วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว การทูตชั้นครู: วิเทศสัมพันธ์เชิงรุก
สุนทรพจน์ของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในที่ประชุม UNHRC ครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างชั้นครูของการดำเนินวิเทศสัมพันธ์เชิงรุก โดยเฉพาะในการจัดการกับประเด็นขัดแย้งทวิภาคีบนเวทีพหุภาคีระดับโลก
เริ่มต้นด้วยการ “สร้างความน่าเชื่อถือ” ก่อนพูดอะไรทั้งนั้น
สิ่งแรกที่ท่านทำคือการย้อนรำลึกถึงบทบาทในอดีตที่เคยดำรงตำแหน่งประธาน UNHRC และมีส่วนร่วมในการปฏิรูปองค์กร ซึ่งฟังดูเหมือนการเกริ่นนำธรรมดา แต่แท้จริงแล้วเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมาก เพราะมันเปลี่ยนภาพลักษณ์ของไทยจาก “ฝ่ายที่ถูกกล่าวหา” ให้กลายเป็น “ผู้อาวุโสในวงการ” ที่เข้าใจกลไกสิทธิมนุษยชนอย่างถ่องแท้ ส่งผลให้ทุกคำพูดหลังจากนั้นมีน้ำหนักมากกว่าการแก้ต่างทางการเมืองทั่วไปอย่างชัดเจน
การดึงประสบการณ์ที่เคยนำการปฏิรูปองค์กรมาใช้นั้น ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก "คู่ขัดแย้ง" ให้กลายเป็น "ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการ" ที่มีความเข้าใจในกลไกสิทธิมนุษยชนอย่างถ่องแท้ ทำให้คำพูดหลังจากนั้นมีน้ำหนักมากกว่าเพียงการแก้ต่างทางการเมืองทั่วไป
ตอบโต้กัมพูชาอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด
เมื่อถึงจุดที่ต้องรับมือกับการโจมตีจากกัมพูชา ท่านเลือกใช้เทคนิค “การเปลี่ยนกรอบความคิด” แทนการโต้เถียงตรงๆ
ท่านระบุก่อนเลยว่าเรื่องทวิภาคีไม่ควรถูกนำมา “เสียเวลา” ในเวทีนี้ ซึ่งเป็นการตำหนิอีกฝ่ายอย่างมีชั้นเชิงว่าไม่เข้าใจมารยาทสากล จากนั้นจึงยกประวัติศาสตร์ที่ไทยเคยให้ที่พักพิงและช่วยฟื้นฟูกัมพูชาหลังสงครามกลางเมือง ซึ่งไม่ใช่การอวดดี แต่เป็นการ “เตือนสติ” สังคมโลกถึงบทบาทผู้ให้ของไทย และตั้งคำถามถึงความกตัญญูทางการเมืองของอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆ แม้แต่น้อย
การย้อนเกล็ดด้วยประวัติศาสตร์ ด้วยการยกเรื่องที่ไทยเคยให้ที่พักพิงและช่วยฟื้นฟูกัมพูชาหลังสงครามกลางเมือง เป็นการเตือนสติสังคมโลกถึงบทบาท "ผู้ให้" ของไทย และตั้งคำถามถึงความกตัญญูทางการเมืองของอีกฝ่ายโดยไม่ต้องใช้คำหยาบคาย
การโยงเรื่องอธิปไตยเข้ากับมนุษยธรรม แทนที่จะแข็งกร้าวฝ่ายเดียวคือฝีมือระดับสูงที่น่าสังเกตมาก
แทนที่จะพูดถึงเรื่องเขตแดนอย่างเดียว (ซึ่งอาจทำให้ดูเอาแต่ผลประโยชน์ตัวเอง) ท่านโยงเรื่องการป้องกันประเทศเข้ากับความปลอดภัยของประชาชนและภัยจากทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นที่สมาชิก UNHRC เข้าใจและเห็นใจได้ง่ายกว่าการโต้เถียงเรื่องแผนที่มาก
การประกาศว่าไทยจะปกป้องอธิปไตย โดยท่านใช้คำว่า "Defend our sovereignty... at all cost" ก็ทำหน้าที่ส่งสัญญาณว่าไทยจะไม่ถอยในหลักการ ขณะที่ยังเปิดประตูไว้สำหรับการเจรจาควบคู่กันไป
ไฮไลท์สำคัญ คือดึงประเด็น Scam ขึ้นเวทีโลกได้อย่างแยบยล
นี่คือจุดที่น่าชื่นชมที่สุดของสุนทรพจน์ทั้งหมด ท่านไม่ได้มองปัญหา Online Scam ในฐานะประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติธรรมดา แต่นำเสนอมันในฐานะ วิกฤตสิทธิมนุษยชนระดับโลก ที่ทุกประเทศควรร่วมกันแก้ไข
ยิ่งไปกว่านั้น การระบุว่าเครือข่ายเหล่านี้เติบโตได้เพราะ “ขาดหลักนิติธรรมในประเทศที่ดำเนินการ” คือการส่งแรงกดดันโดยนัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานปฏิบัติการเหล่านี้ โดยใช้กรอบของสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือแทน
การกล่าวหาตรงๆ ซึ่งทำได้สง่างามและปลอดภัยทางการทูตกว่ามาก
สรุป: สุนทรพจน์ที่บรรลุเป้าหมาย 3 ประการในคราวเดียว
1) สุนทรพจน์นี้ไม่ใช่แค่การอ่านถ้อยแถลง แต่คือ Strategic Communication ที่ทำสำเร็จพร้อมกันทั้งการรักษาหน้าตาประเทศโดยไม่ยอมตกเป็นเป้าโจมตีฝ่ายเดียว
2) การชิงความพึงพอใจจากประชาคมโลกด้วยการยกประเด็น Scam ที่ทุกคนกำลังเดือดร้อน
3) การวางสถานะไทยไม่ใช่แค่ผู้ปกป้องตัวเองแต่เป็นผู้เสนอทางออกให้ภูมิภาคด้วย
ในโลกที่การทูตมักดูแห้งแล้งและน่าเบื่อ สุนทรพจน์นี้พิสูจน์ว่าความสุภาพและความเด็ดขาดสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี