อัษฎางค์ ยก สีหศักดิ์ การทูตชั้นครู วิเทศสัมพันธ์เชิงรุก โต้เขมรสุภาพแต่เด็ดขาด

อัษฎางค์ ยก สีหศักดิ์ การทูตชั้นครู วิเทศสัมพันธ์เชิงรุก โต้เขมรสุภาพแต่เด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.49 น.

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว การทูตชั้นครู: วิเทศสัมพันธ์เชิงรุก 

สุนทรพจน์ของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในที่ประชุม UNHRC ครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างชั้นครูของการดำเนินวิเทศสัมพันธ์เชิงรุก โดยเฉพาะในการจัดการกับประเด็นขัดแย้งทวิภาคีบนเวทีพหุภาคีระดับโลก


เริ่มต้นด้วยการ “สร้างความน่าเชื่อถือ” ก่อนพูดอะไรทั้งนั้น

สิ่งแรกที่ท่านทำคือการย้อนรำลึกถึงบทบาทในอดีตที่เคยดำรงตำแหน่งประธาน UNHRC และมีส่วนร่วมในการปฏิรูปองค์กร ซึ่งฟังดูเหมือนการเกริ่นนำธรรมดา แต่แท้จริงแล้วเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมาก เพราะมันเปลี่ยนภาพลักษณ์ของไทยจาก “ฝ่ายที่ถูกกล่าวหา” ให้กลายเป็น “ผู้อาวุโสในวงการ” ที่เข้าใจกลไกสิทธิมนุษยชนอย่างถ่องแท้ ส่งผลให้ทุกคำพูดหลังจากนั้นมีน้ำหนักมากกว่าการแก้ต่างทางการเมืองทั่วไปอย่างชัดเจน

การดึงประสบการณ์ที่เคยนำการปฏิรูปองค์กรมาใช้นั้น ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์จาก "คู่ขัดแย้ง" ให้กลายเป็น "ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการ" ที่มีความเข้าใจในกลไกสิทธิมนุษยชนอย่างถ่องแท้ ทำให้คำพูดหลังจากนั้นมีน้ำหนักมากกว่าเพียงการแก้ต่างทางการเมืองทั่วไป

ตอบโต้กัมพูชาอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด 

เมื่อถึงจุดที่ต้องรับมือกับการโจมตีจากกัมพูชา ท่านเลือกใช้เทคนิค “การเปลี่ยนกรอบความคิด” แทนการโต้เถียงตรงๆ

ท่านระบุก่อนเลยว่าเรื่องทวิภาคีไม่ควรถูกนำมา “เสียเวลา” ในเวทีนี้ ซึ่งเป็นการตำหนิอีกฝ่ายอย่างมีชั้นเชิงว่าไม่เข้าใจมารยาทสากล จากนั้นจึงยกประวัติศาสตร์ที่ไทยเคยให้ที่พักพิงและช่วยฟื้นฟูกัมพูชาหลังสงครามกลางเมือง ซึ่งไม่ใช่การอวดดี แต่เป็นการ “เตือนสติ” สังคมโลกถึงบทบาทผู้ให้ของไทย และตั้งคำถามถึงความกตัญญูทางการเมืองของอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆ แม้แต่น้อย

การย้อนเกล็ดด้วยประวัติศาสตร์ ด้วยการยกเรื่องที่ไทยเคยให้ที่พักพิงและช่วยฟื้นฟูกัมพูชาหลังสงครามกลางเมือง เป็นการเตือนสติสังคมโลกถึงบทบาท "ผู้ให้" ของไทย และตั้งคำถามถึงความกตัญญูทางการเมืองของอีกฝ่ายโดยไม่ต้องใช้คำหยาบคาย

การโยงเรื่องอธิปไตยเข้ากับมนุษยธรรม แทนที่จะแข็งกร้าวฝ่ายเดียวคือฝีมือระดับสูงที่น่าสังเกตมาก 

แทนที่จะพูดถึงเรื่องเขตแดนอย่างเดียว (ซึ่งอาจทำให้ดูเอาแต่ผลประโยชน์ตัวเอง) ท่านโยงเรื่องการป้องกันประเทศเข้ากับความปลอดภัยของประชาชนและภัยจากทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นที่สมาชิก UNHRC เข้าใจและเห็นใจได้ง่ายกว่าการโต้เถียงเรื่องแผนที่มาก 

การประกาศว่าไทยจะปกป้องอธิปไตย โดยท่านใช้คำว่า "Defend our sovereignty... at all cost" ก็ทำหน้าที่ส่งสัญญาณว่าไทยจะไม่ถอยในหลักการ ขณะที่ยังเปิดประตูไว้สำหรับการเจรจาควบคู่กันไป

ไฮไลท์สำคัญ คือดึงประเด็น Scam ขึ้นเวทีโลกได้อย่างแยบยล

นี่คือจุดที่น่าชื่นชมที่สุดของสุนทรพจน์ทั้งหมด ท่านไม่ได้มองปัญหา Online Scam ในฐานะประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติธรรมดา แต่นำเสนอมันในฐานะ วิกฤตสิทธิมนุษยชนระดับโลก ที่ทุกประเทศควรร่วมกันแก้ไข

ยิ่งไปกว่านั้น การระบุว่าเครือข่ายเหล่านี้เติบโตได้เพราะ “ขาดหลักนิติธรรมในประเทศที่ดำเนินการ” คือการส่งแรงกดดันโดยนัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีฐานปฏิบัติการเหล่านี้ โดยใช้กรอบของสิทธิมนุษยชนเป็นเครื่องมือแทน

การกล่าวหาตรงๆ ซึ่งทำได้สง่างามและปลอดภัยทางการทูตกว่ามาก

สรุป: สุนทรพจน์ที่บรรลุเป้าหมาย 3 ประการในคราวเดียว

1) สุนทรพจน์นี้ไม่ใช่แค่การอ่านถ้อยแถลง แต่คือ Strategic Communication ที่ทำสำเร็จพร้อมกันทั้งการรักษาหน้าตาประเทศโดยไม่ยอมตกเป็นเป้าโจมตีฝ่ายเดียว 

2) การชิงความพึงพอใจจากประชาคมโลกด้วยการยกประเด็น Scam ที่ทุกคนกำลังเดือดร้อน 

3) การวางสถานะไทยไม่ใช่แค่ผู้ปกป้องตัวเองแต่เป็นผู้เสนอทางออกให้ภูมิภาคด้วย

ในโลกที่การทูตมักดูแห้งแล้งและน่าเบื่อ สุนทรพจน์นี้พิสูจน์ว่าความสุภาพและความเด็ดขาดสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top