูชาแล้ว

กระทรวงการต่างประเทศเองในยุครัฐบาลชุดต่อ ๆ มาอ้างว่าในเมื่อเหตุแห่งการยกเลิกหมดไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยกเลิก ซึ่งก็สอดคล้องกับความต้องการของฝ่ายการเมืองในขณะนั้น

โดยไม่พูดถึงเหตุผลในการยกเลิก MOU 44 อีก 2 ประเด็นที่เคยอ้างไว้เมื่อปี 2552

จนเป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ให้ปฏิบัติตาม MOU 44 ต่อไปตามความเห็นที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอมาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2557 อันมีผลให้เป็นการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเดิมเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 โดยปริยาย

มาดูเหตุผลอึก 2 ประเด็น

เหตุผลหนึ่งอยู่ในหนังสือ ที่ กต 0803/978 ข้อ 3 คือไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาตามกรอบ MOU 44 เป็นรูปธรรมมา 8 ปีนับจนถึงวันนั้น (ปี 2552) และเป็นการไม่คืบหน้าเพราะกัมพูชาไม่ต้องการปฏิบัติตามสารัตถะหลักของ MOU 44

“เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาต้องการให้มีการตกลงเรื่องการพัฒนาร่วมเป็นสำคัญ โดยไม่ให้ความสำคัญกับการเจรจากำหนดเขตแดนทางทะเลในบริเวณที่ MOU 44 กำหนด กระทรวงการต่างประเทศจึงเห็นควรให้ทั้ง 2 ประเทศพิจารณาใช้แนวทางการเจรจาอื่นตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้ได้ผลลัพธ์อันเที่ยงธรรม”

กล่าวโดยสรุปคือจุดยืนของไทยตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2544 เป็นไปตามสารัตถะหลักของนวัตกรรม MOU 44 การร่วมเจรจาร่วมผลิตและแบ่งปิโตรเลียมในเขตพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนใต้อ่าวไทย จะต้องกระทำไปพร้อมกัน (to simultaneously) กับการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลในพื้นที่เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือใกล้เกาะกูด อย่างแบ่งแยกจากกันไม่ได้ (as an indivisible package) ละทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้

แต่กัมพูชายืนอยู่ ณ จุดเดิมก่อนลงนามใน MOU 44 คือต้องการเจรจาเฉพาะร่วมผลิตและแบ่งปิโตรเลียมอย่างเดียว ไม่ต้องการเจรจาหาข้อตกลงแบ่งเขตแดนทางทะเล ซึ่งหมายความว่าจะไม่ยอมเปลี่ยนเส้นเขตไหล่ทวีป 2515 ของตนที่ลากผ่ากลางเกาะกูดรุกล้ำอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของไทย

ทั้ง 2 ประเทศมีจุดยืนที่ตรงข้ามกัน

ล่าสุดกัมพูชาก็เสนอร่างข้อตกลง 3 ข้อมาให้ไทยพิจารณาลงนามเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2565 ให้ร่วมผลิตและแบ่งปิโตรเลียมเท่ากัน 50:50 และให้ละทิ้งการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเลไว้ก่อน

เหตุผลนี้ยังคงดำรงอยู่ และน่าจะต้องเป็นเหตุผลหลักในการยกเลิก

เพราะเมื่อไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรมมา 8 ปีนับถึงปี 2552 และ 25 ปีนับถึงวันนี้ปี 2569 หากใช้ต่อไปจะหวังความคืบหน้าได้อย่างไร ในเมื่อความไม่คืบหน้านั้นเกิดขึ้นเพราะกัมพูชาไม่ต้องการปฏิบัติตามสัญญา

ส่วนเหตุผลอีกประเด็นหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศเขียนหนังสือ ที่ กต 0803/978 ข้อ 2 ว่า เรื่องพื้นที่ทางทะเลที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิทับซ้อนกันเป็นเรื่องสำคัญต่อผลประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่กว่า 26,000 ตารางกิโลเมตร และมีศักยภาพทางทรัพยากรธรรมชาติสูงมาก การเจรจามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างกว้างขวาง จึงเห็นสมควรให้ดำเนินการโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามแนวทางประชาธิปไตยดังที่ปรากฎในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

แม้จะไม่ได้บอกวิธีการให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่สันนิษฐานว่าทางหนึ่งน่าจะสอดคล้องกับมุมมองทางกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศต่อขั้นตอนการยกเลิก MOU 44 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ว่าจะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อน ในเมื่อสมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ การอภิปรายและการลงมติในรัฐสภาย่อมจะต้องเป็นการสะท้อนเสียงของประชาชนโดยทั่วไปด้วย จึงถือได้ว่าเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนเช่นกัน

รายละเอียดข้อกฎหมายแยกไปอยู่ในข้อ 5 ของหนังสือ

“…อย่างไรก็ดี การทำหนังสือบอกเลิกของไทยเป็นไปเพื่อแสดงเจตนารมณ์ทางกฎหมายในการบอกเลิกความผูกพันของไทยตาม MOU และพึงเห็นได้ว่าฝ่ายกัมพูชาอาจมีหนังสือตอบรับเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการบอกเลิกเช่นเดียวกัน ซึ่งเข้าองค์ประกอบของการเป็นหนังสือสัญญา อีกทั้งเมื่อคำนึงว่าสาระของการทำ MOU โดยพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ 2550 ประกอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 6-7/2551 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2551 เรื่อง JCไทย-กัมพูชาวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เป็นความตกลงที่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตฯ ซึ่งตามมาตรา 190 วรรคสองระบุว่าต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา โดยที่องค์กรที่ชี้ขาดเกี่ยวกับขอบเขตของมาตรา 190 วรรคสองคือศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่กระทรวงการต่างประเทศหรือคณะรัฐมนตรี ดังนั้นเพื่อความรอบคอบจึงเห็นควรให้นำเรื่องการบอกเลิก MOU 44 ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามนัยมาตรา 190 วรรคสองด้วยเช่นกัน“

จะเห็นได้ว่า 2 ใน 3 ของเหตุผลในการเสนอยกเลิก MOU 44 เมื่อ 17 ปีก่อนยังใช้ได้ในปัจจุบัน

นอกจากนั้นข้อสรุปสุดท้ายที่กระทรวงการต่างประเทศเขียนไว้ในหนังสือข้อ 6 ก็ยังทันสมัย

“เมื่อมีการยกเลิก MOU 44 แล้ว ก็ยังจำเป็นให้มีการเจรจายุติข้อพิพาทในพื้นที่ทับซ้อนอย่างสันติวิธีต่อไป”

สั้น ง่าย แต่เข้าใจได้ดี

ครั้งนั้น ยังได้มีการเสนอกรอบการเจรจาเพื่อขออนุมัติจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 วรรคสองมาด้วยรวม 2 ขัอ

“1. ให้รัฐบาลดำเนินการบอกเลิก MOU 44 ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง“

“2. ให้รัฐบาลดำเนินการเจรจากับกัมพูชาเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนกัน เพื่อให้ประเทศไทยได้อธิปไตย สิทธิอธิปไตย เขตอำนาจ และประโยชน์อื่นที่พึงมี ตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

เดินตามเส้นทางที่เคยเดินเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2552 ได้เลย

จับตาดูก้าวสำคัญของกระทรวงบัวแก้วกันต่อไป

คำนูณ สิทธิสมาน
20 กุมภาพันธ์ 2569

หมายเหตุ : ภาพประกอบมาจากสื่อโซเชี่ยลของกระทรวงการต่างประเทศ ขอบพระคุณครับ

#MOU44

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top